เจตน์ ศิรธรานนท์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติและความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ตรงตามมาตรา 54, 258 และ 261 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจและความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการในการส่งเสริมการศึกษาของชาติ และเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กน้อย รวมถึงการแบ่งเบาภาระของคณะกรรมการแห่งชาติและความจำเป็นในการมีคณะกรรมการจังหวัด
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การปฏิรูปการศึกษาผมไม่แน่ใจว่าเราจะปฏิรูปทันการพัฒนาของโลก หรือไม่ ขณะนี้โลกมันมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ยุค ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) ๕ จี (5G) มีของใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาทุกวัน การเรียนรู้ในตำราเดี๋ยวนี้เราหาจากกูเกิล (Google) ค้นได้หมด เพราะฉะนั้นผมจึงไม่แน่ใจว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันจะทันโลกหรือเปล่านะครับ ท่านประธานครับ แต่ถึงอย่างไรเมื่อเรายังยึดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มันก็มีความจำเป็นจะต้องตรากฎหมายขึ้นมา เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตราที่เกี่ยวข้อง คือมาตรา ๕๔ ได้การเรียนฟรี ๑๒ ปี จนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ มาตรา ๒๕๘ จ และมาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๕๘ อยู่ในหมวดปฏิรูปประเทศ ประเด็นพัฒนาเด็กเล็ก กองทุน ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาครูและอาจารย์ และปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัด และปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยสอดคล้อง ทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ และมาตรา ๒๖๑ ว่าด้วยคณะกรรมการอิสระ เพื่อจัดทำ กฎหมายปฏิรูปการศึกษา ทั้งหมดมันเชื่อมโยงกัน
แล้วก็เห็นได้ชัดว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นความสำคัญของ การปฏิรูปการศึกษาอย่างยิ่ง ท่านได้เขียนไว้ นอกจากหมวด ๑๖ ยังเขียนไว้ในมาตรา ๒๖๑ ดังกล่าวด้วย เป็นห่วง ด้วยความเป็นห่วง เพราะฉะนั้นในเรื่องของกฎหมายปฏิรูปมันมีถึง ๑๓ ด้าน แต่ถ้าพูดถึงหัวใจของการปฏิรูปมันมีอยู่ ๒ ด้านเท่านั้นล่ะครับ
อันที่ ๑ คือการปฏิรูปตำรวจซึ่งยังค้างอยู่ในการประชุมการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปตำรวจนี่ล่ะครับ แล้วก็ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้ง ๒ ฉบับนี้ผ่านสภาได้ ในสมัยนี้ผมก็ถือว่า การปฏิรูปเราสำเร็จไปอาจจะมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป เพราะว่านี่คือหัวใจของ การปฏิรูปตามแนวคิดของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การปฏิรูปมันเกิดจากปัญหาสั่งสม ถ้าหากว่าเราดูเรื่องเกณฑ์คุณภาพ คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ทุกวันนี้เพิ่มเป็น ๒๖ ล้านคน แต่ใช้เพื่ออ่านหาความรู้เพียงไม่ถึง ๑ ใน ๓ กลุ่มเด็กวัยเรียนพบปัญหา อีคิว (EQ) และไอคิว (IQ) ต่ำกว่ามาตรฐาน ไอคิว (IQ) เฉลี่ย ๙๓.๑ เปอร์เซ็นต์ และอีคิว (EQ) ๔๕.๑๒ เปอร์เซ็นต์ ดูไปแล้วก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่ถือว่ามันต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คะแนนโอเน็ต (O-NET) ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ใน ๑๐ ปีย้อนหลัง คิดที่ ป. ๖ และ ม. ๓ มีคะแนนสูงสุด ๑๐๐ คะแนน ต่ำสุด ๐ คะแนน มันมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างมาก เพราะฉะนั้นนี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ เอามาถึงพิซา (PISA) ต่ำทุกวิชาและเป็นอันดับท้ายของ อาเซียน (ASIAN) ผลการประเมินปี ๒๐๑๕ ระดับ ๕ และระดับ ๖ ประเทศไทยได้ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเวียดนามได้ ๘ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเกาหลี ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ประเทศจีนคิด ๔ มณฑล ได้ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ คณิต-วิทย์ ทีไอเอ็มเอสเอส (TIMSS) ไทยต่ำกว่าค่ากลางในการประเมิน ได้ลำดับ ๒๖ จาก ๓๙ ประเทศ ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้บอกถึงอะไร ทั้งหมดนี้มันบอกถึงความล้มเหลว ของกระทรวงศึกษาธิการ ล้มเหลวถึงการศึกษาของชาติ ตั้งแต่เรามีกฎหมายปฏิรูปการศึกษา ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา ไม่อาจจะโทษรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ต้องโทษทุกรัฐบาล ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความหวัง ในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ตามรัฐธรรมนูญ ๓ มาตราที่กล่าวแล้ว
ประเด็นก็คือว่าแล้วมันจะปฏิรูปได้สำเร็จ มันสามารถขับเคลื่อนพระราชบัญญัติ ฉบับนี้หลังจากบังคับใช้แล้วได้หรือไม่ อันนี้คงมีคำถาม ผมมีประเด็นที่สำคัญหลายเรื่อง แต่ว่าเอาเรื่องหลัก ๆ ก็คือว่างบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวเนื่อง สูงมาก โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทน ท่านประธานครับ ครู อาจารย์ของกระทรวงศึกษาธิการบวกกับกรมพลศึกษา กรมศิลปากร ท้องถิ่น กทม. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ตชด. ๗๓๖,๙๘๘ คน ไม่นับเจ้าหน้าที่ ก่อนประถมและอุดมศึกษาอีก ๕๘,๐๐๐ กว่าแห่ง ท่านประธานครับ คือมันมีคนเยอะ รายจ่ายประจำเยอะ ปัญหาก็คือว่าเราจะลดคน ผมไม่อยากจะให้กระทบกับบุคลากรของ กระทรวงศึกษาธิการ แต่ผมอยากจะลดจำนวนคนเพื่อเพิ่มเงินก้อนเดียวกันนี้ล่ะ ให้กับครู อาจารย์ของกระทรวงศึกษาธิการและอื่น ๆ เพราะว่าอยากจะให้มันมีคุณภาพ ถ้าหากว่า สามารถทำได้นะครับ แต่ว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมว่าอาจจะมีปัญหา ปัญหาข้อแรก คือโรงเรียนขนาดเล็กมีเด็กน้อยกว่า ๑๒๐ คน เด็กมีน้อย บางชั้นมีเด็กเรียน บางชั้นก็ไม่มีเด็ก มีลักษณะที่เรียกว่าฟันหรอ มีบ้าง ไม่มีบ้าง มีจำนวนโรงเรียนขนาดเล็ก ตัวเลขเมื่อปี ๒๕๖๒ ๑๕,๑๕๘ แห่ง ครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งหมดของกระทรวงศึกษาธิการมีครูอยู่ ๑๐๓,๐๗๙ คน นักเรียน ๙๘๑,๘๓๑ คน เมื่อปฏิรูปการศึกษาแล้วก็ไม่แน่ใจว่าสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ หรือไม่ ผมฟังเพื่อนสมาชิกอภิปราย ท่านประธานครับ ผมก็เข้าใจว่าถ้าเรากระจายอำนาจ ไปให้ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นกับประชาชนช่วยกันบริหารจัดการ เราอาจจะเห็นการแก้ไขปัญหา ของโรงเรียนขนาดเล็กนี้ได้ เพราะว่ามีความพยายามจะแก้ไขมานานแล้ว แต่ไม่สำเร็จ
ท่านประธานครับ ขออีกข้อเดียวนะครับ เพราะว่าจริง ๆ ผมมี ๓-๔ ข้อ แต่ว่าเวลามันจำกัด คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติในมาตรา ๙๓ มีหน้าที่ และอำนาจมากมาย พนักงานก็มาก ทำงานก็ลำบาก แล้วก็จะล่าช้า อาจจะเป็นอุปสรรคกับ การเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ผมเสนอให้คณะกรรมการวิสามัญพิจารณา ให้มีคณะกรรมการจังหวัด เพื่อแบ่งเบาแล้วก็ลดภาระของคณะกรรมการแห่งชาติ ซึ่งโดย ปกติแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเห็นกับการตั้งคณะกรรมการจังหวัดในกฎหมายหลายฉบับ แต่ฉบับนี้ผมเห็นว่ามันมีความจำเป็นอย่างมาก ก็คงจะต้องฝากทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาไปด้วยนะครับ แล้วก็ในเรื่องขององค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบาย มันไม่ครอบคลุมหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กรมพลศึกษา โรงเรียนกีฬา ขาดตัวแทนในคณะกรรมการ แห่งชาติ ฝากพิจารณาตรงนี้ด้วยนะครับ
สุดท้ายนี้ผมก็ฝากทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ล่ะครับว่ากฎหมายฉบับนี้สำคัญมาก สำคัญต่ออนาคตของประเทศชาติอย่างมาก เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท่านพิจารณา แล้วนำสิ่งซึ่งสมาชิกทั้งหมดที่อภิปรายในวันนี้ แม้ว่าหลายท่านจะติดภารกิจที่ไม่สามารถที่จะอภิปรายได้ตามเจตนารมณ์เดิม แต่ผมคิดว่า ที่อภิปรายไปแล้ว มีประโยชน์ มีคุณค่าทุกท่าน แล้วก็อยากจะฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญ ไปนำสิ่งที่เขาอภิปรายนี้ ผมเชื่อว่าทุกคำอภิปรายมีประโยชน์ทั้งสิ้น ขอบคุณครับ