พิสิฐ ชี้เจรจาเปิดเสรีการเงินล้าสมัย ต้องปรับทันโลกเปลี่ยนแปลง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒

พิสิฐ ลี้อาธรรม ตั้งข้อสังเกตต่อพิธีสารการเปิดเสรีทางการเงินที่ยังอิงกรอบคิดเก่า โดยชี้ว่าบริบทโลกเปลี่ยนไปจากการปิดสาขาธนาคาร การถือหุ้นโดยกองทุนแทนครอบครัว และความสำคัญของบริษัทบริหารสินทรัพย์ จึงควรมีการทบทวนเพื่อไม่ให้ล้าสมัยและรักษาผลประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับพิธีสารฉบับนี้ พิธีสารนี้ถ้าเกิดมีการดำเนินการตั้งแต่แรก ๆ ก็คือเมื่อ ๒๕ ปีที่แล้วในปี ๒๕๓๘ ก็น่าจะเป็น ข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการการเงิน แต่ว่าในรอบ ๒๕ ปีนี้ระบบการเงินโลกได้มี การเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีวิกฤติที่เกิดขึ้นในเมืองไทยวิกฤตินี้ทำให้แบงก์กรุงเทพ ซึ่งก่อน วิกฤติแบงก์กรุงเทพเป็นแบงก์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (ASEAN) มีสินทรัพย์ที่ใหญ่กว่าแบงก์ ของประเทศสิงคโปร์หรือประเทศมาเลเซีย แต่บัดนี้อย่างที่สมาชิกได้กล่าวว่าแบงก์ของเรา ก็เล็กลงไปเยอะด้วยผลจากวิกฤติ ขณะเดียวกันวิกฤติของโลกที่เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๐๐๘ ที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาก็ได้มีผลทำให้มุมมองการบริหารกิจการแบงก์เปลี่ยนไป บทบาทของระบบแบงก์ จากเดิมซึ่งเป็นเสาหลักกลายเป็นว่า ณ เวลานี้เสาหลักของระบบการเงินเป็นเรื่องเอเอ็มซี (AMC) หรือแอสเซต แมนเนจเมนต์ คัมพานี (Asset Management Company) ต่าง ๆ ที่ทำการบริหารสินทรัพย์ของผู้ลงทุน เพราะฉะนั้นที่ผมอยากจะขอตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือว่า บริบทของการเจรจาเปิดเสรีการค้าฉบับนี้ ยังอยู่บนพื้นฐานของหลักคิดเก่า ๆ เมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว ในเรื่องของการถือครองหุ้น ในเรื่องของการเปิดสาขา ณ เวลานี้ในเรื่องของการเปิดสาขา หรือเปิดธุรกิจของแบงก์ แบงก์ต่าง ๆ ในโลกล้วนแต่มองตรงกันข้ามกับที่เราคิด คือจากเดิม ที่พยายามจะมาเปิดสาขา ขณะนี้เขามีแต่ปิดสาขา แม้กระทั่งแบงก์ไทยเองก็ปิดสาขา เพราะฉะนั้น เรื่องของสาขาเรื่องของการขยายธุรกิจในลักษณะของการมีอาคารมีตึกรามไม่ใช่แล้ว ในเรื่อง ของการถือหุ้นก็เช่นกันเรายังมุ่งมั่นแต่เรื่องของการถือหุ้นไม่เกิน ๔๙ เปอร์เซ็นต์บ้างหรือจะ เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ แต่เราก็ทราบดีว่าโลกทุกวันนี้เงินที่มาลงทุนเป็นเงินของประชาชน ไม่ใช่เงินของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอย่างเมื่อสมัยก่อน เพราะฉะนั้นเงินที่อยู่ในหุ้นของ แบงก์ต่าง ๆ ณ เวลานี้ส่วนใหญ่จะเป็นเงินของกองทุนต่าง ๆ ที่มีประชาชนเป็นเจ้าของก็คือ พวกกองทุนชราภาพ เพราะฉะนั้นบริบทของการดูแลเรื่องนี้ผมอยากจะฝากทางท่านที่รับผิดชอบ ได้โปรดลองไปดูว่าหากเรายังเจรจาในแนวนี้อยู่ เราก็จะไม่ทันโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น ที่ท่านสมาชิก ๒ ท่านได้อภิปราย ท่านกรณ์และท่านสันติ ขออภัยที่เอ่ยนามเป็นประเด็นสำคัญ เพราะเทคโนโลยีทำให้ระบบการทำธุรกิจจากเดิมที่ต้องไปเปิดสาขา เดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปเปิด สาขาจากเดิมที่จะต้องส่งคนไปคุม เดี๋ยวนี้สามารถคุมทางไกลได้ครับ จากเดิมที่จะต้องมี การถือหุ้นมาก ๆ ณ เวลานี้ บริษัทหลักทรัพย์ของไทยที่มีต่างชาติถือหุ้นเพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เขาก็มีอำนาจยึดครองเบ็ดเสร็จในการบริหารกิจการ เพราะฉะนั้นประเด็นของการเปิดเสรี หรือเรื่องของการที่จะให้มีการเข้ามาของต่างชาติ ผมก็มีความคิดเห็นที่อาจจะต้องขอเป็นข้อสังเกต ให้กับท่านว่าอย่างในกรณีที่ท่านไปให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถถือหุ้นได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยใครก็แล้วแต่ ผมก็มีความรู้สึกว่าจะตรงกันข้ามกับหลักคิดที่เราเคยมีในอดีตว่าสถาบันการเงิน ควรจะต้องเป็นการดำเนินการแบบมหาชน ๑. ประโยชน์จะได้กระจายไปยังผู้ถือหุ้นหลากหลาย ๒. การควบคุมดูแลเป็นไปตามกฎหมายมหาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องมีคณะกรรมการ ตรวจสอบ แต่ถ้าเราให้ใครคนใดคนหนึ่งจากที่ไหนก็ไม่ทราบมาถือหุ้นหลักทรัพย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนการเปิดเผยข้อมูลก็จะยาก ไม่มีคณะกรรมการตรวจสอบที่จะดูแลเขา บัญชีที่เขาทำก็อาจจะ เป็นบัญชีที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว แล้วหากเขาใช้เครื่องมือตรงนี้เป็นแหล่งในการปั่นหุ้นหรือ ปั่นอัตราแลกเปลี่ยนของเราผมก็คิดว่าก็จะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นเรื่องของ การให้มีการถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ขอให้ท่านได้โปรดให้ข้อมูลประกอบด้วยว่ามีเหตุผล อะไร เป็นไปได้ที่ต่างชาติอยากจะมาซื้อบริษัทหลักทรัพย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วก็ของเราไม่มีช่อง ให้ก็ไม่ซื้อ แต่ผมเข้าใจดี ณ เวลานี้เรามีบริษัทหลักทรัพย์ ๓๐-๔๐ แห่ง แล้วก็กว่าครึ่งก็ไม่ได้มีการทำกำไร ก็อยากจะทิ้งอยากจะขาย พวกนี้ก็จะได้ประโยชน์จากการที่มีใครก็ไม่ทราบมาซื้อไปครับ อันนี้ผมขอฝากเป็นข้อสังเกตว่าการคุมต่อไปมันก็จะยากลำบากมากขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจ ใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องของการบริหารหลักทรัพย์ บริหารสินทรัพย์ที่เรียกกันว่าเอเอ็มซี (AMC) ทุกวันนี้เป็นธุรกิจที่เป็นเสาหลักของการเงินโลก แต่สิ่งที่เราเปิดในหลักการอาจจะเป็นเรื่องถูก แต่ว่าภารกิจของทางผู้กำกับจะต้องไปดูแลให้ดีขึ้น แล้วเรื่องของผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการจะได้รับ การคุ้มครองดีขึ้นหรือไม่ เพราะธุรกิจเหล่านี้จะมีการโฆษณา จะมีการคิดค่าใช้จ่ายที่ไม่เปิดเผย หรือเคลือบแฝงอยู่ เพราะฉะนั้นบทบาทหน้าที่ของท่านในฐานะผู้กำกับคงต้องให้ความมั่นใจ กับประชาชนว่าในกรณีของธุรกิจเหล่านี้เราจะต้องมีระบบของการดูแลอย่างดีเพื่อจะไม่ให้ ประชาชนซึ่งต่อไปจะต้องพึ่งกองทุนเหล่านี้มากขึ้น ๆ ในอนาคตจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบจนเกินไป ขอขอบพระคุณครับ