วทันยา วงษ์โอภาสี เสนอแนวทางแก้ไขความขัดแย้งจากการชุมนุมที่กระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลถอยคนละก้าว เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประชาชนและรัฐบาล และปรับปรุงระบบการศึกษาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดแก่เยาวชน
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ในช่วงตลอดเกือบ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะได้เห็นความรุนแรงของ การชุมนุมที่ทวีคูณเพิ่มมากขึ้น มีหลาย ๆ ประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในการชุมนุม ในครั้งต่าง ๆ ที่ผ่านมาของประเทศ แต่ก็มีประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นที่วิพากษ์ครั้งแรก ในสังคมไทย แล้วก็ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับคนจำนวนมากของประเทศเกิดขึ้น นั่นคือ การวิพากษ์ถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่วันนี้ได้สร้างความแตกแยกทางความคิด จากปัญหา การเมืองได้ลามไปสู่ปัญหาสังคมคือการสร้างรอยร้าวสู่สถาบันครอบครัว ท่านประธานคะ แต่ถ้าหากเราตั้งใจที่จะรับฟังรายละเอียดที่ผู้ชุมนุมได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งวันนี้สิ่งแรก เราจะต้องแยกแยะให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องจากผู้ชุมนุมที่มีเป้าประสงค์ทางด้าน การเมือง และผู้ชุมนุมที่หวังอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปสู่คุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นนั้น เราจะพบว่าในหลาย ๆ ประเด็นที่ถูกวิจารณ์นั้นเราสามารถที่จะลงมือแก้ไขได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหาเหล่านั้นสะสมจนกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ และที่สำคัญ ที่สุดค่ะ ที่วันนี้ได้นำมาสู่การพาดพิงไปจนถึงประเด็นที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบต่อ ความรู้สึกและความศรัทธาของคนในชาติ อย่างไรก็ตาม วันนี้ประเทศของเราต้องร่วมกัน หาทางออก เราจะใช้เวทีในสภาแห่งนี้ในการที่จะร่วมกันหาทางออกอย่างไรเพื่อไม่ให้รัฐ เกิดการบริหารงานที่เข้าสู่เฟลด์สเตต (Failed state) ทำให้ประเทศเกิดปัญหาที่ทับซ้อน บานปลาย เพราะว่าในขณะนี้รัฐบาลเองยังคงมีภาระที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างก็คือการที่จะต้อง บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของการแก้ไขระบบสาธารณสุขและการแก้ไขเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นจากพิษของไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) จุดเริ่มต้นทางออก ข้อแรก คือการที่จะ เริ่มต้นถอยกันคนละก้าวค่ะ จากแถลงการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่ดีที่วันนี้รัฐบาลได้เริ่มต้นประกาศในการที่จะเริ่มต้นเป็นผู้ถอย เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นในสังคม พร้อมยืนยันว่าข้อเรียกร้องที่ผู้ชุมนุมได้เรียกร้องนั้น รัฐบาลเองได้รับฟังและได้ยินแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การตอบรับด้วยการได้ยินเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางการเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่วันนี้มีข้อเรียกร้องหลายประเด็นอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะที่ผ่านมาเป็นการเรียกร้องกันคนละครั้ง หรือถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือต่างคนต่างพูด แต่ไม่เคยหันหน้าเข้าหากัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันอยากจะนำเสนอในขั้นต่อไปในการหา ทางออกก็คือการเปิดพื้นที่เวทีทั้งในและนอกสภาควบคู่กันไป เพื่อเปิดโอกาสให้ได้มี การแลกเปลี่ยนข้อมูล ทางตรงจากทั้ง ๒ ฝ่าย นั่นคือประชาชนและรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทางด้านกฎหมาย หรือการแลกเปลี่ยนทัศนะข้อคิด โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูล กับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาส มีส่วนร่วมในการที่ จะพัฒนาประเทศอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม แต่ทั้งนี้ข้อเสนอนั้นจะต้องเป็นไปด้วย เหตุและผล ไม่ใช้อารมณ์ เป็นเหตุผลที่สังคมสามารถยอมรับเพื่อที่เราสามารถที่จะร่วมกันหา จุดสมดุลทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศได้ ทางออกข้อที่ ๓ ที่ดิฉันอยากนำเสนอรัฐบาลก็คือ สิ่งที่เราจะต้องกลับมาพิจารณาถึงโครงสร้างของปัญหาที่แท้จริง แม้อาจจะเป็นการทำงาน ในระยะยาว แต่รัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องเริ่มทำเพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ให้ตรงกับต้นตอของสาเหตุอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกระบวนการศึกษา ที่จะทำอย่างไรให้เยาวชนของไทยจะเกิดความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาไทย ในขณะที่ โลกภายนอกนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราจะปรับการศึกษาไทยอย่างไรที่จะทำให้ นักเรียนเกิดความเชื่อมั่นว่าในอนาคตของพวกเขาจะมีความมั่นคงต่ออาชีพและสวัสดิการ ท่ามกลางการเข้ามาของเทคโนโลยีเอไอ (AI) เรามักจะวิพากษ์กันเรื่องของข่าวปลอม การแทรกแซงของต่างชาติเฟกนิวส์ (Fake News) แต่วันนี้เราพร้อมแล้วหรือยังในการที่จะ เริ่มต้นบรรจุหลักสูตรมีเดีย อินฟอร์เมชัน แอน ดิจิทัล ลิเทอเรซี (Media Information and Digital Literacy) หรือถ้าเรียกสั้น ๆ ก็คือเอ็มไอดีแอล (MIDL) เข้าสู่ระบบการศึกษาไทย เพื่อที่จะให้เยาวชนของชาติมีภูมิคุ้มกันที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น หรือกระทั่งการบรรจุความรู้ ให้ความรู้วิชาประวัติศาสตร์ ข้อมูลเศรษฐกิจ ข้อมูลของประเทศในมิติด้านต่าง ๆ เพื่อให้ เยาวชนได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนก่อนที่พวกเขาจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปตกผลึก ทางความคิด หรือกระทั่งการปรับปรุงในส่วนของการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรม ที่วันนี้ ต้องเข้าใจว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยกับการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมที่วันนี้โลกทั้งใบ กำลังเชื่อมโยงเข้าหากันนั้น สังคมได้กลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม หรือมิกซ์คัลเจอร์ (Mixed culture) ดิฉันเชื่อค่ะว่าเยาวชนไทยและประชาชนไม่ได้อยากทอดทิ้งความภูมิใจ ในความเป็นไทย แต่เราจะนำอัตลักษณ์ของความเป็นไทยของประเทศชาติมาปรับอย่างไร ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อที่จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและซึมซับได้จริง ๆ นอกจากนี้ คือการปรับปรุงเรื่องของกระบวนการสื่อสาร ที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับยุคสมัย ด้วยการสื่อสารเนื้อหาที่กระชับ เข้าใจง่าย รัฐบาลต้องสื่อสารการทำงานของรัฐบาล อย่างต่อเนื่องและตรงไปตรงมา หรือที่เรียกว่าทรานส์พาเรนซี (Transparency) คือต้องอธิบายถึงเหตุผล วิธี และเป้าหมายของการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชน เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่เป็นช่องว่างที่ก่อให้เกิดปัญหาที่มาของเฟกนิวส์ (Fake News) ด้วยการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการใช้รูปแบบการสื่อสารแบบ ๒ ทาง หรือที่ เรียกว่าทูเวย์ คอมมิวนิเคชัน (Two-way communication) เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม จากภาคประชาชนอย่างแท้จริง เหล่านี้ค่ะท่านประธาน เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่ หากเราตั้งใจจะรับฟัง เราก็จะพบเนื้อหาที่เป็นต้นตอของสาเหตุที่นำมาสู่ข้อเรียกร้องของ ผู้ชุมนุมในเวลานี้ ดังนั้นถ้าหากเราเข้าใจจุดเริ่มต้นของปัญหาดิฉันเชื่อว่าเราก็จะสามารถ ร่วมเดินหน้าไปด้วยกันได้ เพราะในที่สุดแล้วดิฉันเชื่อว่าเราทุกคนก็ต่างล้วนต้องการสิ่งที่ ดีที่สุดให้กับประเทศไทย เพียงแต่แต่ละคนอาจจะมีวิธีการและจุดยืนในการแสดงออก และรักประเทศชาติที่ต่างกัน และสุดท้าย จุดยืนของดิฉันคือการยึดมั่นในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์คือ หนึ่งในเสาหลักของประเทศที่หลอมรวมกันเป็นประเทศชาติ ซึ่งจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ ขอบพระคุณค่ะ