เท่าพิภพ ชี้กฎหมายยาเสพติดล้าหลัง สนับสนุนผ่อนปรนเพื่อสุขภาพ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑ กันยายน ๒๕๖๓

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อภิปรายร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติด โดยเสนอให้ปรับแนวทางให้สอดรับกับยุคสมัย สนับสนุนการลดโทษหรือผ่อนปรนการใช้ยาเสพติดบางชนิดเพื่อการแพทย์และสุขภาพจิต พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการจัดตั้งคณะกรรมการที่มีข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ ขาดตัวแทนภาคเอกชน และการมอบอำนาจที่ไม่มีข้อจำกัดให้กับคณะกรรมการและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอาจขัดรัฐธรรมนูญและก่อให้เกิดการผูกขาดหรือการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมในอนาคต อีกทั้งยังวิพากษ์บทลงโทษที่เน้นการจำคุกซึ่งขัดกับแนวโน้มสากล และตั้งคำถามถึงความไม่สมดุลในการลงโทษโฆษณาสุราและยาเสพติด รวมถึงแสดงความกังวลต่อความโปร่งใสในการออกใบอนุญาตภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร เขตคลองสาน เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออภิปรายในร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดที่เราได้ร่างขึ้นใหม่ ไม่ให้เสียเวลาเข้าประเด็น เลยนะครับ ปัจจุบันถือว่ายาเสพติดในโลกนี้มีมุมมองที่เปลี่ยนไปเยอะจากแต่ก่อน ในยุค สงครามเวียดนามได้เป็นเทรนด์ (Trend) ของโลกที่ต้องประกาศสงครามกับยาเสพติดให้โทษ ต่าง ๆ ซึ่งมุ่งหมายในการปราบปรามให้หมดสิ้นไป ใช้เวลา ๔๐ ปีก็พิสูจน์ได้ว่าการกระทำเช่นนี้ ไม่เกิดผลในทางที่ดี แล้วก็ไม่สามารถกำจัดปัญหาได้จริง จึงมีแนวคิดใหม่เกี่ยวกับยาเสพติด ในโลกสมัยใหม่ในปัจจุบันที่บอกว่าการใช้ยาเสพติดบางประเภทเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ อย่างเช่นกัญชา กัญชง ในประเทศสหรัฐอเมริกาทำในรูปแบบอาหารเสริมเสียเยอะ สันทนาการ ก็ด้วย รวมถึงยาเสพติดที่เราเคยคิดว่าเป็นสารเคมีและเป็นสิ่งที่หลอนประสาท อย่างเช่น แอลเอสดี (LSD) หรือว่ายาอีมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคจิตเวชก็เยอะ ซึ่งแนวทาง โดยรวมก็มีหลายประเทศที่ทำในรูปแบบของการลดโทษหรือดีคริมินัลไลเซชัน (Decriminalization) หรือบางประเทศอย่างประเทศโปรตุเกสเอง พวกฮาร์ดดรักส์ (Hard Drugs) หรือเคมิคอลดรักส์ (Chemical Drugs) ต่าง ๆ ก็ลีกัลไลซ์ (Legalize) ไปเยอะแล้ว ซึ่งร่างฉบับนี้ของประเทศไทยถือว่าเป็นฉบับที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นนิดหนึ่ง แต่ก็ยังล้าหลัง ในโลกสมัยนี้อยู่ ถือว่าเราก้าวหน้าแค่ในบ้าน แต่ในโลกเรายังช้าไปเหมือนเดิม เหมือนหลาย ๆ อย่าง ในประเทศ

ผมจะขออภิปรายในประเด็นที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น เรื่องการให้ใบอนุญาต ในมาตรา ๓๔ ถึงประมาณมาตรา ๕๑ ซึ่งรวม ๆ แล้วเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาตในการผลิต หรือการนำเข้า ส่งออก หรือการเก็บรักษา การใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วรวมเป็น มาตราเดียวก็ได้ เพราะว่าหลักๆ แล้วให้อำนาจคณะกรรมการยาเสพติดเป็นหลัก แล้วก็มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงเลขาธิการ อย. ในบางมาตราเท่านั้นเองที่ให้ อำนาจในการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผมมองเห็นปัญหาหลัก ๆ ก็คือปัญหาองค์ประกอบของ ผู้ให้ใบอนุญาต ถามว่าคณะกรรมการยาเสพติดตาม พ.ร.บ. นี้ ในมาตรา ๒๕ กำหนดไว้ มีทั้งหมด ๒๘ คน มี ๑๘ คนโดยตำแหน่ง ประกอบไปด้วย ปลัดกระทรวงต่าง ๆ อย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุข อันนี้ก็เข้าใจว่าอยู่อย่างนี้ ตำรวจต่าง ๆ แต่ผมก็มางงอีก มีปลัดกระทรวงกลาโหมมายุ่งด้วย มาทำอะไรเรื่องยาอีกแล้ว วันก่อนผมอภิปรายไปว่า การตั้งวินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ ก็มีทหารมาเกี่ยว อันนี้ก็มีมาเหมือนกัน ก็ไม่แปลกใจอะไร โดยตำแหน่ง ๑๘ คนเป็นตำแหน่งบิ๊ก ๆ หมดเลย อีก ๑๐ คนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งขึ้นมา ซึ่ง ๓ คนใน ๑๐ คนนั้นจะมาจากภาคเอกชน ซึ่ง ๑๐ คนนี้จะเป็นพวกหมอ เภสัชกร ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ต่าง ๆ รวมเป็น ๒๘ คน ผมมองคณะกรรมการชุดนี้ คล้าย ๆ กับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีพวกข้าราชการใหญ่ ๆ มาประชุม ไม่เคยครบกันเสียที แล้วก็ออกกฎมามากมาย ผมมองว่าลักษณะนี้การไม่มีส่วนร่วมของ เอกชนจะเกิดปัญหาในอนาคตขึ้นได้ เพราะต่อไปเราจะมีผู้ผลิตพวกยาเสริมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ ยาเสพติดพวกนี้ออกมา และเขาก็ไม่มีเสียงสะท้อนในคณะกรรมการชุดนี้เลย อันนี้จะเป็น ปัญหาในอนาคตที่ผมทำนายว่าเกิดขึ้นจริง อาจเป็นผลมาจากรัฐราชการรวมศูนย์

ประเด็นที่ ๒ ข้อกำหนดไม่ชัดเจน อันนี้ผมมองว่าข้อกำหนดเขาให้อำนาจ กระทรวงสาธารณสุขไปออกกฎกระทรวง แล้วก็ให้คณะกรรมการยาเสพติดทำความเห็น และออกกฎ ซึ่งไม่มีการจำกัดอำนาจเขาไว้เลย เขาจะทำอะไรก็ได้ ผมมองว่าในข้อนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสาม ซึ่งมาตรา ๗๗ บอกไว้ว่ารัฐพึงมี กฎหมายเท่าที่จำเป็น ซึ่งในวรรคสามจะเกี่ยวกับว่ารัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบ คณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น พึงกำหนดหลักเกณฑ์ การใช้ดุลพินิจของ เจ้าหน้าที่รัฐและกำหนดระยะเวลาตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน ก็คือต้องมีความชัดเจนมาก ๆ เพราะว่าอันนี้เป็นอะไรที่สำคัญมาก ผมว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ก็ชอบความถูกต้อง ความเป็นคนดีนะครับ จะบอกว่าถ้าอย่างนี้คณะกรรมการชุดนี้ก็มีสิทธิ ดึงเชงไม่ยอมออกใบอนุญาตเวลาครบกำหนดต่าง ๆ ให้เป็นเรื่องของการผูกขาดเฉพาะ บางรายได้ ซึ่งจะเหมือนกับข้อกำหนดเกี่ยวกับการผลิตสุราที่ผมยังสู้อยู่ทุกวันนี้ ๕๐ ปี ๖๐ ปี แล้วประเทศเราก็ยังมีแค่ ๒ เจ้า ต่อไปกัญชา พืชกระท่อมชาวบ้านไม่ต้องดีใจครับ เดี๋ยวก็มี บางบริษัทที่เป็นเจ้าสัวขึ้นมา หรือเป็นใครที่ไปสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรคขึ้นมา ก็เป็นไปได้ อันนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ ในข้อกำหนดนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ประเด็นต่อมาเรื่องของบทกำหนดโทษ อันนี้ผมก็งงมากว่าโทษจะเน้นจำคุก ไปไหน ซึ่งขัดกับหลักสากลในเรื่องดีคริมินัลไลเซชัน (Decriminalization) หรือการลดโทษ หรือการมีความผิดแต่ไม่มีโทษ ทราบไหมครับว่าตอนนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของนักโทษหญิงในคุก เป็นคดียาเสพติด ซึ่งติดกันแบบเม็ดสองเม็ดก็โดนแล้ว อันนี้เป็นปัญหาคนล้นคุก แล้วมี บทบัญญัติเกี่ยวกับการโฆษณาอีก ที่ใครโฆษณาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเสียค่าปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ตลกมาก ๆ ถ้าใครโฆษณาสุราโดนจับ มาตรา ๓๒ ใครเป็นผู้ผลิต โดนปรับ ๕๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้บ้าไปแล้วครับประเทศนี้ ทำไมสุราโดนปรับเยอะกว่ายาเสพติด

ผมสรุปว่าผมยินดีที่รัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ. นี้มา เป็นความก้าวหน้าขั้นหนึ่ง สำหรับรัฐไทยที่มีต่อยาเสพติดให้โทษ แต่ในรายละเอียดของการให้อำนาจคณะกรรมการ ยาเสพติดที่มากไปโดยเฉพาะการให้ใบอนุญาต อาจจะส่งผลต่อความไม่โปร่งใส เลือกปฏิบัติ และแม้กระทั่งใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ในอนาคตนั้นผมเกรงว่าแก๊ง ราชายาเสพติดคนต่อไปคงหนีไม่พ้นแก๊งที่มีชื่อว่าคณะกรรมการยาเสพติด ที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. นี้เป็นแน่ครับ ขอบคุณมากครับ