อำพล เปิดทางออกวิกฤติ ผ่านการร่างรัฐธรรมนูญใหม่แบบมีส่วนร่วม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

อำพล จินดาวัฒนะ หารือแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติหลายด้านที่ซ้อนทับกันในสังคมไทย โดยเน้นย้ำความจำเป็นของการร่วมมือ ปรองดอง และการใช้ปัญญาเพื่อขับเคลื่อนสังคมผ่านช่วงวิกฤตสู่การจัดระเบียบใหม่ที่ดีและยั่งยืน พร้อมเสนอทางออกผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตั้ง ส.ส.ร. และเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวางเพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตของชาติอย่างสันติและเป็นธรรม

นายอำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา ต้องขอประทานโทษ ท่านประธาน เผอิญผมไม่รู้ว่าคิวถูกจัดแล้วหรือไม่ ท่านได้กล่าวเชิญผมก็ฉุกละหุกนิดหนึ่ง ต้องขอประทานโทษครับ แต่ขณะนี้ก็พร้อมที่จะอภิปราย ขอบคุณท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ผม อำพล จินดาวัฒนะ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภาครับ กระผม ขออนุญาตกราบเรียนว่าสิ่งที่อภิปรายจากวันนี้จากนี้ไปเป็นการอภิปรายในฐานะสมาชิก รัฐสภาคนหนึ่ง ไม่ได้ผูกพันกับวุฒิสภานะครับ เป็นการเสนอความคิดเห็นในส่วนของ ตัวสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ได้อภิปรายทั่วไปตามเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอในวันนี้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็น การเสนอแนะข้อคิดเห็นต่อรัฐบาลและต่อทุกภาคส่วนในสังคม วันนี้คงไม่มีองคาพยพใด แก้ปัญหาชาติบ้านเมืองได้เพียงองคาพยพเดียว เราทั้งสังคมคงต้องช่วยกัน ผมจะขออนุญาต อภิปรายใน ๓ ข้อที่รัฐบาลได้เสนอเข้ามานั้นจะไม่ลงไปในรายละเอียดใน ๓ ข้อ แต่ผม ขออภิปรายภาพรวม ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ขออนุญาตเสนอเรื่องหลักคิดของ การแก้ปัญหา ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องสถานการณ์ความจริง และประเด็นที่ ๓ คือทางออก

ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของหลักคิดการแก้ปัญหา เป็นที่ทราบ กันดีว่าขณะนี้ประเทศของเราได้เดินเข้าสู่จุดวิกฤติครั้งรุนแรงอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจากเหตุใดไม่จำเป็นต้องไปฟื้นฝอยหาตะเข็บครับ วิกฤติครั้งนี้ซ้ำเติม เข้ากับวิกฤติสุขภาพ วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสิ่งแวดล้อม วิกฤติความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ใน สังคมไทยมายาวนาน ถ้าเราออกจากวิกฤติได้เร็ว ท่านประธานครับ ก็จะเป็นผลดีต่อ ประเทศชาติ แต่ถ้าเราตกอยู่ในวิกฤตินาน ไม่มีใครได้ประโยชน์เลยครับ ประเทศของเรา เป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ ในโลก โลกทุกวันนี้ก็เต็มไปด้วยวิกฤติครับ กลายเป็นโลกโกลาหล บ้านเราก็กำลังกลายเป็นสังคมโกลาหลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีความโกลาหลโดยธรรมชาติ จะเกิดการจัดระเบียบใหม่เสมอ การจัดระเบียบใหม่นั้นเป็นไปได้ทั้งด้านดีและด้านร้าย เราจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อให้สังคมเราเปลี่ยนผ่านจากโกลาหลไปสู่การจัดระเบียบใหม่ที่ดี ขึ้นกว่าเดิม มีวุฒิภาวะของสังคมมากขึ้น เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ การจัดระเบียบสังคมในช่วงที่มีโกลาหลนั้น ควรใช้ปัญญา ความรัก ความประนีประนอม การรอมชอม สานประโยชน์ เพื่ออยู่ด้วยกันและไปด้วยกันได้ มีบางส่วนก็ต้องได้บ้างเสียบ้าง แต่ส่วนรวมและภาพรวมจะต้องดีกว่าเดิม การหันหน้าเข้าคุยกัน การลดการชี้หน้าด่าทอ การประณาม แบ่งเขา แบ่งเรา เปลี่ยนจากการทอนพลังกันในสังคมมาสู่การสานพลังร่วมกัน เราก็จะพบทางออก นี่คือหลักการและทิศทาง แนวทางที่ควรจะถูกกำหนดขึ้น ถ้าเราสามารถ กำหนดหลักการ แนวทาง ทิศทางนี้ได้ เราก็จะเดินไปด้วยกันได้ด้วยระบบ กระบวนการ และวิธีการที่สร้างสรรค์ ซึ่งเราสามารถใช้ระบบและกลไกที่มีอยู่หรือสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อจะใช้ เดินไปด้วยกัน ข้อนี้คือข้อที่ ๑ ที่ผมอยากกราบเรียนว่าเราคงต้องวางหลักการวิธีคิด ให้ถูกต้อง ผมเชื่อว่าคนไทยทำได้ครับ เรารู้ว่าขณะนี้โกลาหลวิกฤติอยู่ข้างหน้าถ้าเราปล่อยไป อย่างนี้เราก็จะเสียด้วยกันทุกฝ่าย สังคมขาดทุนครับ

ข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน ที่อยากกราบเรียนคือสถานการณ์ และความเป็นจริง บ้านเมืองนี้เป็นของเราทุกคน มีระบอบ ระบบโครงสร้างที่สืบทอดกันมา ยาวนาน มีพัฒนาการมาตามลำดับ มีบางเรื่องดี บางเรื่องไม่ดี เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา และยุคสมัย ซึ่งก็ต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่สามารถหยุดนิ่ง อยู่กับที่ได้ ท่านประธานครับ ประชาธิปไตยก็คือการแบ่งสรรอำนาจและประโยชน์ ของการอยู่ร่วมกันให้เกิดความสงบสุข มีความเป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำน้อย ซึ่งต้อง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อหาจุดสมดุลครับ ซึ่งจุดสมดุลนั้นก็จะเหวี่ยงไปมา อยู่ตลอดเวลาเหมือนลูกตุ้มหน้าปัดนาฬิกาครับท่านประธาน ต้องเหวี่ยงกันไปมาซ้ายขวา ขวาซ้ายเพื่อจะหาจุดสมดุลแต่ไม่นิ่งอยู่กับที่ครับ ถ้านิ่งเมื่อไร นาฬิกาตายครับ สังคมเรามีชีวิต เพราะฉะนั้นนาฬิกาหน้าปัดนาฬิกาประชาธิปไตย ต้องเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลาซ้ายขวาแล้วก็จะหาจุดกราฟ ถ้ามองในเชิงการเมืองครับ ท่านประธานที่เคารพ บ้านเราเผชิญวิกฤติการเมืองมาหลายครั้งหลายครา ทุกครั้งเราผ่านมา ด้วยกันได้ เพราะฉะนั้นวิกฤติครั้งนี้ผมก็เชื่อว่าคนไทยเราจะผ่านไปด้วยกันได้ ถ้าย้อนกลับไป สัก ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมา เดือนตุลาคม ปี ๒๕๑๖ เราผ่านการเมืองจากขวาสุด ลูกตุ้มนาฬิกา ประชาธิปไตยเหวี่ยงมาทางซ้ายสุด แล้วไม่กี่ปีถัดมาเราก็เหวี่ยงกลับไปทางขวาอีก ยืดเยื้อกัน ยาวนานครับ เราเคยผ่านยุคบุฟเฟ่ต์คาบิเนต (Buffet cabinet) เราเคยผ่านพฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ ลูกตุ้มนาฬิกาก็เหวี่ยงไปซ้ายไปขวาอยู่ตลอด ปี ๒๕๔๐ ถ้าเราจำได้ครับ เราได้ รัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกว่าฉบับประชาชน จากนั้นสังคมก็ไม่ได้หยุดนิ่งนะครับ ลูกตุ้มก็เหวี่ยง ไปซ้ายไปขวา ไปขวาไปซ้าย ปี ๒๕๔๙ เราก็เหวี่ยงไปขวาอีก แล้วก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ จนถึง ปี ๒๕๕๗ เราก็เหวี่ยงจากซ้ายมาขวาอีกรอบหนึ่ง หลังจากนั้นสังคมก็แตกแยกเป็น ๒ ขั้ว เรามีกีฬาสียาวนาน เกิด คสช. ขึ้นเข้ามาหย่าศึกพยายามหยุดวิกฤติ คืนความสงบให้กับ ประเทศชาติบ้านเมือง เราหายใจหายคอคล่องกันระยะหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ผ่านมาตามธรรมชาติของการเมืองในบ้านเรา เหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว จากนั้นเวลาเนิ่นนานมา ๖-๗ ปี จากรัฐบาล คสช. สู่รัฐบาล หลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จุดนี้ละครับทำให้สังคมเข้าใจว่าเหมือนมี ความพยายามหยุดลูกตุ้มนาฬิกาประชาธิปไตยไว้ทางขวา ไม่ยอมให้เหวี่ยงกลับมาหาสมดุล ดังนั้นจึงเกิดแรงเหวี่ยงเป็นธรรมชาติธรรมดา ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เกิดขึ้น สังคมเข้าใจ และมีแนวโน้มว่าเราเกิดรัฐบาลราชการรวมศูนย์ แนวคิดอำนาจนิยม และความเชื่อมั่นในทิศทางรัฐบาลอำนาจมาก ขออนุญาตครับ สตรองกัฟเวิร์นเมนต์ (Strong government) แนวทางหรือแนวโน้มลดทอนพลังการกระจายอำนาจสู่ชุมชน ท้องถิ่น ลดทอนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของสังคมลงไปไม่น้อย โครงสร้างและระบบ ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมยังปฏิรูปได้ไม่มากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก และจะต้องมีการทำกันอีกเยอะครับ จริง ๆ แล้วรัฐบาลได้ทำสิ่งที่ดีไว้มากมาย แต่สิ่งที่ ผมกราบเรียนไปนั้นก็เป็นเรื่องของทิศทางการเมืองครับ ดังนั้นก็จึงเป็นธรรมดาที่ลูกตุ้ม นาฬิกาประชาธิปไตยก็จะต้องมีการถูกดึงเหวี่ยงกลับอย่างที่ผมเรียนแล้ว สังคมมีชีวิต ลูกตุ้มนาฬิกาประชาธิปไตยต้องเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดนี้สิ่งที่เราเข้าสู่วิกฤติหรือที่เรียกว่า สังคมโกลาหลนั้น เราเกิดปรากฏการณ์นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เคลื่อนไหว ทางการเมือง เรียกร้องการมีส่วนร่วม เรียกร้องรัฐบาลในเรื่องต่าง ๆ เสนอความคิด ความฝัน ความต้องการ ในฐานะที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ผมคิดว่านี่คือความงดงาม และความเป็นธรรมดาธรรมชาติของสังคมประชาธิปไตยที่น่ารักของเมืองไทย ในขณะเดียวกันนั้นเราเกิดปรากฏการณ์ที่รัฐบาลเองก็รับฟังครับ มีท่าทีที่ประนีประนอม รอมชอม ยืดหยุ่น อันนี้ก็คือความงามของสังคมไทยอีกเช่นเดียวกันท่านประธานครับ ดังนั้นผมจึงคิดว่าเราน่าจะเดินไปด้วยกันได้ด้วยสันติวิธี ถ้าต้องการจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งก็จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงแน่นอน ถ้าต้องการรวบอำนาจนาน หรือทำให้เข้าใจว่าแช่แข็งนาน ไม่ปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสังคมและโลกที่ เปลี่ยนไป ก็จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงไม่รู้จบเช่นเดียวกัน เหล่านี้คือความจริง หรือสถานการณ์ที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นข้อที่ ๒

ท่านประธานที่เคารพครับ มาข้อที่ ๓ ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายที่ผมอยากจะ กราบเรียนว่าทางออกจากวิกฤติครับ ผมเชื่อว่าคนไทยมีสติปัญญา มีความสามารถที่เรา จะออกจากวิกฤติร่วมกันได้ เป็นการดีที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเราต้องใช้วิธีการแก้วิกฤติ ในเชิงระบบ วันนี้จึงมีการเปิดประชุมรัฐสภาอภิปรายทั่วไป แสวงหามรรควิธีที่เป็นสันติวิธี ฝ่าวิกฤติด้วยกัน เราต้องหันมาที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาสูงสุดของประเทศ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เรามีมา มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ไม่มีฉบับใดดีสุด เสียสุด ฉบับปี ๒๕๖๐ ก็เช่นเดียวกัน มีสิ่งดีไม่น้อย แต่ก็มีข้อด้อยอยู่ด้วย จะต้องปรับปรุงแก้ไขครับ จึงไม่แปลกเลยถ้าจะมีการตั้ง ส.ส.ร. มายกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ เปิดให้ทุกภาคส่วน เข้าร่วมกันอย่างจริงจัง ที่สำคัญครับ ตรงนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ ผมเห็นว่าควรจะมีการตั้ง ส.ส.ร. นั้นไม่ใช่เพิ่งมาคิดหลังจากประเทศเข้าสู่วิกฤติใน ๑ เดือน ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กันยายนที่ผ่านมานั้น ผมและเพื่อนสมาชิก ส.ว. ส่วนหนึ่งเราได้ คุยกัน แล้วเราได้คุยกับพี่น้องภาคีเครือข่ายทั่วประเทศที่เป็นกัลยาณมิตรกันอยู่ เราเห็นว่า เราควรจะโหวต (Vote) วาระที่หนึ่ง รับหลักการตั้ง ส.ส.ร. ปรับรัฐธรรมนูญให้สอดคล้อง กับโลกความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป ไม่ได้คิดมาพูดวันนี้นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนไว้

นอกจากการมี ส.ส.ร. แล้ว ควรจะมีการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ความฝัน ความคิด ความต้องการของทุกภาคส่วน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกหมู่เหล่าครับ นำมา สังเคราะห์แล้วก็ยกร่างรัฐธรรมนูญคู่กันไป อะไรดีในฉบับเก่าคงไว้ อะไรไม่ดีตัดทิ้งไป อะไรที่มันใหม่แล้วดีใส่เข้ามาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อาจจะใช้วิธีการตั้ง คณะกรรมการทำงานคู่ขนานกับกระบวนการทำงานของ ส.ส.ร. ดังที่มีท่านหัวหน้า พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคได้เสนอ กระผมคิดว่าควรจะศึกษาแนวทางก่อนปี ๒๕๔๐ สมัยนั้นเคยมีการตั้งคณะกรรมการมาดูแลแนวทางการปฏิรูปทางการเมือง แล้วก็นำมาสู่ การยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็ได้ถูกกล่าวขวัญว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีฉบับหนึ่ง ถ้าเราใช้กลไก ส.ส.ร. อย่างเดียวอาจจะแข็งเกินไป เราควรจะมีกลไกคณะกรรมการ มีหลายท่านที่เป็นสมาชิกรัฐสภาวันนี้ตั้งแต่เช้าท่านได้พูดในลักษณะแนวทางการหาทางออก ร่วมกัน คิดด้วยกัน เดินไปคู่กัน กระผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ การจัดกระบวนการรับฟัง ที่ผมเรียนแล้ว ทุกหมู่เหล่าได้เข้ามาช่วยกัน อีกไม่กี่วันรัฐสภาก็จะพิจารณาวาระการแก้ไข รัฐธรรมนูญ รัฐสภาเราก็ควรจะให้ความเห็นชอบตั้ง ส.ส.ร. ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปิดช่องทางให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมกันอย่างสันติ ไม่ต้องเสียเวลาขัดแย้งลุกลามบานปลาย ไม่ได้อะไรเลย เราเอาพลังคนทั้งชาติมาออกแบบรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย ร่วมกันมิดีกว่าหรือครับ การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่เป็นการซื้อเวลา แต่เป็น การเปิดโอกาสให้รวมพลังคนทั้งชาติหันหน้าเข้าหากัน รอมชอมอำนาจ รอมชอม ผลประโยชน์ หาสมดุลใหม่ ไม่ฝืนลูกตุ้มหน้าปัดนาฬิกาประชาธิปไตยต้องเหวี่ยงไปขวาซ้าย ซ้ายขวาเพื่อหาสมดุล สังคมเราก็จะได้มีการพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น หรือที่เรียกว่าเติบโต ทางปัญญา เป็นสังคมที่มีวุฒิภาวะ เป็นแบบอย่างการแก้ปัญหาวิกฤติอย่างสันติให้โลกได้เห็น เหมือนที่ประเทศของเราได้ร่วมกันรับมือโควิด (COVID) จนเป็นที่กล่าวขวัญทั่วโลกครับ

ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้เป็นการร่วมกันใช้สมองด้านสร้างสรรค์ซึ่งเป็น สมองด้านงดงามของมนุษย์ แทนที่เราจะใช้สมองด้านสัญชาตญาณที่มุ่งทำลายล้างและมีแต่ ความรุนแรง เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ประเทศของเราก็จะก้าวไปข้างหน้า กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ