ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายร่างกฎหมายวิธีพิจารณาคดียาเสพติด โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเข้มข้นของอำนาจเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ที่สามารถตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาล ขยายเวลาควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ถึง 5 วัน และขอตรวจสอบข้อมูลสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งอาจกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนและขัดรัฐธรรมนูญหากขาดกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลที่เหมาะสม พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความทันสมัยของกฎหมายดังกล่าวว่าอาจล้าสมัยและเปิดช่องถูกใช้ในทางการเมืองได้
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายในส่วนของร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ได้เข้าการพิจารณาของรัฐสภา ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ซึ่งตอนนี้ทางรัฐสภานั้นได้พิจารณา ๓ ฉบับ นั่นคือร่างประมวลกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดและให้ใช้ยาเสพติด ๓ ฉบับร่วมกัน กระผม เห็นว่าในกระบวนการในการจะปราบปรามยาเสพติดนั้นถ้าเราให้ประสิทธิภาพ ในการปราบปรามและให้สิ่งที่ยืดหยุ่นในการปราบปรามเป็นสิ่งที่ดี กระผมเห็นด้วย ในเชิงหลักการ แต่ยังมีในส่วนของวิธีการคือการใช้อำนาจ ที่กระผมจำเป็นต้องอภิปรายไว้ ในสภาแห่งนี้ก่อนที่จะเข้าสู่วาระที่สอง วาระที่สาม นั่นก็คือในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณายาเสพติดอันแรก ในส่วนของมาตรา ๑๑/๑ นั้นมีสิ่งที่สำคัญก็คือให้อำนาจ ทาง ป.ป.ส. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เข้าไปตรวจค้นได้ทั้งลับหลังและเวลากลางคืน สามารถเข้าไป ตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล เมื่อสักครู่มีท่านสมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่งอธิบายเบื้องต้นไว้ กระผมจะลงลึกอีกนิดหนึ่ง การให้อำนาจของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เข้าไปตรวจค้นลับหลัง เจ้าของเคหสถานและเวลากลางคืนนั้นเป็นเรื่องที่มองในแง่ดีก็ดีในเชิงที่เร่งรีบทำ แต่มอง ในแง่ของสิทธิและเสรีภาพนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายเหมือนกัน เพราะการไปค้นในเวลากลางคืน และลับหลังได้ถามว่าจะมีหลักประกันอะไรให้กับเจ้าของเคหสถานว่าจะไม่ถูกกลั่นแกล้ง ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศเราในขณะนี้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำไม่เป็น ที่น่าเชื่อถือเลย โดยเฉพาะคดีของบอส อยู่วิทยา ที่มีการสอบสวนอยู่หลายคณะในขณะนี้ และทำให้เกิดความเสื่อมถอยของกระบวนการยุติธรรมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ สิ่งที่สำคัญการที่จะทำประโยชน์สาธารณะในการที่จะปราบปรามยาเสพติดจะต้องมีดุลยภาพ ระหว่างอำนาจของเจ้าหน้าที่กับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ต้องสอดคล้องและเป็น ดุลยภาพกัน ไม่ใช่เอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในเมื่อในประเทศเราขณะนี้มีปัญหาถึงความ น่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ทำไมให้อำนาจถึงเพียงนี้ ให้อำนาจ ในการค้นกลางคืนและลับหลัง ใครตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ในร่างตามมาตรา ๑๑/๑ ไม่มีการตรวจสอบ มีแต่ให้รายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปเท่านั้นเอง ถามว่าศาลได้มา ตรวจสอบไหม ไม่ได้ครับ แล้วถามว่าเราจะปล่อยร่างแบบนี้ไปหรือครับ ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับ การเมืองจะมีการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าคิด ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับคนที่มา เคลื่อนไหวทางการเมือง ประชาชน นิสิต นักศึกษาไปเคลื่อนไหวจะถูกร่างอันนี้ไปกลั่นแกล้ง ได้หรือไม่ครับ ถามว่าเกิดได้ทุกเมื่อ เพราะอำนาจเขาเขียนอย่างไรครับ เขียนว่าเมื่อมีเหตุ อันควรสงสัยตามสมควรเป็นอำนาจดุลพินิจล้วน ๆ แล้วมาดูคำว่าเหตุสงสัยอันสมควร หมายความว่าอย่างไรครับ หมายถึง การรับรู้หรือมีจินตนาการว่ามีบางอย่างเป็นสิ่งผิดปกติ เกิดขึ้น โดยอยู่บนพยานหลักฐานที่ยังไม่มีข้อยุติหรือมีพยานหลักฐานเพียงเล็กน้อย หรือแม้กระทั่งไม่มีพยานหลักฐานเลย นี่คือเหตุอันสมควรนะครับ ก็สามารถเข้าค้นได้แล้ว เราให้อำนาจแก่คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นข้าราชการ ข้าราชการทุกคนไม่ใช่พระอรหันต์ที่ บรรลุธรรม ไม่มีรัก โลภ โกรธ หลง ไม่มีพวก แต่ในความเป็นจริงเราพิสูจน์อยู่แล้ว ตอนนี้ ยังแก้ไม่ได้เลย จะแก้อย่างไร ปัญหาการที่กลั่นแกล้งกัน ปัญหาช่วยเหลือคนจนติดคุก คนรวยมีทางออกเสมอ ยังไม่มีการแก้ไขเลย แต่ให้อำนาจเต็ม ๆ กับข้าราชการอีกหรือ เรื่องนี้กระผมคิดว่าเราควรที่จะมีการตรวจสอบถ่วงดุล ศาลจะเป็นองค์กรที่ตรวจสอบถ่วงดุล ได้อย่างดี หรือไม่ก็องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเรียกมาตรวจสอบ ร่างมาตรา ๑๑/๑ หลังจากที่ค้น สมมุติจะทำ เกณฑ์ในการทำ ระเบียบที่ออกมาจำเป็นที่ จะต้องออกระเบียบที่เคร่งครัด เข้มงวด ไม่ให้ใช้ดุลพินิจล้วน ๆ จะต้องใช้ปัจจัยทาง ภาวะวิสัย ไม่ใช่ใช้ความคิดหรือจินตนาการเท่านั้น ถ้าจะต้องร่างใหม่กระผมเห็นว่าอย่างนี้ นะครับ เพราะถ้าปล่อยไปแล้วจะมีคุกไว้ขังคนจน หรือบางทีคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ ผู้มีอำนาจจะถูกขังด้วย เพราะอะไรครับ เพราะการค้นลับหลังจะยัดอะไรก็ได้ ยาเสพติด ใส่กี่อันก็ได้ ค้นเวลากลางคืนถามว่ามีคนกลางไปดูแลไหม ไม่มี ในร่างตรงนี้เขียนไว้หมดเลย ว่าคนที่ค้นเวลากลางคืนจะต้องเป็นหัวหน้า ในการเข้าค้นต้องเป็นข้าราชการพลเรือน ตำแหน่งบริหาร ตำแหน่งอำนวยการ ตำแหน่งนักวิชาการ ชำนาญการขึ้นไป ตำแหน่งทั่วไป ระดับอาวุโสขึ้นไป หรือข้าราชการตำแหน่งสารวัตรหรือเทียบเท่าขึ้นไป หรือข้าราชการทหาร ตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยเทียบเท่าขึ้นไป ถามว่าคนนี้เป็นคนที่วิเศษกว่าคนอื่นไหมครับ ตำแหน่งสูง เราพิสูจน์มาหลายคนแล้วว่าคนที่มีตำแหน่งสูงไม่ใช่คนที่จะสุจริตเสมอไป ทำไม ไม่เอาคนกลางเข้ามาดู ทำไมไม่เอาระบบการรายงานตรวจสอบถ่วงดุลจากองค์กรอื่นที่ไม่ใช่ องค์กรฝ่ายของ ป.ป.ส. เช่น ศาล องค์กรนิติบัญญัติ หรือองค์กรอื่นมาตรวจสอบถ่วงดุลขึ้นมา เรื่องนี้กระผมไม่เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่งที่จะให้อำนาจของคนใดคนหนึ่ง คณะใดคณะหนึ่ง เราเคยมีให้ความไว้วางใจในตอนร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าจะให้ กกต. มีอำนาจในการ ตรวจสอบ มีอำนาจในการที่จัดการเลือกตั้งอย่างสุจริต เที่ยงธรรม แต่ถามว่าเวลาเอาเข้าจริง ตอนที่ร่างตอนนั้นสงสัยว่าจะเป็นองค์กรที่เป็นธรรม คัดคนอย่างขั้นเทพเลย แต่เอาจริง ๆ เป็นอย่างไร กกต. เคยติดคุกก็มี นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วไปไว้ใจบุคคลไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ เราควรจะต้องให้ความระมัดระวัง
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ซึ่งเตรียมประเด็นมา เหมือนกระผม ก็คือในเรื่องของการถูกจับกุมและคุมขัง ๓ วันเลย ให้ตรวจสอบ ๓ วัน แล้วไม่นับอีก ๔๘ ชั่วโมง นั่นคือ ๕ วัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ การตรากฎหมายเป็นการ จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นตามเงื่อนไขที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ กฎหมาย เดี๋ยวนี้เกิน รัฐธรรมนูญ ๔๘ ชั่วโมง แต่มาออกกฎหมายยกเว้นไว้ เดิม ๔๘ ชั่วโมง เพิ่มอีก ๓ วันเป็น ๕ วัน ถามว่ามีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำอย่างนั้น แล้วก็ลิดรอนสิทธิประชาชน อย่างนั้น เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องขยายขนาดนั้น จะสอบคดี ยาเสพติดเราก็ไปขอฝากขังที่ศาลได้ ให้ศาลอนุมัติว่ามีประเด็น มีเหตุต้องสอบอะไรบ้าง ทำไมต้องไปกักไว้ ๓ วัน สมัยก่อนเคยมีการจับกุมเสร็จแล้วเอาไปซ้อม ซ้อมให้สารภาพ สารภาพแล้วก็มาใช้ในศาลลงโทษจำคุกกันมากมาย เราพ้นตรงนั้นตอนแก้ไขประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ พ้นมาแล้วเราจะย้อนไปทำไม ให้อำนาจ มากมายไปทำไมในเรื่องนี้
เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนเป็นเรื่องของกระบวนการ ก็คือเป็นเรื่องของ การให้อำนาจในการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอื่นใดทางไปรษณีย์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยี สารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ ป.ป.ส. สามารถยื่นต่อศาลไป ตรวจสอบได้ นี่คืออยู่ในมาตรา ๑๑/๕ เรื่องนี้ดูเหมือนดีให้อำนาจในการตรวจสอบ หมายถึง ว่ายาเสพติดนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่เราดูไหมว่าสิทธิและเสรีภาพ กระผมบอกแล้วว่า ประสิทธิภาพในการปราบปรามยาเสพติดกับสิทธิและเสรีภาพประชาชนจะต้องได้สมดุลกัน จะเอาประสิทธิภาพมาอย่างเดียวในการตรวจสอบทุกอย่าง กรณีอย่างนี้มั่นใจอย่างไรว่า จะไม่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยอ้างว่ามีเหตุอันสงสัยแล้วไปตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม ทางการเมืองในเฟซบุ๊ก (Facebook) ในไลน์ (Line) ในสื่อโซเชียล (Social) อิเล็กทรอนิกส์ หรืออื่น ๆ ในส่วนตัวของบุคคลจะไม่ถูกใช้ มีหลักประกันอะไร เพราะกฎหมายให้ศาล จริงอยู่ให้ศาลแต่จะต้องพิจารณาถึงสิทธิ และต้องดูว่ามีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องใช้ทุกกรณี เราเขียนไม่เข้ม เขียนกว้าง ๆ ให้ศาลใช้ดุลพินิจให้ขอ ถึงจะมีการถ่วงดุลก็จริงแต่ยังต้องเขียน มากกว่านี้ นั่นหมายถึงว่าต้องดูให้ลึกกว่านี้ ไม่ใช่ว่าใช้อย่างมาก และบางทีศาลก็ไม่ได้ดู ละเอียดทั้งหมดหรอกครับ เพราะว่าอยู่ที่การชงเรื่องชงที่ใครแล้วก็ใส่ข้อมูล เพราะที่เหลือคือ เหตุสงสัยและพยานหลักฐาน จะสร้างอย่างไรก็ได้ในส่วนนี้ กระผมจึงเห็นว่าเราควรที่จะลงรายละเอียด ถ้าจะให้หรือลดทอนอำนาจอย่าให้อำนาจใคร มากเกินไป อย่าถือว่ามนุษย์ทุกคนที่เป็นข้าราชการ ป.ป.ส. แล้วจะเป็นคนที่มีความเหนือกว่า คนอื่นและสุจริตกว่าคนอื่น ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบ ถ่วงดุล เพื่อจะให้ประชาชนนั้นได้รับ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพควบคู่ไปกับการปราบปรามยาเสพติดครับ