ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ หารือร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดที่เปลี่ยนมุมมองผู้เสพเป็นผู้ป่วย เสนอให้ทบทวนนโยบายปราบปรามแบบเดิมที่ไม่ได้ผล และผลักดันแนวทางใหม่ที่เน้นการจัดการอย่างมีเหตุผล โดยเน้นลงโทษพ่อค้ารายใหญ่แทนการลงโทษผู้เสพ พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขมายาคติในสังคม เปลี่ยนทัศนคติการมองผู้เสพเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่ผู้กระทำผิด รวมถึงตั้งข้อกังวลต่อการจัดตั้งคณะกรรมการบำบัดที่ขาดตัวแทนภาคเอกชนและอาจมีอคติจากเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาปัญหา ยาเสพติดในประเทศเป็นปัญหาเรื้อรังและมีมาอย่างยาวนานทุกรัฐบาล ทุกยุคทุกสมัย มีความพยายามอย่างมากในการที่จะแก้ไขปัญหา แต่ดูเหมือนยิ่งปราบปราม ยิ่งจับเท่าไร จำนวนยาเสพติดกลับไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้ ดูเหมือนจะเป็นความหวัง มีการเปลี่ยนแปลงที่ยึดกับ ๓ ฐานคิดใหม่ คือเน้นการลงโทษที่ได้ สัดส่วน มุ่งจัดการกับพ่อค้ารายใหญ่ และกระบวนการที่สำคัญคือการมองผู้เสพเป็นผู้ป่วย ซึ่งผมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้นครับ แต่ผมขออภิปรายบางส่วนถึง ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น และตั้งคำถามถึงข้อสังเกต บางข้อที่รัฐบาลไม่ควรละเลย ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้มีความพยายามที่จะเปลี่ยน ผู้เสพเป็นผู้ป่วย ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญมากอันหนึ่งในการที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติด แต่สิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นแต่จำเป็นต้องทำก็คือการลบมายาคติออกจากสังคมไทย จากตัวเลขทางสถิติของกรมราชทัณฑ์พบว่า ณ วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ มีผู้ต้องขัง ทุกประเภท ทั้งชายและหญิง ๓๗๕,๑๔๘ คน ในจำนวนนี้ติดคุกเนื่องจากคดียาเสพติด ๒๙๘,๕๑๗ คน หรือประมาณร้อยละ ๘๐ ของจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด ที่มากกว่านั้นก็คือเด็ก และเยาวชนในสถานพินิจกว่าครึ่งก็เป็นคดียาเสพติดครับ ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่าจำนวนคน ที่ล้นคุก ซึ่งทำให้การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคมด้อยประสิทธิภาพลง และผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้เสพหรือผู้ค้ารายย่อย ไม่ใช่พ่อค้ารายใหญ่ กฎหมายยาเสพติด ก่อนปี ๒๕๖๐ ใช้ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดกับคดียาเสพติด หากคุณกระทำหรือครอบครอง ยาเสพติดตามเกณฑ์คุณผิดโดยไม่มีสิทธิโต้เถียง เพราะกฎหมายปิดปากไม่ให้คุณพูด จนเกิดวลีขึ้นว่าสู้ติดแน่ แพ้ติดนาน ผู้เสพและผู้พึ่งพิงยาเสพติดจึงกลายเป็นปีศาจในทุกกรณี และกระบวนการยุติธรรมของเราจึงเลือกที่จะกำจัดปีศาจก่อนที่จะมองเห็นว่าพวกเขา ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเช่นเดียวกับพวกเรา ผู้เสพจำนวนมากจึงต้องลงเอยโดยการเข้าไป อยู่ในคุก แต่คุกนั้นไม่ใช่สถานบำบัดอย่างแน่นอนครับ การจับผู้เสพเข้าคุกเท่ากับ การแปะป้ายอาชญากรให้เขา อีกทั้งการบำบัดรักษาที่ไม่ได้ผลส่งผลให้ผู้เสพเรียนรู้วิชา อาชญากรรม สร้างเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและนอกคุก และเมื่อปล่อยตัวออกมาโอกาส จะไปต่อก็ริบหรี่ครับ พวกเขาจึงเหลือทางไม่มากนอกจากเข้าสู่เส้นทางอาชญากรรม ตามสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากในคุก แต่จริง ๆ แล้วเส้นทางของพวกเขาเหล่านั้นยังมีครับ อันดับแรก เราต้องแก้ก่อนว่าผู้ใช้ยาไม่ใช่อาชญากร ผู้ใช้ยาอาจเป็นเหมือนคนป่วย ที่ต้องได้รับการดูแลรักษาจึงต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนคนป่วย ไม่ใช่ปฏิบัติกับเขาเหมือน อาชญากร รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นโอดีซี (UNODC) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ระบุว่ามีเพียงร้อยละ ๑๐ ของผู้เสพยาเสพติด ทั่วโลกเท่านั้นที่จัดเป็นผู้ติดยาเสพติดที่มีปัญหา ส่วนอีกร้อยละ ๙๐ ยังสามารถใช้ ชีวิตประจำวัน ทำงาน และดูแลครอบครัวได้ตามปกติ ดังนั้นหากเราไม่แก้มายาคติและลบ ภาพปีศาจออกจากสังคมไทยเสียก่อนการแก้ปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางใหม่ย่อมยาก ที่จะเกิดขึ้นได้จริง
ท่านประธานครับ สำหรับประการต่อไปนั้นสังคมไทยมองยาเสพติดว่า เป็นสิ่งชั่วร้าย ทำให้ที่ผ่านมาประเทศไทยเราใช้มาตรการหลักในการปราบปรามที่เรียกว่า ความไม่สามารถอดทนได้ต่อปัญหายาเสพติด หรือซีโร โทเลอแรนซ์ (Zero Tolerance) ส่งทอดมาสู่กฎหมายที่มุ่งลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างหนัก จนเกิดสภาพการลงโทษ ที่ไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำผิด เมื่อความอดทนต่อยาเสพติดเป็นศูนย์รัฐไทยจึงมุ่ง ปราบปรามและกวาดล้างโดยใช้กฎหมายและมาตรการทางอาญาเป็นเครื่องมือ มุ่งไปที่ การปราบปรามผู้จำหน่าย ผู้ผลิต ผู้เสพ แต่ผลที่ได้รับกลับตรงกันข้ามครับ เช่นทันทีที่เปลี่ยน ยาบ้าจากยาเสพติด ประเภท ๕ ขึ้นมาเป็นประเภท ๑ จากที่เคยซื้อกันในราคา ๘-๑๒ บาท ต่อเม็ด ราคาถีบตัวสูงขึ้นถึงเม็ดละ ๑๐๐-๑๕๐ บาท แล้วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกลไก ของตลาด เมื่อยาเสพติดมีมูลค่าสูงผลกำไรก็สูงขึ้นเป็นเท่าทวี เมื่อแรงจูงใจสูงขึ้น คนย่อมพร้อมที่จะเสี่ยงมากขึ้น แล้วเมื่อผู้เสพต้องหาเงินมากขึ้นเพื่อเข้าถึงยาปัญหาอื่น ๆ จึงตามมา เช่น การลักทรัพย์ การขายบริการทางเพศ ขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็กลายเป็น อาชญากรร้ายแรงไปโดยปริยาย ถูกตีตราเป็นคนคุก ถูกเสือกไสไปยังชายขอบของสังคม การมุ่งปราบปรามยาเสพติดโดยใช้มาตรการทางอาญาจึงจำเป็นต้องถูกทบทวน เพราะพิสูจน์ แล้วว่าไม่ได้ผล การคิดกำจัดให้หมดสิ้นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ การเรียนรู้เพื่ออยู่กับยาเสพติด ต่างหากคือความจริงมากกว่าและทำร้ายคนน้อยกว่า แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะยอมรับได้ยากก็ตาม
ท่านประธานครับ สำหรับร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้รัฐบาล ยังมีภารกิจอีกมากมายที่จำเป็นจะต้องเตรียมตัวและปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการ ผมจึงขออนุญาตยกตัวอย่างบางข้อฝากถึงรัฐบาลโดยเป็นประเด็นคำถามดังนี้ครับ
คำถามแรก ตามมาตรา ๑๐๕ ในเรื่องคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติด ซึ่งจะต้องเข้าใจผู้ป่วย แต่กรรมการโดยตำแหน่ง ๒๐ กว่าคนส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการ ระบุเพียงให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้แทนจากองค์กรเอกชน อย่างน้อย ๑ คนเท่านั้น การกำหนดให้มีผู้แทนจากองค์กรเอกชนซึ่งเกี่ยวข้องกับ การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเข้ามาอย่างน้อย ๑ คนนั้นน้อยไปหรือไม่ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ทำงานเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน มีประสบการณ์ เข้าใจ และคลุกคลีโดยตรง กับผู้ป่วย
คำถามต่อไปครับ รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรในการกำกับดูแล ติดตาม ผู้บังคับใช้กฎหมายหรือผู้ที่นำกฎหมายฉบับนี้ไปปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งยังมีทัศนคติด้านลบต่อยาเสพติดและผู้เสพ ซึ่งอาจมีการ บังคับ จับกุม เอาผิด หรือเรียกร้องรับผลประโยชน์จากผู้เสพได้
สุดท้าย รัฐบาลจะมีแนวทางการสื่อสารกับสังคมวงกว้างอย่างไรให้เข้าใจถึง เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ที่เปลี่ยนมุมมองต่อผู้เสพไปเป็นผู้ป่วย ในขณะที่สังคม โดยทั่วไปยังเต็มไปด้วยอคติและการตีตราคนที่ใช้ยาเสพติด
ท่านประธานครับ การจัดทำประมวลกฎหมายยาเสพติดนี้เป็นการปรับเปลี่ยน หลักการแบบรื้อทั้งระบบ เปลี่ยนวิธีคิดของสังคมทั่วไปและผู้ใช้กฎหมายโดยตรง แต่ทัศนคติ ของประชาชนทั่วไปไม่ยอมรับผู้ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด เราจึงจำเป็นต้องชี้ให้เห็นว่าคนที่ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้นผู้ค้าต้องจัดการด้วยวิธีแบบหนึ่ง ผู้เสพถือว่าเป็นเหยื่อของ อาชญากรรมต้องจัดการด้วยวิธีอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสังคมจำเป็นที่จะต้องเข้าใจก่อน ไม่เช่นนั้น การออกกฎหมายจะต้านสังคม จะทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้ยากครับ ขอบคุณครับ