พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา แสดงความเห็นด้วยต่อข้อเสนอการปรับโครงสร้างการบริหารในสำนักงานตำรวจเพื่อลดตำแหน่งผู้บริหารที่มากเกินไป และเสนอให้นำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปเสริมกำลังสายตรวจและตำรวจชั้นประทวนที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดประชาชน พร้อมทั้งหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณ การจัดตั้งป้อมยามในชุมชน และการทบทวนความเพียงพอของกำลังตำรวจ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่น พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติที่ดีมาใช้เสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงเสนอให้ทดลองใช้ระบบวิเคราะห์งบประมาณตามแนวทางโอเปอเรติง ยูนิต คอสต์ ในภาพรวมก่อน เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับการตัดสินใจในระยะยาว
กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกครับ เนื่องจากเวลาจํากัดนะครับ และท่านประธานก็บอกว่าตอบสั้น ๆ นะครับ ก็ต้องขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๑๐ ท่านนะครับ ผมถือว่าวันนี้การอภิปราย ของสมาชิกทั้ง ๑๐ ท่านนั้นทรงคุณค่านะครับ และให้ข้อเสนอที่ดี ซึ่งคณะกรรมาธิการจะรับ เอาไว้ทั้งหมดนะครับ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นเรื่องที่ทรงคุณค่ามากก็อยากจะตอบ สักเล็กน้อยนะครับ สําหรับท่านที่ให้กําลังใจนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านสุรินทร์ ท่านเรืองศักดิ์ ที่ให้กําลังใจ ชื่นชม ก็ขอขอบพระคุณนะครับ
ส่วนที่เป็นประเด็นข้อเสนอของท่านกฤษณะ อันนี้ก็ขอบคุณนะครับ เรื่องของ ข้อเสนอที่อย่างน้อยที่สุดเราก็มีข้อมูลจากยูเอ็น (UN) ว่าเราจะไปอ้างอิงได้ อย่างน้อยไปอ้างกับ สํานักงบประมาณว่าต้องมีให้เสื้อเกราะอะไรอย่างนี้นะครับ
ที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจก็คือของท่านกษิต ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ที่ท่านเสนอมาทั้งหมดนี้ก็ตรงใจทั้งหมดเลยนะครับ และรับเลยว่าเราเห็นด้วยทุกเรื่องเลย นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับโอนงบประมาณในส่วนของเราเอง ซึ่งเราก็มองเห็น ปัญหานะครับว่าทุกวันนี้เรามีไขมันเยอะ มีระดับบริหารในคนที่เป็นระดับ ตร. ๓๒ คน ต้องมาเอางานที่จะต้องบริหารโดยทั่วไป หลักการบริหารเขาบอกถ้าทหารเขาบอกว่ามี เสธ. อยู่ ๕ สายก็พอแล้วนะครับ สาย ๑ สาย ๒ สาย ๓ สาย ๔ สาย ๕ แต่ตํารวจมี ๓๒ คนก็ต้อง ซอยงานให้แต่ละคนรับไปทํา เพราะฉะนั้นตรงนี้ฝ่ายอํานวยการมีอยู่ ๑๐ ฝ่าย สิ่งเหล่านี้ เราก็อยู่ในข้อเสนอว่าต้องไปปรับตรงนี้ แล้วเอาเงินของส่วนบนนี้เอามาจ้างสายตรวจ เอามา ให้ตํารวจชั้นประทวนที่ใกล้ชิดกับประชาชนนะครับ
ในเรื่องของการถ่ายโอนงานนะครับ อันนี้ก็อยู่ในภารกิจของเราอยู่แล้ว นะครับ เรื่องของสวัสดิการบ้านพัก เรื่องของป้อมยาม อันนี้สอดคล้องมากนะครับ ก็ต้อง ยอมรับว่าเมื่อผมรับราชการอยู่เมื่อ ๒ ปีที่แล้วก็ได้จัดสรร พยายามที่จะจัดสรรงบประมาณ ที่มีอยู่ไปสร้างป้อมยาม ซึ่งเราไปดูแบบโคบัง (Koban) จากญี่ปุ่นมานะครับ ซึ่งในพื้นที่ในเขต ชุมชนเราพยายามนะครับ แต่ก็ต้องเรียนท่านตรง ๆ นะครับว่าพื้นที่บางแห่งนั้นหายากมาก แต่ก็พยายามอยู่ ส่วนของต่างจังหวัดเราทําอยู่แล้วนะครับ อย่างที่ผมกราบเรียนว่าสายตรวจ ตําบลเมื่อก่อนนี้เป็นสายตรวจเดินเท้า แต่เนื่องจากว่าตําบลมีความเจริญมากขึ้น ตํารวจ ๔ คนรับผิดชอบ ๒ ตําบล และเดินเท้าเป็นไปไม่ได้แล้ว ในที่สุดเราแก้ปัญหาด้วยตนเอง นะครับ เขาก็แบ่งกําลังพลสายตรวจ ๔ คนเป็น ๒ คน แล้วไปสร้างตู้ยามตําบลละตู้ ๆ ให้ตํารวจ ๒ คนเฝ้า แต่ถามว่าเพียงพอไหม ตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนนะครับ ในส่วนตัวผมเองในฐานะที่เคยเป็นผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๗ ดูแลเรื่องนี้มา ผมก็มองว่า มันไม่ค่อยเพียงพอนะครับ ๒ คนต่อ ๑ ตู้ดูแลประชาชนประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ คน ไม่เพียงพอนะครับ
เรื่องที่ท่านบอกว่า ไม่เห็นตํารวจเลย อย่างที่นําเรียนปัญหาก็คือเราขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนครบาล อย่างที่ผมนําเรียนไปแล้วว่าเราขาดไปถึง ๑,๐๐๐ กว่าเขต เรื่องของเอาเทคโนโลยีมานี้เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ
มาเรื่องของคุณหมอพรพันธุ์นะครับ ซึ่งท่านได้ถามและให้คําแนะนํามาตั้งแต่ วันที่เรานําเสนอต่อวิป (Whip) นะครับ ซึ่งจริง ๆ วันนี้ผมก็ลองเอาคําแนะนําของท่านมาว่า ท่านให้ทําว่าแล้วจะต้องใช้เงินทั้งหมดเท่าไร ซึ่งเตรียมมาแต่ว่าต้องกราบเรียนนะครับว่า ทั้งหมดที่เราทําเสนอขึ้นมาเป็นเพียงกรณีตัวอย่างนะครับ ที่เสนอเรื่องของกําลังพล ยานพาหนะ น้ํามันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายบางรายการนั้นเป็นเพียงกรณีตัวอย่าง ไม่ได้ ทั้งหมดนะครับ เพราะถ้าเราทําทั้งหมดต้องใช้เวลาเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ จัดทําต้นทุนค่าใช้จ่ายมันต้องใช้ข้อมูลย้อนหลังเป็นปีนะครับตามคู่มือของสํานักงบประมาณ เพราะฉะนั้นมันจะต้องเก็บข้อมูล ยกตัวอย่างเช่นพนักงานสอบสวน เขาออกไปที่เกิดเหตุ วันละกี่ครั้งไปสอบพยาน ไปฝากขัง ไปส่งหมาย ไปอะไรมันต้องเก็บข้อมูลหมด เพราะทั้งหมดนั้น คือค่าใช้จ่าย ค่าน้ํามัน ๑๙๑ ได้รับแจ้งเหตุกี่ครั้งใน ๑ วัน และแต่ละครั้งตํารวจที่ไปที่เกิดเหตุ ใช้น้ํามันเท่าไร สิ่งเหล่านี้มันต้องเก็บข้อมูล แต่ถ้าเราส่งไปแล้วทั้งหมดข้อมูลเราส่งไปให้ สถานีตํารวจทั้งหมด แต่เขาไม่สามารถจะตอบได้ เพราะเขาไม่ได้เก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ เพราะฉะนั้นถ้าจะเริ่มทําในข้อเสนอของเราจึงเสนอว่าให้สํานักงานตํารวจแห่งชาตินําเอา ระบบการวิเคราะห์งบประมาณแบบโอยูซี (OUC) โอเปอเรติง ยูนิต คอสต์ (Operating Unit Cost) ไปทําให้เกิดเป็นรูปธรรมจริง ๆ ซึ่งแน่นอนที่สุดมันจะต้องสังคายนาแล้วก็ต้องให้ ทุกหน่วยงานย่อย อย่างสถานีตํารวจ ๑,๔๘๒ สถานี ทุกคนต้องเข้าใจ แล้วแต่ละงาน ต้องเข้าใจด้วย ต้องเป็นคนทํานะครับ รองผู้กํากับสืบสอน สอบสวน สถานีตํารวจ ธุรการ จราจร ก็จะมีข้อมูลของตัวเองแตกต่างกันไป เพราะทุกคนเหล่านี้ต้องทํา นั่นหมายความว่า คนที่เกี่ยวข้องเฉพาะสถานีตํารวจก็ต้อง ๑,๔๘๒ สถานี คูณด้วยอย่างน้อย ๕ สายงานแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราทําไม่ทัน หมายถึงว่ากรรมาธิการไม่สามารถทําได้ จึงได้ทําเป็น กรณีตัวอย่างเฉพาะการวิเคราะห์ความต้องการงบประมาณในเรื่องของรถยนต์สําหรับ สายตรวจ น้ํามันสําหรับบางงานเท่านั้น
สําหรับในเรื่องของเคพีไอ (KPI) ที่ท่านคุณหมอพรพันธุ์เสนอ เรามีครับ แน่นอนที่สุดอย่างในปัจจุบันนี้เราก็มีตัวชี้วัดว่าจากงบประมาณซึ่งอยู่ในตัวชี้วัดของ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปี เช่น มีตัวชี้วัดว่าความปลอดภัยเกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนจะต้องเกิดคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินเกี่ยวกับลักทรัพย์ ต้องไม่เกิน ๖.๒๔ คดี ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน คดีความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกายต้องไม่เกิน ๒๔.๒๐ คดี ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน การไปถึงที่เกิดเหตุต้องไม่เกิน ๒๐ นาที นอกเขตเทศบาล อันนี้มีตัวชี้วัดอยู่แล้ว อันนี้ตอบท่านพรพันธุ์นะครับ
ประเด็นเรื่องข้อเสนอของหลายท่านที่ตรงกันก็คือเรื่องของการใช้เงินจาก ส่วนราชการข้างเคียง จากท้องถิ่นมา อันนี้ก็สอดคล้อง แล้วก็รวมไปถึงเรื่องของการทํางาน มวลชน การแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน อันนี้ที่จริงอยู่ในรายงานของเราที่เพิ่งผ่านไป เรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตรงนั้นจะรวมหมด เรื่องของการให้ประชาชน เข้ามาเป็นอาสาสมัครตํารวจบ้าน อาสาชุมชน พอพูดอย่างนี้ท่านอาจจะนึกออกว่าเรามีอยู่แล้ว เราเสนอไปแล้วนะครับ แล้วท่านก็ได้กรุณาให้ความเห็นชอบแล้ว และเรื่องของการให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนงบประมาณให้กับตํารวจนะครับ
ในเรื่องที่ท่านกิตติเสนอ อันนี้ก็ขอบคุณมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราให้ความสําคัญ ทําอยู่นะครับ ก็คือเรื่องของเบสต์แพรกทิซ (Best Practice) ก็คือโรงพักไหนที่มีผลงานดี เป็นตัวอย่างเราก็จะเวียนแจ้งให้สถานีอื่น ๆ มาดูงาน อันนี้ก็ขอบคุณครับ ก็ตรงนะครับ
เรื่องของเทคนิควิธี ที่ท่านชิดชัยเสนออันนี้ก็ขอบคุณนะครับ จริง ๆ ก็ทํา นะครับ ผมยกตัวอย่าง อยู่นครบาลคนไม่พอ เราก็ไปเอารถตู้มาติดไฟแดง จอดตรงสี่แยก เปิดไฟสัญญาณแว๊บ ๆ จอดทิ้งไว้นะครับ แต่ท่านอย่าไปเคาะนะครับ ไม่มีคนอยู่ในนั้นครับ แต่มันก็ดาบสองคม เกิดมีเหตุเขาวิ่งมาที่รถตู้จะแจ้งความตํารวจไม่มีตํารวจ แต่จริง ๆ ตรงนั้น เป็นการปราม อันนี้ก็คือเทคนิควิธีกรณีที่เราคนน้อยของน้อย หรือแม้กระทั่งเราออกระเบียบ ว่าเวลาเรียกมาประชุม ตอนประชุมรีบมาแต่เช้า ขับรถช้า ๆ อย่าขับเร็ว ระหว่างขับรถ เปิดไฟวาบ ๆ มาด้วย ขณะที่ท่านเดินขับรถเปิดไฟวาบ ๆ มันยับยั้งชั่งใจ ยับยั้งอาชญากร ที่กําลังจะตั้งใจ เขาเรียกว่าตีวงสุรา วัยรุ่นกําลังนั่งอยู่ข้างถนน กําลังฮึกเหิม เมาแล้ว กําลัง วางแผนเดี๋ยวจะไปลักทรัพย์บ้านนั้นนี้เห็นรถติดไฟแดงวิ่งแว๊บ ๆ มาช้า ๆ หนีเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นแทกติกส์ (Tactics) ที่ท่านชิดชัยพูดถึง อันนี้ก็ต้องของคุณนะครับ ก็สอดคล้องกับ ที่ทํากันอยู่นะครับ ก็คงจะครบนะครับ ก็ต้องขอบคุณมาก ๆ แล้วก็ทุกอย่างก็คงจะนําเอาไป เป็นแนบท้าย เป็นข้อเสนอ และรวมถึงข้อเสนอของท่านเสรีที่จะขอให้ส่งเอกสารนี้ไปยัง คณะกรรมการปฏิรูปกิจการตํารวจนะครับ ก็ขอขอบพระคุณครับ