ธีรัจชัย พันธุมาศ แสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีตามร่างกฎหมาย แต่กังวลเกี่ยวกับสภาพบังคับของข้อตกลงยอมความที่อาจไม่มีผลผูกพันหากไม่ยื่นต่อศาล จึงเรียกร้องให้แก้ไขจุดอ่อนในร่างกฎหมายเพื่อป้องกันช่องว่างการบังคับใช้ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลในกระบวนการไกล่เกลี่ย โดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ห้ามนำข้อมูลจากการไกล่เกลี่ยไปใช้ในคดีต่อไป เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและป้องกันความหวาดกลัวต่อการเปิดเผย รวมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลทางกฎหมายระหว่างคู่ความและคัดค้านการที่ศาลจะออกข้อบังคับโดยไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ย้ำว่ากฎหมายที่กระทบสิทธิประชาชนต้องผ่านการพิจารณาของสภาเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม
เรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกครับ ผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่ได้ฟังท่านผู้แทน ฝ่ายรัฐบาลคือท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณากล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เกี่ยวกับเรื่องหลักเกณฑ์และ วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีนั้น ในเชิงหลักการแล้วกระผมเห็นพ้องด้วยว่าควรจะ มีการไกล่เกลี่ยเพื่อที่จะลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาลและประหยัดค่าใช้จ่ายนะครับ แต่กระผม มีความเป็นห่วงอยู่หลายประเด็นที่อยากจะขอให้รัฐสภาแห่งนี้ได้โปรดพิจารณาและถ้าเกิด มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณาได้โปรดนำไปเพื่อจะแก้ไขเพื่ออุดช่องว่างของสิ่งที่ อาจจะเกิดขึ้นก็ได้ โดยที่ตามมาตรา ๒๐ ตรี ที่ก่อนยื่นฟ้องคดีบุคคลเป็นคู่ความอาจร้องขอได้ และสามารถตกลงกันได้ตามวรรคหนึ่ง
ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตก็คือสภาพบังคับของสัญญาประนีประนอม ยอมความมันเหมือนสภาพบังคับอะไรบ้าง หรือเป็นแค่สัญญาธรรมดาไม่สามารถบังคับได้ เพราะกรณีเหล่านี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้โปรดอธิบายก็คือถ้าจะให้มีผลจริง ๆ จะต้องยื่น ตามวรรคสองก็คือคู่สัญญายื่นร้องคำร้องต่อศาลเพื่อที่จะให้ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งไม่ค้านตกลง ตามนั้นสามารถมีคำพิพากษาตามยอมได้จึงจะมีสภาพบังคับ กรณีอย่างนี้ถ้าทำตามวรรคแรก อย่างเดียวผมคิดว่ามันก็เหมือนกับสัญญาทั่วไป ตรงนี้จะมีสภาพบังคับอย่างไรถ้าเกิดว่า แต่ละฝ่ายตกลงแล้วไม่ยอมทำตาม
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะขอกราบเรียนตั้งขอสังเกตก็คือในเรื่องของข้อเท็จจริง ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างที่มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๖๕๓/๒๕๕๗ ได้กล่าวไว้ดังนี้นะครับ ข้อเท็จจริงใดเป็นเรื่องที่คู่ความประสงค์จะให้เป็นข้อพิจารณาโดยแท้ ในชั้นไกล่เกลี่ยซึ่งเป็นกระบวนการที่อาศัยความจริงใจของคู่กรณีที่จำเลยแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะหาทางระงับข้อพิพาทด้วยการตกลงข้อมูลบางอย่างเป็นคุณ เป็นโทษต่อเจ้าของ ข้อมูลเช่นนี้ก็ไม่อาจนำมาใช้เป็นประโยชน์ภายหลังได้ มิฉะนั้นจะเป็น การทำลายความเชื่อมั่นของคู่กรณีต่อระบบการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทที่ต่อไปคู่นี้อาจได้ เปิดเผยข้อมูลแก่กันเพื่อหาทางระงับคดี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เขียนไว้มันเป็นข้อสังเกต ที่ดีก็คือว่าในกระบวนการไกล่เกลี่ยมันไม่ใช่ ๒ ชั่วโมงจบหรอกครับ บางคดีหลายวันหลายครั้ง หลายนัด มันต้องใช้ความจริงใจที่จะเปิดเผยข้อมูล แต่ถ้าเกิดทำตามวรรคหนึ่ง วรรคเดียว แล้วไปฟ้องคดีต่ออีกฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมความไปฟ้องคดีต่อแล้วเอา ข้อมูลในชั้นที่ไกล่เกลี่ยไปต่อสู้คดี ถ้าเป็นอย่างนี้หลักประกันในการเปิดเผยข้อมูลในการที่จะ เจรจาประนีประนอมไม่ย่อมไม่มีใครกล้า เมื่อไม่มีใครกล้าโอกาสที่จะเป็นประกันในการเปิดเผย ข้อมูลเพื่อเจรจาหาทางยุติมันก็จะไม่เกิดขึ้นเป็นแต่เรื่องปลอม ๆ ตรงนี้เป็นข้อสังเกตอยากจะ ให้การร่างกรณีนี้ให้แก้ไขอุดช่องตรงนี้ด้วย
อีกกรณีหนึ่งในเรื่องของคุณภาพของผู้ประนีประนอมหรือผู้ไกล่เกลี่ย โดยปกติ คุณภาพของผู้ประนีประนอมผู้ไกล่เกลี่ยจะมีความสามารถในการอบรมเทคนิคการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทการประนีประนอมข้อพิพาทตรงนั้นผมคิดว่าผมยอมรับได้ว่ามีเทคนิคในการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทได้ แต่อีกเรื่องหนึ่งคือเป็นเรื่องของความรู้ความสามารถทางด้านกฎหมาย ในเมื่อคำร้อง ตามวรรคหนึ่งที่ร่างแก้ไขไม่ได้บอกว่าต้องเป็นประเด็นมีข้อกฎหมายอย่างไร ข้อเท็จจริงอย่างไร ขึ้นมา กรณีอย่างนี้ถ้าเกิดเป็นฝ่ายที่เป็นผู้ร้องซึ่งมีความรู้มีทนายความ มีความรู้ความสามารถ ทางกฎหมายมากกว่าเตรียมการอย่างดีส่งไปให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดไม่รู้กฎหมายมีหมายศาลเข้ามา มีสอบถามนึกว่าเป็นหมายศาลรีบตอบมาตกลงขึ้นมาทันทีแต่ไม่มีทนายความ ไม่มีอะไรมาเลย อีกฝ่ายหนึ่งสมมุติว่าเป็นบริษัททวงหนี้ชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญมาอาศัยตรงนี้เป็นเครื่องมือ ในการที่จะเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่งถามว่าทางฝ่ายศาล องค์กรตุลาการจะมีอะไรเป็นหลักประกัน ให้ฝ่ายที่มาตอบตกลงโดยไม่มีนักกฎหมายหรือทนายความ หรือถ้ามีตั้งทนายความก็จะเสีย ค่าใช้จ่ายขึ้นมาอีก แล้วตรงนี้จะมีความเป็นธรรมได้อย่างไรหลักประกัน ในเมื่อผู้ไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทความรู้กฎหมายมีเฉพาะบางท่านที่จบกฎหมาย บางท่านก็ไม่จบกฎหมาย สิ่งตรงนี้ เป็นสิ่งที่อาจจะทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นก็ได้เพราะในการดำเนินคดีบางครั้งไปทำสัญญา ประนีประนอมยอมความ ๑ คดียอมรับไปแล้ว บังคับคดีไปแล้ว เอาข้อเท็จจริงอันนี้ไปฟ้อง อีกคดีหนึ่งซึ่งคดีใหญ่กว่า นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้สำหรับการแก้ไขในส่วนตรงนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมคิดว่าการที่เราจะทำอะไรก็ควรที่จะให้โอกาสทั้ง ๒ ฝ่ายที่เท่าเทียมกันในเชิง การใช้กฎหมาย ประเด็นของศาลในฐานะองค์กรตุลาการปกติมักจะเป็นองค์กรต้องรับแต่ว่า มีอำนาจเด็ดขาดมากกว่าอำนาจอื่นในอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เพราะฉะนั้นการตั้งรับ จะไม่ล่วงลึกเข้าไปสู่วิธีการก่อนที่จะถูกศาลตั้งรับโดยแท้จริง กรณีนี้มันเป็นการที่ล้ำออกมาก่อนเรื่องที่เป็นทางการในข้อโต้แย้ง ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ประเด็นตรงนี้จะแก้อย่างไร ท่านประธานครับ นี่คือข้อสังเกตที่กระผมขอประทานกราบเรียน ให้ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ไปพิจารณาต่อ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งครับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ นั่นก็คือในส่วนของการแก้ไขฉบับนี้นะครับ ให้ไปใช้มาตรา ๒๐ ทวิ นั่นคือการไกล่เกลี่ยหลัง ฟ้องคดีเข้ามาแทน ในส่วนการไกล่เกลี่ยหลังฟ้องคดีมีกรณีหนึ่งก็คือให้ใช้หลักเกณฑ์ วิธีการ ในการไกล่เกลี่ยของศาลแต่งตั้งผู้ประนีประนอมและอำนาจหน้าที่ของผู้ประนีประนอมให้เป็น ตามข้อกำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา กรณีอย่างนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่นะครับ หลายท่านอาจจะดูว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะอันนี้ เป็นเรื่องของอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจตุลาการ การที่ให้ศาลซึ่งมีอำนาจตุลาการสามารถ ออกกฎเองมาบังคับใช้ในการพิจารณาความซึ่งกระทบต่อบุคคลภายนอกคู่ความตัวความเอง แล้วที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการับรองโดยไม่ผ่านสภานิติบัญญัติ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นการใช้อำนาจ ตุลาการที่ล้นเกิน ผมไม่เห็นพ้องด้วยด้วยความเคารพศาล แต่ไม่เห็นพ้องด้วยในเชิงหลักการ จริง ๆ ดังนั้นถ้าจะมีข้อกำหนดต่าง ๆ ของศาลฎีกาควรจะมาเป็นพระราชบัญญัติหรือแก้ไข ในประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งโดยตรงเข้ามาในสภาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจาก ประชาชนเป็นอำนาจนิติบัญญัติได้กลั่นกรอง ได้ดูเพราะอะไรครับ ชนชั้นใดออกกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น มุมมองของคนแต่ละคนก็มุมมองความเคยชินและอำนาจ ในการใช้ อำนาจตุลาการเคยชินในการใช้อำนาจในการวินิจฉัยตัดสินคดี แต่ในการต่อสู้คดี ของประชาชน ของคู่ความ ของทนายความอาจจะมุมมองนั้นไม่เห็น การออกข้อบังคับจะเป็น ข้อบังคับที่เป็นมุมเดียวของอำนาจตุลาการของศาลเท่านั้น และศาลอนุมัติเอง ผมคิดว่าสิ่งนี้ ผมไม่เห็นพ้องด้วย และยืนยันขอให้บันทึกในรัฐสภาแห่งนี้ว่าผมไม่เห็นพ้อง และข้อบังคับ ตรงนี้ควรที่จะเข้ามาสู่สภานิติบัญญัติเพื่อจะให้กลั่นกรอง เพื่อให้มุมมองอื่นเข้ามาสู่ข้อบังคับ มันจะเกิดความเป็นธรรมมากกว่าที่จะออกโดยฝ่ายเดียว ท่านประธานสิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตนี้ ไม่ทราบว่าจะได้ไปแก้ไขในส่วนกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่ แต่เป็นหลักการที่ผมคิดว่าควรจะ มีการแก้ไขและวางการป้องกันโดยเฉพาะในเรื่องหลังคือเรื่องของข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อบังคับในส่วนนี้ แล้วขอฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญถ้ารับหลักการฉบับนี้ ได้โปรดพิจารณาและแก้ไขด้วยครับ