คำนูณ สิทธิสมาน ชื่นชมรัฐบาลที่แสดงท่าทีถอยหลังเพื่อลดความตึงเครียดทางการเมือง และสนับสนุนแนวทางของนายกรัฐมนตรีที่เน้นการไม่ใช้ความรุนแรง การไม่แบ่งข้างอย่างสุดโต่ง และการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายผ่านกลไกรัฐสภาและรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ใช้กลไกเช่นการอภิปราย การตั้งคณะกรรมการ และการทำประชามติตามมาตรา 166 เพื่อสร้างฉันทามติแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ในวันนี้ กระผมขออนุญาต นั่งฟัง มาโดยตลอดเห็นว่ามีความคืบหน้าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ บ่ายสามโมงครึ่ง ท่านประธานครับ ในขณะนี้หลังจากสปีช (Speech) ของท่าน นายกรัฐมนตรีต่อพี่น้องประชาชนเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ที่เป็นสปีช (Speech) ที่ชื่อว่า ถอยคนละก้าวนั้น จนกระทั่งถึงบ่ายสามโมงครึ่ง ผมเห็นรัฐบาลได้ถอยไปแล้ว ๒ ก้าว ก้าวที่ ๑ ก็คือการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ก้าวที่ ๒ ก็คือการเป็น ผู้ริเริ่มเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญและขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๕ และก้าวที่ ๓ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งก็คือการประกาศท่าทีอย่างชัดเจน ที่สุดโดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ขอประทานอนุญาต เอ่ยนาม และการชี้แจงของท่านประธานรัฐสภาเอง กล่าวโดยสรุปก็คือรัฐบาลสนับสนุน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้เตรียมตารางเวลาการทำงานไว้แล้ว และกำลังหาวิธีการ ที่นอกจากจะลงมติในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๖ ร่างแล้วก็จะนำไปสู่การหารือต่อไป โดยท่านประธานรัฐสภาว่าจะนำร่างที่ ๗ ที่พี่น้องประชาชนเข้าชื่อกันเสนอเข้ามา อภิปรายก่อน แล้วร่วมลงมติภายในช่วงหลังจากวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ได้หรือไม่ ท่านประธานครับ นอกจาก ๓ ก้าวนี้แล้ว ก็ยังมีก้าวที่ ๔ ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ได้เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ในเชิงหารือว่าในประเด็นปัญหาอื่น ๆ ที่อาจจะมี ปัญหาอยู่นั้น ท่านขอปรึกษาสมาชิกรัฐสภาว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้มีการถามพี่น้องประชาชน โดยตรง โดยการจัดให้มีการลงประชามติ จะ ๑ คำถาม หรือมากกว่า ๑ คำถามก็ได้ แต่ในขณะนี้ก็กำลังเป็นปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้ต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องคำถามบางประการที่ถามไม่ได้ ก็คือคำถามเกี่ยวกับสถานภาพ ของบุคคล และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวออกมาว่า ถ้ามีกลไกหรือกรรมวิธีในการตั้งคำถามเพื่อการประชามติที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีก็ยินดีที่จะพิจารณา กระผมจึงเห็นว่านี่เป็นประเด็นใหม่ ที่สมาชิกรัฐสภาสมควรที่จะให้คำปรึกษาหารือในประเด็นนี้ไปด้วย ท่านประธานครับ นี่ก็คือ ๔ ก้าว ๒ ก้าวถอยไปแล้ว ๑ ก้าวจะเกิดผลขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป แต่การแสดงท่าทีที่ชัดเจนก็มีผลในนัยสำคัญ และก้าวที่ ๔ นี้ถือเป็นประเด็นใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่านประธานครับ กระผมว่าไปได้ครับ และขออนุญาตย้อนไป สนับสนุนสปีช (Speech) ๒๑ ตุลาคม ของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ผมเห็นว่าถ้าท่านสวม วิญญาณของการเป็นนายกรัฐมนตรีในการกล่าวต่อพี่น้องประชาชนเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ผมเชื่อว่าประเทศจึงมีทางออกครับ ผมอ่านดูหลายครั้ง ผมพบว่ากุญแจหรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ของสปีช (Speech) ของท่านนายกรัฐมนตรีที่ผมอยากให้ท่านรักษา ความสม่ำเสมอตรงนี้ไว้มีอยู่ ๔ ประการ
ประการที่ ๑ ท่านปฏิเสธวิธีการสุดขั้วทั้ง ๒ ฟาก เพราะไม่ว่าขั้วใดขั้วหนึ่ง ชนะไปก็ไม่ยั่งยืน ท่านกล่าวว่าประวัติศาสตร์สอนเราเช่นนั้น
คีย์เวิร์ด (Keyword) ประการที่ ๒ ก็คือท่านกล่าวว่าหน้าที่ของผู้นำคือรักษา ความสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มในสังคม ท่านประธานครับ ความต้องการของประชาชนในขณะนี้ไม่ได้มีเฉพาะจากกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น แม้กระทั่งผู้ชุมนุมทางการเมืองก็มีหลายกลุ่ม และผู้ที่ไม่ได้ชุมนุมนั้นก็ใช่ว่าเขาจะไม่มี ความรู้สึก ไม่มีความต้องการเลย
คีย์เวิร์ด (Keyword) ประการที่ ๓ ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่น ในระบบรัฐสภา ท่านบอกว่าการพูดคุยผ่านกระบวนการรัฐสภาคือวิธีการเดียวที่จะหา ทางออกได้
และสุดท้ายคีย์เวิร์ด (Keyword) ประการที่ ๔ ก็คือรัฐบาลถอยแล้วขอให้ ผู้ชุมนุมถอยด้วย
ท่านประธานครับ ทั้ง ๔ ประการนี้ผมเชื่อว่าอย่างน้อยผมเองในฐานะสมาชิก รัฐสภาขออนุญาตสนับสนุน และขออนุญาตแปลงเป็นเข็มมุ่งในการแก้ปัญหาจากนี้ไป ที่อาจจะขอเพิ่มเติมสักเล็กน้อยว่าโดยสรุปจากคีย์เวิร์ด (Keyword) ของท่านนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะเป็น ๒ ปฏิเสธ ๓ ไม่ และ ๑ ต้อง ๒ ปฏิเสธก็คือปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ จากทุกฝ่าย ปฏิเสธแนวคิด ๒ ขั้ว ทั้ง ๒ ฟาก ๓ ไม่ก็คือไม่เหมารวมว่าคนที่คิดต่างจากเรา ทุกคนทุกฝ่ายเป็นฝ่ายตรงข้าม ไม่ที่ ๒ ก็คือไม่บีบ ไม่กดดันให้ทุกคนต้องแสดงจุดยืนว่า คิดเหมือนกับเราเท่านั้น และไม่ที่ ๓ ก็คือไม่ไล่คนที่คิดต่างจากเราออกไปกองอยู่สุดปลายขั้ว ของทั้ง ๒ ฟาก
ท่านประธานครับ สังคมจะเดินหน้าไปได้เราต้องยอมรับว่าไม่ได้มีแต่ความคิด ที่อยู่ปลายขั้วของทั้ง ๒ ฟาก แต่มีคนจำนวนมากที่อยู่ระหว่างทางนี้ ผมจะไม่พูดว่าเป็นกลาง เขาอาจจะมีความเห็นด้วยกับผู้ชุมนุมในบางส่วน ไม่เห็นด้วยในบางส่วน แม้กระผมเอง เห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรีบางส่วน บางส่วนก็ไม่เห็นด้วย หรือบางส่วนกระผมอาจจะ ไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาในบางครั้งบางขณะ สังคมจะเดินไปได้ต้องยอมรับ ความแตกต่างหลากหลาย ต้องยอมรับพื้นที่ยืนของทุกฝ่าย ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ต้องพูดกันมากก็คือ ๑ ต้อง ก็คือต้องแก้ปัญหาผ่านกลไกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งในที่นี้ กระผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นออกแบบให้รัฐสภาเป็นเวทีประนอมอำนาจ เป็นเวทีที่ แสดงออกโดยสันติของความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย และเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้มี กลไกการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ อะไรที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ กระผมถือว่าเป็นกลไก ทางรัฐสภาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ในวันนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การลาออก การยุบสภา รวมไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเครื่องมือใหม่ก็คือการลงประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยวิธีการอันหลากหลายที่ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ จะร่วมมือกัน บ้านเมืองเราโชคดีครับ เรามีท่านประธานรัฐสภาท่านนี้ที่เป็นผู้ที่มีบารมี ทางการเมืองสูง ในอดีตเมื่อเคยมีความขัดแย้งปี ๒๕๓๗ ท่านประธานรัฐสภาในขณะนั้นได้ใช้ อำนาจของประธานรัฐสภาตามอำนาจที่จะเป็นข้อบังคับในปัจจุบันก็น่าจะเป็นข้อ ๕ ตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นมา การอภิปรายทั่วไปในวันนี้อาจจะจบที่ การทำงานขั้นต่อไปนั้นจะต้องเป็นหน้าที่ของท่านประธานรัฐสภาที่จะต้องพิจารณาทำตาม ข้อบังคับที่ให้อำนาจอยู่ แต่ที่สำคัญที่สุดที่กระผมอยากจะพูดก็คือ นอกจากการตั้ง คณะทำงานขึ้นมาต่อเนื่องจากการอภิปรายทั่วไปในเวทีใหญ่ เป็นการทำงานในเวทีเล็ก ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกัน แล้วก็ทำการพิจารณาปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน เป็นความขัดแย้ง ๒ มิติ มิติแรก ๑๕ ปีของความแตกต่างทางการเมืองเป็น ๒ ขั้ว มิติที่ ๒ ก็คือความคิดระหว่างคนไทย ๒ รุ่นที่แตกต่างกัน และนอกจากการตั้งกรรมการขึ้นมาทำงาน เป็นเวทีเล็กแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีความชัดเจนขึ้นกระผมจะไม่พูด แต่จะไป พูดถึงเรื่องการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ กระผมคิดอยู่นานแล้วก็เห็น ความมหัศจรรย์ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เขาบัญญัติให้ ๒ มาตรานี้ติดกัน คือมาตรา ๑๖๕ กับมาตรา ๑๖๖ มาตรา ๑๖๕ ก็คือว่า เมื่อเกิดวิกฤติในบ้านเมืองขึ้น รัฐบาลก็ชอบที่จะมี อำนาจที่จะมาขอปรึกษาหารือจากสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ถ้าเผื่อ การปรึกษาหารือผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้นอาจจะได้ผลไม่ทันการณ์ ก็ยังมีมาตรา ๑๖๖ เป็นมาตรการต่อเนื่อง คือปรึกษาหารือแล้วก็ถามพี่น้องประชาชนโดยตรง เราเคยมีการทำ ประชามติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ มาแล้ว ครั้งนั้นมี ๒ คำถาม ครั้งนี้อาจจะมีมากกว่า ๒ คำถามก็ได้ กลไกและกรรมวิธีในการตั้ง คำถามนั้นกระผมไม่มีเวลาที่จะนำเสนอ ณ ที่นี้ แต่กระผมเห็นว่ามีความเป็นไปได้ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาน่าจะเป็นคนต่อไป ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่าน พลอากาศโท เฉลิมชัย เครืองาม จะได้นำเสนอเฉพาะประเด็นในเรื่องนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ หมดเวลาของกระผม จะขอกราบเรียนเป็นครั้งสุดท้ายว่าการถอย คนละก้าวนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด มีภาษิตจีนอยู่ประโยคหนึ่งเขาบอกว่า ถอยหนึ่งก้าว ทะเลกว้าง ฟ้าใส ทนอีกหน่อย พายุจะเงียบสงบ ขอพวกเราทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้ร่วมกัน ยึดถือแนวทางนี้เพื่อให้ประเทศก้าวเดินต่อไปบนความยากลำบากนี้ให้ได้ กราบขอบพระคุณครับ