วิษณุ เสนอร่างแก้ ก.วิธีพิจารณาความแพ่ง ปฏิรูปศาลรวดเร็วประหยัด

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

วิษณุ เครืองาม ชี้แจงการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี โดยเน้นว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปที่ช่วยให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ลดภาระศาลและประชาชน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) มายัง ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อกรุณาพิจารณา การเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการเสนอ ครั้งแรก ฉบับแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และครั้งแรก ฉบับแรกของรัฐสภาใหม่นี้ และเป็น ครั้งแรก ฉบับแรกในระบบนิติบัญญัติของประเทศไทย ซึ่งโดยปกติร่างพระราชบัญญัตินั้น จะต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาแรก แล้วจึงขึ้นสู่การพิจารณาของวุฒิสภาตามลำดับ แต่ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ บัญญัติว่าในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับใดเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการปฏิรูปประเทศตามหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญ ก็ให้เสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของทั้ง ๒ สภาเพื่อพิจารณาได้ จึงได้มีการเสนอมาเป็นครั้งแรก ตามบทบัญญัติดังกล่าว เหตุที่เรื่องนี้ถือว่าเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปตามแผนการปฏิรูปประเทศ และตามหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้นมีความเป็นมาสืบเนื่องมาครั้งแรก สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นเจ้าของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และมีความเห็นว่าสมควรจะแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศในส่วนของ การพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง เพื่อที่จะทำให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการ ประหยัดเวลาของคู่ความ ประหยัดเวลาของศาล ประหยัดเวลาของประชาชน ประหยัดค่าใช้จ่าย ต่อมาเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้น ก็ได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ ที่ได้ยกร่างขึ้นแล้วนี้ต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศในด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีนายอัชพร จารุจินดา เป็นประธาน ที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม มีความเห็นว่ากฎหมายนี้หากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ดำริไว้แล้วจะมีผลเป็นการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมของประเทศให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ประหยัด และบังเกิดประโยชน์ ต่อประชาชนจริง จึงเห็นชอบให้นำเสนอต่อรัฐบาล ต่อมาก็ได้มีการประกาศใช้แผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งก็ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้มีการนำเอารายชื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ใส่ไว้ในบัญชี กฎหมายที่จะต้องปฏิรูป แสดงให้เห็นมีความคิดว่าเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อเรื่องนี้มาถึงคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็มีความเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ว่าเป็น กฎหมายในเชิงปฏิรูปจริง จึงส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปตรวจพิจารณา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้มอบให้คณะกรรมการชำระประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง ซึ่งแต่งตั้งขึ้นเป็นการถาวรหลายสิบปีแล้ว หากจะมีการแก้ไขกฎหมายหลักของ ประเทศฉบับนี้ก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการถาวรชุดนี้ คณะกรรมการดังกล่าว ได้พิจารณาแล้วก็ได้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งมีความเห็นว่าเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปจริง เสร็จแล้วจึงส่งกลับคืนคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลจึงได้เสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของทั้ง ๒ สภา เพื่อพิจารณาในวันนี้ หลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งด้วยการเพิ่มเติมมาตรา ๒๐ ตรี เข้าไว้ในประมวลกฎหมายดังกล่าว หลักการของร่างพระราชบัญญัติที่แก้ไขในวันนี้ก็คือขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ปกติแล้วการดำเนินคดีแพ่งในศาลนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายืดยาว บางครั้งต้องต่อสู้กันถึง ๒ ศาล ๓ ศาล นอกจากจะใช้เวลาอันยืดยาวแล้วยังต้องเสียค่าใช้จ่าย ไหนจะค่าขึ้นศาล ไหนจะค่าทนายความและยังจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสัญจรขึ้นโรงขึ้นศาล ค่าพยาน ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำความลำบากให้แก่คู่ความ ขณะเดียวกันก็เป็นภาระของศาลยุติธรรม ที่จะรับพิจารณาพิพากษาคดีซึ่งบางครั้งเป็นคดีเล็กน้อย คดีมโนสาเร่ คดีที่มีมูลค่าไม่สูง แต่บางครั้งก็เป็นคดีที่มีมูลค่าสูงหลายร้อยหลายพันหรือนับหมื่นล้านบาท ปรากฏว่าในเวลา ที่ผ่านมาในประเทศไทยเราในบรรดาคดีทั้งหลายที่เป็นคดีแพ่งขึ้นโรงขึ้นศาลนั้นแต่ละปีจะมี การขอประนีประนอมยอมความไกล่เกลี่ยกันในศาลหลังจากที่ฟ้องกันไปแล้ว เสียเวลากันไปแล้ว แต่ละปีจะมีคดีที่ขอไกล่เกลี่ยกันในศาลประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คดีต่อปีครับ ในจำนวนประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คดีต่อปีนี้ศาลก็จะแต่งตั้งผู้ประนีประนอมหรือผู้ไกล่เกลี่ยของศาลซึ่งเป็นมืออาชีพ ผ่านการฝึกฝนอบรมมาแล้วให้ลงไปทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยแทนศาล แต่ละคดีจะมีผู้ประนีประนอม หรือผู้ไกล่เกลี่ย ๑ คน ใช้เวลาบางครั้ง ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมงก็แล้วเสร็จ สามารถไกล่เกลี่ย กันได้สำเร็จจนคดียุติแล้วเสนอให้ศาลพิพากษาตามยอมประมาณร้อยละ ๘๐ แสดงให้เห็นว่า การขอประนีประนอมยอมความไกล่เกลี่ยกันในศาลนั้นเป็นที่นิยม แต่นั่นหมายความว่าต้อง มีการยื่นฟ้องกันไปแล้ว บางครั้งก็สืบพยานกันไปแล้วด้วย เสียเวลาไปแล้ว เสียเงินเสียทองไปแล้ว แล้วบางครั้งก็เป็นปรปักษ์ต่อกันไปแล้วแต่ก็มาจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย คำถามจึงมีตลอดมา ว่าเหตุใดเราจึงไม่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมคดีแพ่งของประเทศให้คู่กรณีสามารถไกล่เกลี่ย กันนอกศาลโดยยังไม่ทันฟ้องได้ ความจริงการไกล่เกลี่ยกันเองนอกศาลโดยไม่ทันฟ้องศาล ก็สามารถจะทำกันได้แต่นั่นคือการไกล่เกลี่ยกันเอง ประนีประนอมกันเอง ซึ่งอาจจะตกลงยุติ ด้วยการมีเอกสาร ๑ ฉบับ ลงชื่อคู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการที่ศาลไม่ได้ รับรู้ด้วย ศาลไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ประนีประนอมกันเอง ยอมกันเอง ถ้าหากทั้ง ๒ ฝ่าย พร้อมใจกันปฏิบัติตามเอกสารที่ลงนามไว้นั้นก็เป็นการดี แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม ในที่สุดก็จะเสียเวลาต้องมาเป็นโจทก์เป็นจำเลยฟ้องศาลกันต่อไปนั่นเอง เพราะไม่สามารถบังคับ ตามคำประนีประนอมนอกศาลนั้นเองได้ ก็ต้องสืบพยานกันบ้าง ใช้เวลาบ้าง เสียเงินเสียทองบ้าง จนกระทั่งศาลพิพากษาให้ คำถามจึงมีว่าเหตุใดจึงไม่ให้มีการไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมกัน นอกศาล หรือดึงเข้ามาในศาลโดยศาลเข้าไปเป็นผู้รับรู้โดยยังไม่ทันฟ้องคดี เพื่อจะได้ไม่ต้อง เสียค่าทนายความ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลา หลักอย่างนี้มีปฏิบัติอยู่ในหลายประเทศ ในโลก เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศออสเตรเลีย และแม้แต่หลายประเทศในทวีปแอฟริกา จึงมีความคิดว่าถ้าจะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมควรจะมีการยอมให้คู่กรณีสามารถ ประนีประนอมกันได้โดยยังไม่ทันฟ้องคดีต่อศาล เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งมายื่นคำร้องต่อศาลว่าประสงค์จะไกล่เกลี่ยกับอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าศาลเห็นสมควร ศาลก็จะเรียกอีกฝ่ายหนึ่งมาแล้วถามว่าจะยอมประนีประนอมกันไหม เริ่มต้นถ้าศาลไม่เห็นสมควร ตั้งแต่ยื่นคำร้อง ศาลก็ไม่เรียกอีกฝ่ายหนึ่งมา ถ้าศาลเห็นสมควรเรียกมา อีกฝ่ายไม่ยอม ประนีประนอมด้วย ศาลก็ไม่สามารถจะไกล่เกลี่ยให้ได้ แต่ถ้าหากว่าฝ่ายหนึ่งยอม อีกฝ่ายหนึ่ง ก็ยอม ศาลก็จะแต่งตั้งผู้ประนีประนอมขึ้น ซึ่งเป็นผู้ที่ขึ้นบัญชี ขึ้นทะเบียนไว้กับศาล และมีอยู่ ทุกศาลทั่วพระราชอาณาจักรแล้วในขณะนี้ ผ่านการฝึกฝนอบรมวิธีการมาเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ได้ใช้สำหรับการประนีประนอมยอมความในศาลกันอยู่แล้ว ก็จะผ่องถ่ายเอาคนเหล่านี้ มาเป็นผู้ประนีประนอมตามที่ศาลจะตั้งขึ้นเฉพาะคดี ขอกราบเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ว่าโดยประสบการณ์ใช้เวลาประมาณ ๑-๒ ชั่วโมงก็สามารถประนีประนอมกันได้ สุดแต่ ความยากง่ายของคดี เสร็จแล้วก็ทำเอกสารและทำรายงานยื่นต่อศาล แล้วถ้าหากว่าฝ่ายหนึ่ง ต้องการที่จะให้เอกสารประนีประนอมนั้นมีผลก็สามารถมายื่นคำร้องต่อศาลได้ภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ได้มีการทำเอกสารประนีประนอมนั้น แล้วศาลก็จะพิพากษาตามยอมให้ ซึ่งหมายความว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติตามเอกสารที่เขาอุตส่าห์ประนีประนอมนั้น ก็สามารถออกคำบังคับคดีได้ วิธีนี้จึงประหยัดเวลาของทั้งศาล ของทั้งคู่ความ ของทั้งประชาชน ประหยัดค่าใช้จ่าย และคดีก็น่าจะดำเนินไปได้โดยรวดเร็ว เรื่องที่เคยไปประนีประนอมกันในศาล หลังฟ้องประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คดีก็จะลดจำนวนลง เพราะส่วนหนึ่งก็จะมาประนีประนอมกัน ก่อนฟ้องไปก่อนแล้ว เพื่อที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปได้ตามที่กราบเรียนท่านประธานนี้ ก็ทำได้ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม ใส่มาตรา ๒๐ ตรีลงไปในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อเป็นมูลเหตุจูงใจให้มีการประนีประนอมกันก่อนฟ้องมากขึ้นกฎหมายก็ได้กำหนดไว้ด้วย ว่าปกติแล้วคู่ความถ้ามีการฟ้องคดีจะต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือที่เรียกกันว่าค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งอาจจะสูงถึงหลักแสนบาท แต่ถ้าหากว่าใช้วิธีทั้งหมดดังที่ได้กราบเรียนท่านประธานมานี้ จะเสียค่าขึ้นศาลไม่เกินร้อยละ ๒๕ ซึ่งก็จะเป็นการจูงใจให้หันมาใช้วิธีนี้มากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ คือมาตรการที่เป็นหลักการใหญ่ของกฎหมายที่เสนอมาในวันนี้ จึงนำเสนอต่อที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาเพื่อกรุณารับไว้พิจารณา อันจะเป็นการเร่งรัดการดำเนินคดีให้เป็นไป โดยรวดเร็ว สามารถประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและได้ผลในการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมของประเทศครับ