พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ หารือการเข้าร่วมเป็นภาคีพิธีสาร ค.ศ. 1996 ภายใต้อนุสัญญาป้องกันมลภาวะทางทะเล โดยแสดงความกังวลว่าควรต้องมีกฎหมายภายในรองรับก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ของประเทศ และเสนอให้ชะลอการให้สัตยาบันจนกว่าร่างพระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษทางทะเลจะผ่านกระบวนการพิจารณา พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการเสริมบทบาทนำของไทยในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ สมาชิกวุฒิสภา ตามที่วันนี้เราได้มีการพิจารณาพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ของอนุสัญญาว่าด้วย การป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ ดิฉันได้ศึกษาและขออภิปรายเพื่อเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังนี้ค่ะ
ดิฉันมีข้อสังเกตว่าขั้นตอนที่จะเข้าร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญาหรือการตกลงใด ๆ ควรจะมีการนำร่างกฎหมายรองรับ ซึ่งในกรณีนี้คือร่างพระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษ ทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล พ.ศ. .... ควรมีการนำเสนอเข้า กระบวนการของรัฐสภาก่อน เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายภายในรองรับก่อนจะเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ซึ่งสาเหตุที่ต้องปฏิบัติเช่นนี้มีที่มาจากเนื้อความในข้อบทที่ ๔๒ ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายและสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ซึ่งระบุไว้ว่า รัฐไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงว่าการให้ความยินยอมของตนเพื่อผูกพันตามสนธิสัญญากระทำโดย ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายภายในเกี่ยวกับความสามารถในการทำสนธิสัญญามาเป็นเหตุ ทำให้ความยินยอมนั้นไม่สมบูรณ์ เว้นแต่การฝ่าฝืนนั้นเป็นการชัดแจ้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานคะ หมายความว่าเมื่อเราเข้าเป็นภาคีแล้ว เราต้องปฏิบัติตามทันทีโดยไม่สามารถอ้างได้ว่าเราไม่มีกฎหมายภายในในการดำเนินการ อย่างไรก็ตามระเบียบวาระสำหรับวันนี้กลับมีแค่การลงมติเพื่อการเข้าเป็นภาคีในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ เพียงเท่านั้น โดยปราศจาก พ.ร.บ. การป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้ง ของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล พ.ศ. .... เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวยังอยู่ในชั้นของการตรวจสอบและพิจารณาโดยสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา เปรียบเสมือนการให้เช็คเปล่าไหมคะ ดิฉันจึงมีความกังวลว่าหากเรา เข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารฉบับนี้ก่อนที่จะมีการผ่านกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้องแล้ว หากเกิด เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นเราจะไม่สามารถยกเหตุผลที่ว่าไม่มีกฎหมายภายในรองรับมาเป็น ข้อโต้แย้งได้ จนอาจเป็นเหตุให้ประเทศไทยต้องเสียผลประโยชน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดิฉัน จึงเห็นว่าจะเป็นการดีกว่าไหมถ้าเรารอให้ประเทศไทยมีกฎหมายภายในพร้อมเสียก่อน จึงค่อยยกพิธีสารฉบับนี้มาพิจารณาเพื่อให้สัตยาบัน เรายังมีเวลามากพอในเรื่องนี้ จึงไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องรีบเร่งให้ความเห็นชอบในวันนี้ก็ได้ อย่างไรก็ดีดิฉันก็ยังคิดว่าการเข้าร่วม เป็นภาคีในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ เป็นเรื่องที่ดีและสำคัญที่จะช่วยยกระดับกฎหมายของ ประเทศไทยให้มีมาตรฐานเป็นสากลทัดเทียมนานาชาติ ในระดับระหว่างประเทศการเข้าร่วม เป็นภาคีในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ยังเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญต่อการบรรลุตามแนวทาง การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามกรอบเอสดีจี (SDGs) ตลอดจนในระดับอาเซียน (ASEAN) ซึ่งจะมี ความสอดคล้องกับปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน ที่ได้มีการลงนามในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) ในปีที่ผ่านมาโดยมีประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ ส่วนในระดับชาติการเข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ยังเป็นส่วนช่วย สำคัญต่อการบรรลุยุทธศาสตร์ชาติในประเด็นการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม ท้ายนี้ดิฉันมีเรื่องที่จะฝากเป็นข้อสังเกตและเสนอแนะอีก ๒ ประการ
ประการแรก หากเราเข้าร่วมเป็นภาคีประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ ๒ ของ อาเซียน (ASEAN) ถัดจากประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกของ อาเซียน (ASEAN) ที่ตั้งอยู่บนภาคพื้นทวีปที่เป็นสมาชิกเข้าร่วมในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ จะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถวางบทบาทเป็นผู้นำของอาเซียน (ASEAN) ในการส่งเสริม ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลได้ สามารถช่วยยกระดับสถานะของประเทศไทยให้เป็น แบบอย่างของอาเซียน (ASEAN) ในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและอนุรักษ์ ทรัพยากรและธรรมชาติในผืนทะเล ดิฉันจึงขอเสนอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนำเรื่องนี้ กลับไปศึกษาแนวทางที่จะใช้ประโยชน์จากการเข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารฉบับนี้ เป็นโอกาส ให้ประเทศไทยสามารถร่วมกับอาเซียน (ASEAN) ในการส่งเสริมการป้องกันได้
ประการที่ ๒ เป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานซึ่งจะเกิดขึ้นภายใต้ คณะกรรมการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งของเสียหรือวัสดุอื่น ซึ่งจะถูกตั้งขึ้น หลังจากที่สภาผ่านร่าง พ.ร.บ. การป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสีย หรือวัสดุอื่นในทะเล. พ.ศ. .... โดยกรรมการจะประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกรรมการซึ่งเป็น ผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงอีกหลายกระทรวง ดิฉันจึงมีความเห็นว่าเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ดี ที่ผู้บริหารระดับสูงของแต่ละกระทรวงจะได้มาทำงานร่วมกัน และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเห็นทุกท่านร่วมกันกำหนดนโยบาย แนวทาง หลักเกณฑ์และวิธีการร่วมกันในเรื่องที่ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ขอบคุณค่ะ