วัลลภ ตังคณานุรักษ์ วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดที่ขาดความชัดเจนในการป้องกัน โดยเฉพาะต่อเยาวชนและในสถานศึกษา พร้อมเสนอให้ปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนแทนการผูกขาดโดยภาครัฐ รวมถึงการตั้งเพดานกองทุนจากทรัพย์สินคดียาเสพติด การตรวจสารเสพติดแม่ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง และการส่งเสริมบทบาทแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านในการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูภายใต้การสนับสนุนของรัฐ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเรียน ท่านประธานว่าพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้ง ๒ ฉบับนี้โดยหลักการแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่กระผมจะไม่รับหลักการ เหตุที่พูดเช่นนี้ก็เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ พยายามจะมองมิติของการป้องกัน การปราบปราม การควบคุม การบำบัดรักษา แล้วก็ การฟื้นฟูมาผนวกรวมไว้ในฉบับเดียวกัน แต่ถ้าหากเราพิจารณาเป็นรายมาตราลงไปใน กฎหมายจะเห็นว่ามิติของการป้องกันนั้นเป็นมิติที่ค่อนข้างจะเลือนแล้วก็เจือจางมากจนแทบ จะมองไม่เห็นเลย กระผมพูดเช่นนี้ก็เพราะว่ากระผมไปอ่านดูเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติได้พยายาม ที่จะสาธยายสาระต่าง ๆ ไว้มาก โดยเฉพาะได้พูดในบางช่วงว่าขณะนี้มีการแพร่ระบาดของ ยาเสพติดเข้าสู่กลุ่มเยาวชนเป็นอันมาก นั่นแสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ก็มุ่งหมายเดียวกัน ว่าเยาวชนนั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เพราะว่ามีโอกาสที่จะแพร่หลายลงไปลึกมาก ๆ ถ้าเราไปดูสถิติจะเห็นว่าร้อยละ ๔๐ ของผู้ที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในคดียาเสพติด จะเป็นเด็ก แล้วก็เยาวชน ข้อมูลเมื่อต้นปีน่าตกใจคือเด็กอายุ ๙ ขวบก็ติดยาแล้ว นี่เป็นข้อมูล จากกระทรวงสาธารณสุขเลยนะครับ ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แม้ว่าในมาตรา ๓ ของ กฎหมายนโยบายและแผนพัฒนาระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหา ยาเสพติด ใน (๒) จะเขียนว่ามาตรการในการป้องกันปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียน สถานศึกษา และชุมชน คือกฎหมายฉบับนี้เขียนว่ามีการ แพร่ระบาดหนักในกลุ่มเยาวชน แล้วก็กำหนดพื้นที่ไว้ในยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะต้องเป็น พื้นที่ในโรงเรียน ในสถานศึกษา แล้วก็ในชุมชน แต่ถ้าท่านประธานตามผมไปดูเป็น รายมาตรา จะเห็นว่าสิ่งที่เขียนในมาตรา ๓ และเขียนด้วยเหตุผลนั้นไม่ได้ปรากฏอยู่ใน รายมาตราต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ท่านประธานไปดูอำนาจของคณะกรรมการ ในมาตรา ๕ (๖) เขียนว่ากำหนดมาตรการป้องกันในสถานประกอบการ และกำหนดให้สถานที่ซึ่งใช้ในการ ประกอบธุรกิจใด ๆ เป็นสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตราดังกล่าว โยงไปถึง มาตรา ๕๖ ว่าจะต้องมีมาตรการพิเศษในการดูแล เพราะฉะนั้นน้ำหนักตามมาตรา ๕๖ ก็จะไปให้สถานประกอบการซึ่งหมายถึงผู้ใช้แรงงานเป็นหลัก เพียงแต่ว่ายังไม่มีมาตราใด แม้กระทั่งในมาตราเดียวกัน ใน (๑๐) เขียนไว้ว่าให้มีการกำหนดสถานะของพื้นที่และกลุ่มพื้นที่ ในแต่ละปีที่จำเป็นเร่งด่วน แล้วก็กำหนดผู้รับผิดชอบ แต่คำว่ากำหนดพื้นที่บังเอิญว่ามันไป สอดคล้องกับรายงานของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะไปกำหนดในศูนย์ที่จะดูแลพิเศษ ในชุมชน ฉะนั้นถ้าเราดูแบบนี้ก็จะเห็นว่าอำนาจหน้าที่ของกรรมการไม่ได้สอดรับกับ มาตรา ๓ เลย ผมโชคดีเป็นกรรมาธิการในคณะนี้ด้วยซึ่งจะมีการตั้งต่อไปในสัดส่วนของ วุฒิสภาก็จะเข้าไปเพิ่มเติมในข้อนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ นี่เป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าสมาชิกหลายท่านพูดเรื่องกองทุน แต่ท่านพูดเรื่องกองทุน ในแง่ของการที่ต้องมาชี้แจงกองทุนต่อเวทีรัฐสภา ท่านพูดถึงสัดส่วนของคณะกรรมการ ซึ่งใช้ได้ในทัศนะผม ถือว่าเป็นการชี้แนะต่อสภาแห่งนี้ที่มีประโยชน์ยิ่ง แต่เท่าที่ผมมีโอกาส สัมผัสกับเงินในกองทุนต่าง ๆ ถ้าท่านประธานดูให้ดี กองทุนโดยเฉพาะที่มาของกองทุนตาม มาตรา ๘๔ ได้พูดว่ากองทุนนี้จะมีที่มาหลายแห่งมาก แต่ถ้าท่านประธานไปดูมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของกองทุน ในมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง จะพูดไว้ชัดเจนว่าเมื่อศาลไต่สวน คำร้องที่พนักงานอัยการได้ยื่นต่อศาลตามมาตรา ๗๖ หากคดีมีมูลว่าเป็นทรัพย์สินที่ เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงในยาเสพติดศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น เรื่องทรัพย์สินนี่ ก็จะเป็นหนึ่งในกองทุน ฉะนั้นจินตนาการได้ว่ากองทุนจะมหาศาลมาก บทเรียนจากการดูแล กองทุนมาหลายกองทุนที่ผ่านมาแล้วชี้แจงต่อสภามักจะใช้ในการไปเดินเที่ยวต่างประเทศ ไปใช้เงินกองทุนที่ไม่ค่อยตรงตามวัตถุประสงค์ ผมเห็นด้วยกับการตั้งกรรมการภายนอก แต่ผมอยากจะเพิ่มอีกประเด็นหนึ่งก็คือการกำหนดเพดานของกองทุนว่ามีจำนวนไม่เกินเท่าไร ถ้าเกินต้องเข้าหลวง อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องพิจารณาให้ค่อนข้างมาก นะครับ
ประเด็นถัดมา ท่านประธานที่เคารพ ถ้าเราดูกฎหมายฉบับนี้ในเรื่อง การบำบัดรักษาและฟื้นฟู แน่นอนในรายละเอียดกฎหมายพูดว่าผู้ที่จะยอมรับ การบำบัดรักษาและฟื้นฟูนั้นจะต้องสมัครใจที่จะบำบัดรักษาและฟื้นฟู ความจริง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั่งตรงนี้ท่านน่าจะเข้าใจข้อมูลได้ดี ระยะหลัง นอกจากตัวเลขเยาวชนที่ติดยาเพิ่มมากขึ้นแล้ว ปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องลงลึกในกฎหมายฉบับนี้พอสมควร ก็คือแม่วัยรุ่นตั้งท้องและติดยา ถ้าดูตัวเลขเพียงโรงพยาบาลเดียวคือโรงพยาบาลปทุมธานี ในปี ๒๕๖๑ แม่วัยรุ่นติดยาตั้งท้อง ๕๗ รายที่รีเฟอร์ เคส (Refer case) เข้าไป ไม่พูดถึงที่ไม่เข้านะครับ ที่เข้าไปโรงพยาบาล พอปี ๒๕๖๒ จาก ๕๗ ราย โดดเป็น ๑๐๖ ราย เพราะฉะนั้นกลไลการบำบัดรักษาและฟื้นฟู แม่วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์มีประเด็นปัญหาว่าถ้าให้เป็นการสมัครใจแม่เหล่านี้จำนวนหนึ่ง ไม่ยอมบำบัดรักษาและไม่ยอมที่จะให้ตรวจอะไรด้วย เลยเป็นปัญหาว่าเราจะพิทักษ์เด็ก ในท้องแม่นั้นได้อย่างไร
ถ้าท่านประธานไปดูมาตรา ๑๑๑ (๓) ในมาตรา ๑๑๑ (๓) เขียนว่า เพื่อประโยชน์ในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงาน ฝ่ายปกครอง หรือตำรวจมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๓) ตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในร่างกาย ของบุคคล
กรณีมาตรา ๑๑๑ เป็นไปเพื่อตรวจว่ามียาเสพติดในครอบครองไว้หรือไม่ แต่ นัยเดียวกันผมอยากจะให้มาตรา ๑๑๑ นำไปใช้บังคับกับแม่ตั้งครรภ์และติดยาด้วย ซึ่ง กฎหมายยังเขียนไปไม่ถึง เป็นไปได้หรือไม่ในมาตรา ๑๑๑ (๓) ตรวจหรือทดสอบสารเสพติด สามารถเชื่อมโยงการทดสอบไปยังเด็กที่อยู่ในครรภ์ของแม่ด้วย เพื่ออะไรครับ เพื่อนำไปสู่ การป้องกันและรักษาเด็กในท้องนั้น มิฉะนั้นถ้าปล่อยไว้ระยะยาวจะมีปัญหามาก
ประการสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าถ้าเราไปดูกระบวนการ ตั้งหน่วย ที่เรียกว่าศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม ที่มอบให้กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานครตั้งขึ้น ตามมาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๖ ถามว่าทำไม กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครจึงมีอำนาจตั้งศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม ตามมาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๖ นี้ขึ้นมา ผมเข้าใจเองนะครับว่าผลการสำรวจของ กระทรวงมหาดไทยล่าสุด ในปี ๒๕๖๒ พบว่าชุมชนทั้งหลายทั้งปวงในประเทศไทยมีชุมชน ที่ปลอดยาเสพติด ๕๗,๐๐๐ ชุมชน นี่คือพวกปลอดยาเสพติด แต่พบว่าข้อมูลล่าสุดมีชุมชนที่ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด บางทีก็เสพ จำหน่ายและครอบครอง ๒๔,๗๓๕ ชุมชน ทำให้ กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครพยายามที่จะให้มีศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมขึ้น แต่ในความคิดของผม ผมคิดตรงกันข้ามครับ ผมคิดว่าที่ผ่านมารัฐออกกฎหมาย แล้วรัฐ ก็มักจะตั้งหน่วยงานของรัฐเพื่อลงไปทำงาน ซึ่งล้มเหลวมาโดยตลอด เมื่อเรารู้ว่าชุมชน ๒๔,๗๓๕ แห่งมีปัญหา หรือคิดเป็นร้อยละ ๓๐ ของชุมชนทั้งประเทศ ศูนย์ที่ตั้งทำไมไม่ให้ เขาตั้งกันเองครับ เพราะชุมชนเขาจะรู้ว่าศักยภาพของแต่ละชุมชนนั้นเป็นอย่างไร เขามี หมอพื้นบ้านที่เก่งอย่างไร เขามีสมุนไพรที่เก่งอย่างไร เขามีผู้ใหญ่บ้าน มีกำนัน มีภูมิปัญญา ชาวบ้านที่จะไกล่เกลี่ย แล้วก็ดูแลคนในชุมชนกันเองได้อย่างไร ผมว่านัยของการคิดต้องคิด กลับตาลปัตรกันครับในความเห็นของผม เพราะถ้าเรายังเห็นว่าการเขียนกฎหมาย แล้วออกแบบให้มีอะไรขึ้นก็ตามมักจะเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐไปจัดตั้ง ไปดำเนินการ ให้เกิดขึ้น วิธีนี้เราคิดมานานแล้วครับ รัฐมนตรีหลายคนก็เป็นคนก้าวหน้าทั้งนั้น ตอนนั่งข้างล่าง พอขึ้นไปข้างบนก็จะคิดอีกแบบหนึ่ง อันนี้ที่เรากังวลมาก ผมเชื่อว่าความคิด ที่เคารพชุมชน ความคิดที่เห็นศักยภาพของชุมชนเป็นเรื่องใหญ่ในทัศนะผม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสาระของการตั้งศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมในชุมชน ตามมาตรา ๑๑๔ และถึงมาตรา ๑๑๖ นั้นกระทรวงมหาดไทยและ กทม. จะต้องทำหน้าที่เพียงแค่ส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดเท่านั้น แต่มิใช่ไปดำเนินการเอง อันนี้เป็นสาระ
ประการสุดท้าย ไหน ๆ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านก็นั่งอยู่ตรงนี้แล้ว มีคนเขาอุทธรณ์ผมมาว่าเรื่องยาเสพติดนี่หน่วยงานของ กระทรวงสาธารณสุขทำงานดีอยู่แล้ว ไม่มีใครติดใจ แต่ท่านละเลยบทบาทของหมอพื้นบ้าน และสมุนไพรไปมาก เราให้ความใส่ใจกับภูมิปัญญาที่เป็นหมอพื้นบ้านหรือแม้กระทั่ง แพทย์แผนไทยน้อยไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าท่านสามารถอาศัยแพทย์แผนไทย อาศัย หมอพื้นบ้าน อาศัยสมุนไพร มาช่วยเชื่อมโยงให้เข้าใจในเรื่องของการบำบัดรักษาและฟื้นฟู ยาเสพติด ผมคิดว่าน่าจะเป็นอานิสงส์ เราจะมีกำลังของคนเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น
โดยสรุปผมคิดว่าอำนาจหน้าที่ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายของคณะกรรมการนั้น ยังเป็นอำนาจที่หนักไปทางปราบปราม ควบคุม บำบัดรักษาและฟื้นฟูมากกว่าการป้องกัน โดยเฉพาะการป้องกันในสถานศึกษาซึ่งไม่ปรากฏขึ้นเลย อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑
ประการที่ ๒ ตัวกองทุนนี้ผมสนใจจะให้มีการกำหนดเพดานของกองทุนว่า ห้ามเกินเท่าไร โดยใช้งบประมาณที่ได้รับและจากการริบมาจากอำนาจของศาลมากำหนด เป็นตัวตั้ง ถ้าเกินก็จะต้องไหลเข้าไปเป็นเงินของรัฐเสีย ให้มีไว้เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น
ประการที่ ๓ การบำบัดรักษาและฟื้นฟู แม้จะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ก็ตาม แต่ถ้าเป็นกรณีแม่ที่ตั้งครรภ์และมีผลกระทบถึงลูก นัยการบังคับตรวจจำเป็นต้องมี เพราะให้สมัครใจนี่เด็กจะได้รับผลกระทบไปเรื่อย ๆ
ประการสุดท้าย ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจำเป็นต้องมี แต่บุคคลที่ทำหน้าที่ ในการดูแลต้องเป็นคนในชุมชนกันเอง ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ภายใต้หน่วยงานที่ กรุงเทพมหานครเป็นฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น ขอบคุณท่านประธานครับ