ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เสนอขอความเห็นชอบพิธีสารลอนดอน ค.ศ. 1996 เพื่อปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และจัดให้มีกฎหมายภายในรองรับพันธกรณีดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงประโยชน์ของการเข้าเป็นภาคีพิธีสารที่จะสนับสนุนการปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวแทน รัฐบาล ขอเสนอเรื่องพิธีสารลอนดอน ค.ศ. ๑๙๙๖ เพื่อให้ท่านสมาชิกรัฐสภาพิจารณาให้ ความเห็นชอบ โดยเรื่องดังกล่าวมีความเป็นมาและสาระสำคัญดังต่อไปนี้
ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ ประเทศไทยจึงมีพันธกรณีในฐานะรัฐภาคี ซึ่งอนุสัญญา ได้กำหนดไว้ในข้อ ๒๑๐ ว่า การทิ้งเทภายในทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือบนไหล่ทวีปจะกระทำมิได้ หากไม่ได้รับความเห็นชอบล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งจาก รัฐชายฝั่งที่มีสิทธิอนุญาต ซึ่งภาคีอนุสัญญามีหน้าที่ต้องจัดให้มีกฎหมายภายในเพื่อรองรับ พันธกรณีดังกล่าว
หลักการและสาระสำคัญของพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ มีหลักการสำคัญคือ การห้ามทิ้งเทหรือเผาของเสียและวัสดุอื่นลงในทะเล เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือเข้าข้อยกเว้น ตามพิธีสาร โดยกำหนดหน้าที่และให้อำนาจรัฐในการควบคุมและกำกับดูแลกิจกรรมที่มี ลักษณะเป็นการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงในทะเล ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นสาเหตุ ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม โดยกำหนดระบบการอนุญาตและระบบการประเมิน การทิ้งเทวัสดุลงทะเล เพื่อดูแลกิจกรรมการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล ซึ่งพิธีสาร ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ปัจจุบันมีรัฐภาคีทั้งสิ้น ๕๓ ประเทศ เช่น ประเทศเยอรมนี ประเทศอังกฤษ ประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๔๐.๕๖ ของกองเรือโลก พิธีสารฉบับนี้ มีผลใช้บังคับบริเวณทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และเขตไหล่ทวีป ยกเว้นบริเวณ น่านน้ำภายใน ทั้งนี้พิธีสารดังกล่าวจะไม่ถูกบังคับใช้เมื่อมีกรณีจำเป็นต่อการป้องกัน ความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์หรือของเรือในกรณีของเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน เกิดขึ้น พิธีสารฉบับนี้ห้ามทิ้งเท หรือเผาของเสีย หรือวัสดุอย่างอื่นทุกชนิด เว้นแต่ของเสีย หรือวัสดุอื่น ๘ ประเภทที่สามารถดำเนินการได้ ได้แก่
๑. วัสดุที่ขุดลอก
๒. กากตะกอนน้ำเสีย
๓. ของเสียจากอุตสาหกรรมประมงและวัสดุจากการปฏิบัติการอุตสาหกรรม แปรรูปสัตว์น้ำ
๔. เรือ แท่นขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล
๕. วัสดุทางธรณีวิทยา อนินทรีย์สารที่มีความเฉื่อย
๖. วัสดุอินทรีย์จากธรรมชาติ
๗. วัตถุขนาดใหญ่
๘. กระแสคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการดักจับและกักเก็บ คาร์บอนไดออกไซด์
โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาอนุญาตให้เป็นไปตามที่รัฐภาคี กำหนด
ประโยชน์ของการเข้าเป็นภาคีพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ แบ่งออกได้เป็น ๒ ระดับ ได้แก่
๑. ประโยชน์ในระดับระหว่างประเทศจะเป็นการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อม ทางทะเลตามกระแสสังคมโลกปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางทะเล เห็นได้จากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ
๒. ประโยชน์ในระดับภายในประเทศ เป็นการยกระดับกฎหมายของประเทศ ที่จะมีกฎหมายเฉพาะ ซึ่งกำหนดมาตรฐานการป้องกันควบคุมการทิ้งเทของเสียที่จะก่อให้เกิด มลพิษลงทะเล ที่มีเอกภาพครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ มีการควบคุม ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและน่านน้ำชายฝั่งจากการที่ เรือต่างชาติลักลอบนำของเสียหรือวัสดุมาทิ้งเทในพื้นที่ทางทะเลของประเทศไทย อีกทั้ง การเข้าเป็นภาคีพิธีสารจะเป็นการเริ่มต้นในการมุ่งสร้างวินัยให้แก่คนในชาติ ในการปกป้อง รักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติสำคัญของประเทศไทย
ผลกระทบของการเข้าเป็นภาคีพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ หน่วยงานภาครัฐ จะต้องมีการเตรียมการในเรื่องงบประมาณเพื่อรองรับพันธกรณีที่พิธีสารกำหนด และ ผู้ประกอบธุรกิจอาจจะมีขั้นตอนและต้นทุนการปฏิบัติตามพันธกรณีที่พิธีสารกำหนดมากขึ้น อย่างไรก็ตามพิธีสารฉบับนี้จะสนับสนุนให้เกิดการปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล มีประโยชน์ต่อการบริหาร จัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนบางส่วนในการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น ในทะเลที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของประเทศไทย รวมทั้งยังจะส่งผลดี ต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางทะเลของประเทศไทย อีกด้วย ขออนุญาตที่จะกราบเรียนเบื้องต้นเพียงเท่านี้ครับ