วรพงษ์ ชี้ปัญหาขาดแคลนงบ-ตร. ขอปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๐ · ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา รายงานและหารือประเด็นการปฏิรูประบบงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาความขาดแคลนทั้งด้านงบประมาณ กำลังพล ยานพาหนะ และน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยและสร้างความไม่พึงพอใจในประชาชน พร้อมเสนอแนวทางการปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบด้วยเทคนิคซีโรเบสและ Operating Unit Cost เพื่อคำนวณความต้องการทรัพยากรตามภารกิจที่แท้จริง รวมถึงการเร่งแก้ไขปัญหาเงินค่าตอบแทนการสอบสวนที่เบิกไม่ครบและทบทวนค่าตอบแทนให้เป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญ

พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่รัก ทุกท่าน กระผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขออนุญาตนําเสนอรายงาน การปฏิรูปกิจการตํารวจ เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณกิจการตํารวจเพื่อยกระดับความ ปลอดภัยของประชาชนครับ

แต่ก่อนอื่นที่จะเข้าสู่เนื้อหาขออนุญาตมีแก้ไขคําผิด ขออนุญาตท่านประธาน นะครับ ขออนุญาตแก้ไขคําผิดในเอกสารนะครับ ในข้อ ๒.๒ บรรทัดที่ ๑๑ ที่ข้อความเดิมว่า ได้รับการจัดสรรรถยนต์จํานวน ๕,๘๘๓ คันจากความต้องการทางยุทธวิธี ที่กําหนดไว้ ๒๔,๗๗๕ คันนะครับ ตัวที่ผิดก็คือ ๒๔,๗๗๕ คัน ขอแก้ไขเป็น ๒๐,๘๘๒ คัน แล้วก็ยังขาดอีก ๑๔,๙๙๙ คัน คิดเป็นร้อยละ ๗๑ ก็ปรากฏอยู่ในใบแทรกที่ทางเจ้าหน้าที่น่าจะได้แจกให้กับ เพื่อนสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ แล้วก็แก้ไขในตารางตามเอกสารที่แจกจ่ายไปนะครับ ก็เป็น เรื่องของการคํานวณตัวเลขที่ผิดพลาดไป

ปัญหาเรื่องความขาดแคลนงบประมาณ ผมเชื่อว่าหลายส่วนราชการ ในที่นี้ ก็มีหัวหน้าส่วนราชการหลายส่วนก็คงคิดว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาของทุกหน่วยราชการ ไม่มีหน่วยไหนที่ออกมาพูดคุยว่าของผมเหลือเฟือ ทุกหน่วยขาดหมด แต่อย่างไรก็ตาม สํานักงานตํารวจแห่งชาติมันมีลักษณะงานและมีปัญหาเฉพาะของตัวของสํานักงานเอง นะครับ เป็นปัญหาซึ่งเป็นที่ทราบกันดี ผมเชื่อว่าผู้บริหารประเทศที่ผ่าน ๆ มาทุกยุคทุกสมัย ก็ทราบดี เรื่องนี้เนื่องจากตัวกระผมเองนั้นก็มีส่วนเข้าไปชี้แจงงบประมาณมาตลอด ๒๐ ปี ในการประชุมของกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ก็จะพูดให้กําลังใจ และเข้าใจว่าตํารวจ ขาดแคลน แต่ก็ได้แต่ให้กําลังใจ พอแปรญัตติมาก็ไม่เคยได้สักทีเหมือนกันนะครับ มาถึง ในชุดรัฐบาลปัจจุบันนี้เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมาก ผมเองเมื่อครั้งยังรับราชการอยู่ ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านก็พูดเลยบอกว่า ช่วยกันดูสิว่า จะปรับปรุงระบบงบประมาณของตํารวจอย่างไร ทําอย่างไรจะให้ตํารวจเมื่อจบออกมาแล้ว เขามีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธปืน พิมพ์ดีด ให้เขามีของเขาไม่ต้องไปซื้อ และเมื่อเขา ย้ายไปที่ไหนก็ให้เขาไปแต่ตัว หิ้วกระเป๋าไปใบเดียว ไม่ต้องขนโต๊ะ ขนเก้าอี้ ขนแอร์ (Air Condition) ไป นี่คือสิ่งที่ผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบสํานักงานตํารวจแห่งชาติให้แนวทางกับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ นั่นก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้มองเห็นปัญหา ยิ่งกว่านั้น เมื่อ ๒ – ๓ วันนี้ท่านวิษณุเอง ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดถึงเรื่องนี้เหมือนกันว่า จะทําอย่างไร จะปิดช่องว่าต่อไปนี้ตํารวจไม่ต้องไปขอรับบริจาคค่าน้ํามันรถจากประชาชน อีกแล้ว นี่คือที่ท่านพูดเมื่อ ๒ – ๓ วัน เพราะว่าช่องทางการรับบริจาคจากประชาชนนั้นมันก็ เปิดช่องให้ธุรกิจสีเทานั้นเข้ามาเสนอตัว และในที่สุดการดํารงตนในความยุติธรรมของตํารวจ มันก็ทําไม่ได้นะครับ และด้วยวัฒนธรรมประเพณีเรื่องของหนี้บุญคุณ เรื่องของความกตัญญู ของคนไทยนั้นมันมีอยู่ นี่จึงเป็นปัญหาสําคัญที่เรามองข้ามไปไม่ได้ ถ้าเรายังปล่อยให้ตํารวจ ต้องขอรับบริจาคค่าใช้จ่าย ค่าในการทํางานจากประชาชนอย่างไม่ถูกต้อง ผมมีประจักษ์พยาน อยู่ในห้องนี้ก็มาให้ข้อมูลว่า ทุก ๆ เดือนนี้ก็ยังช่วยตํารวจ ช่วยสถานีตํารวจ ช่วยค่าน้ํามันตํารวจ ซึ่งรายละเอียดเดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นว่าทําไมมันจึงถึงต้องเป็นขนาดนั้น สําหรับในปัจจุบันนี้ ผู้ที่มองเห็นปัญหานี้ ผมอยากจะให้ความสําคัญกับท่านหนึ่งก็คือท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านคงจําได้ไหม เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๘ ท่านได้มาให้ นโยบายเรื่องการปฏิรูปประเทศที่ห้องนี้ และท่านได้พูดถึงเรื่องของการปฏิรูปตํารวจ ท่านให้ ความสําคัญกับเรื่องระบบงบประมาณของตํารวจ ผมอยากขออนุญาตท่านประธานขอนําเอา คลิป (Clip) ที่ท่านได้พูดให้นโยบายในห้องนี้มาให้เพื่อนสมาชิกได้ดูอีกครั้งครับ ขออนุญาตครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

อันนี้ก็คือนําเข้ามาทบทวน ความจําให้กับเพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า แม้ผู้นํารัฐบาลในปัจจุบันนั้นยังเข้าใจ และมองเห็นถึงปัญหา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราก็คงต้องมาช่วยกันคิดและหาแนวทางว่า จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร จึงจะนําไปสู่การปฏิรูปกิจการตํารวจให้เป็นที่พึงพอใจของพี่น้อง ประชาชนนะครับ ซึ่งปัญหาเรื่องงบประมาณเป็นปัญหาสําคัญประการหนึ่งนะครับ ถ้าหากว่า เราไม่แก้เรื่องนี้ในหัวข้อต่าง ๆ ที่เราได้นําเสนอมาแล้ว ๔ หัวข้อ ไปทําอย่างไรก็ตามก็เชื่อว่า คงจะไม่เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นมันต้องทําทุกเรื่องควบคู่กันไป

ในการศึกษาของคณะกรรมาธิการนั้นก็พบว่าปัญหาความขาดแคลนของ ตํารวจนั้นเกิดขึ้นมายาวนานมากนะครับ ไม่ใช่เพิ่งเกิด ย้อนหลังไปนับ ๑๐ ปีหรือ ๒๐ ปี ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นก็เกิดจาก ก็ต้องเรียนตรง ๆ ครับว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากสํานักงานตํารวจ แห่งชาติเองครับ ที่ในอดีตนั้นผู้บริหารในพื้นที่ หัวหน้าสถานีตํารวจมักจะไม่สนใจในเรื่อง ของการทําอย่างไรจะแสวงหางบประมาณจากแหล่งที่ถูกต้องมาใช้จ่าย ไม่สนใจศึกษาวิธีการ สํานักงานตํารวจแห่งชาติสั่งการไปให้จัดทําข้อมูลให้ร้องขอมา ก็ไม่ทํา หรือว่าทําแบบสักแต่ว่า ทํามา แล้วไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ แต่เวลาเดือดร้อนก็ร้องขอเสนอปัญหาผ่าน ผู้แทนราษฎรมาโดยต่อเนื่อง แต่เมื่อสํานักงานตํารวจแห่งชาติจะทําก็ขาดข้อมูล เพราะฉะนั้น เราจึงได้รับงบประมาณที่ไม่เพียงพอ และเมื่อผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ เริ่มจะเห็นถึงความสําคัญ เริ่มจะทํา แต่มันก็ติดขัดด้วยระบบงบประมาณของประเทศที่เราใช้การจัดสรรงบประมาณ แบบมีข้อส่วนเพิ่ม ที่เราเรียกว่า อินครีเมนทัล (Incremental) ปีที่แล้วสํานักงานตํารวจ แห่งชาติได้เท่าไร ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้เพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อ ๕ เปอร์เซ็นต์ก็บวกไป แล้วก็จัดกรอบมาให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติว่า คุณขอมาภายในกรอบนี้ เมื่อมันเป็นอย่างนี้ เมื่อมันเริ่มขาดมาเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ด้วยระบบงบประมาณแบบนี้ มันก็ขาดไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการมองเห็นตรงนี้ก็คือว่า จะต้องปฏิรูประบบใหม่ นั่นก็คือ ข้อเสนอรวบยอด สุดท้ายก็คือว่าต้องย้อนกลับมาซีโรเบส (Zero based) ใหม่ทั้งหมด มาวิเคราะห์อย่างละเอียดในทุกกิจกรรม ทุกงานของสํานักตํารวจแห่งชาติ และเรื่องนี้ ไม่ใช่เพิ่งจะมาริเริ่มทํากันตรงนี้ สํานักงานตํารวจแห่งชาติเองนั้น ก็ร่วมมือกับสํานัก งบประมาณนะครับ ได้จัดทําเทคนิคการวิเคราะห์งบประมาณที่เรียกว่า โอเปอเรติง ยูนิต คอสต์ (Operating Unit Cost) ก็คือการจัดทําต้นทุนหน่วยปฏิบัติ ซึ่งเป็นคู่มือของสํานัก งบประมาณ ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

พยายามทํามาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔ แต่ถึงวันนี้ยังไม่ประสบความสําเร็จ เพราะฉะนั้นคณะทํางาน คณะกรรมาธิการ จึงได้ระดมกําลังเท่าที่มีอยู่นะครับ นําเอาเทคนิคการจัดทําคําของบประมาณโอยูซี (OUC) ตรงนี้นะครับ โอเปอเรติง ยูนิต คอสต์ (Operating Unit Cost) ซึ่งสํานักงบประมาณ เห็นด้วยเลยว่า ลักษณะการแบ่งงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็น ตัวอย่างในการจัดทําวิเคราะห์งบประมาณแบบนี้ แล้วสามารถที่จะทําซีโรเบส (Zero based) ได้ แต่นั่นหมายความว่าทุกหน่วยในสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ สถานีตํารวจ ๑,๔๘๒ สถานี หน่วยงานย่อยในแต่ละหน่วยต้องเป็นผู้จัดทํา ข้อมูลค่าใช้จ่ายจริงที่ปฏิบัติจริงในแต่ละปี ซึ่งเราได้พยายามทําอยู่ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้พยายามทําอยู่แต่ยังไม่สําเร็จ ตรงนี้คือประเด็นสําคัญที่เราค้นพบ และจะเป็นข้อเสนอ ที่จะต้องดําเนินการปฏิรูปไปในแนวนี้ แต่อย่างไรก็ตามด้วยข้อจํากัดของคณะกรรมาธิการ เราไม่สามารถที่จะทําการวิเคราะห์ต้นทุนการปฏิบัติของทุกหน่วยงานในสํานักงานตํารวจ แห่งชาติได้ และไม่สามารถจะวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการทํางานทุกรายการได้ เราจึงเลือก เฉพาะที่สําคัญ ๆ นั่นก็คือเราเลือกศึกษาเฉพาะกรณีของสถานีตํารวจ ซึ่งเป็นหน่วยหลัก และเป็นหน่วยสําคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ซึ่งเรามีอยู่ทั้งสิ้น ๑,๔๘๒ สถานี และแน่นอนเราก็ไม่สามารถจะวิเคราะห์ได้ทุกรายการค่าใช้จ่าย เราก็คงเลือก เฉพาะประเด็นสําคัญ ๆ นั่นก็คือประเด็นเรื่องของกําลังพล วิเคราะห์ความต้องการกําลังพล งบประมาณที่มาใช้สําหรับการจัดหากําลังคน ยานพาหนะและน้ํามันเชื้อเพลิงซึ่งถือว่า เป็นเครื่องมือสําคัญในการทํางานในการป้องกันอาชญากรรม และตัวต่อไปก็คือเรื่อง ค่าใช้จ่ายดําเนินงานบางรายการ เช่น ค่าตอบแทนการทําคดีสอบสวน และรวมไปถึง งบบุคลากรในเรื่องของค่าตอบแทนในเรื่องของเงินเดือน และเงินประจําตําแหน่งของ พนักงานสอบสวน ซึ่งผลการศึกษาผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าเราใช้เทคนิคการจัดทําคําขอ งบประมาณโอเปอเรติง ยูนิต คอสต์ (Operating Unit Cost) ของสํานักงานมาจับ นั่นก็คือ เราต้องย้อนกลับไปดูภารกิจการจับของสํานักงานตํารวจแห่งชาติซึ่งเป็นเรื่องที่โชคดีว่า สํานักงานตํารวจแห่งชาติเองได้จัดทําเรื่องนี้ไว้แล้ว โดยริเริ่มดําเนินการวิเคราะห์ภารกิจ ศึกษาภารกิจเปรียบเทียบกับนานาอารยประเทศ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ศึกษามาเรื่อย จนกระทั่ง มาได้ข้อยุติในปี ๒๕๓๓ ใช้เวลาศึกษา ๕ ปี ได้ข้อยุติว่าในการที่จะบริหารจัดการ ในการ ป้องกันอาชญากรรม และในการปราบปรามอาชญากรรมให้ได้ผลนั้น สถานีตํารวจจะต้อง จัดแบ่งงานออกเป็น ๕ ส่วนนะครับ ก็คือ ในเรื่องของงานธุรการ อันนี้แน่นอนคืองานบริหาร สถานีตํารวจ งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม งานสืบสวน งานสอบสวน และงานจราจร จะต้องมีสายงานทั้ง ๕ งานนี้ ถามว่าแล้วใน ๕ สายงานนี้จะมีกําลังพลเท่าไร จะมีเครื่องมือ อะไรบ้างนั้น นั่นละครับคือสิ่งที่สําคัญ ก็จึงได้มีมติออกมาว่าวิธีการที่จะวิเคราะห์กําหนด ตําแหน่งนั้นจะต้องกําหนดอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น พนักงานสอบสวนก็ศึกษามาตรฐาน แล้วก็ได้ข้อยุติว่าพนักงานสอบสวน ๑ คน ควรจะรับทําสํานวนคดีต่อ ๑ ปี ๗๐ คดี สมมุติว่า โรงพักนี้มีคดีเกิดขึ้นทั้งปี ๑๔๐ คดี ก็ต้องมีพนักงานสอบสวน ๒ คน เมื่อมีพนักงานสอบสวน ๒ คน จะต้องมีผู้ช่วยพนักงานสอบสวนเท่าไร ต้องมีจ่ากอง มีธุรการ มีคนที่จะพาผู้ต้องหา ไปฝากขังฝากฟ้องเท่าไร ก็กําหนดไว้หมด เพื่อเป็นเกณฑ์การวิเคราะห์และกําหนดตําแหน่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้แนบเอกสารชุดนี้อยู่ในผนวก ก ท่านดูนะครับเป็นเอกสารตั้งแต่ ปี ๒๕๓๓ ก็ถ่ายมาจากต้นฉบับเลย ให้เห็นว่าสมัยนั้นยังเป็นตัวพิมพ์ดีดอยู่ใช้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๓ สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือด้านการป้องกันอาชญากรรมนั้น เขาให้แบ่งเขตพื้นที่ประเทศ ทั้งหมดเป็นเขตย่อย ๆ ในพื้นที่ทั้งหมดประเทศไทยจะถูกแบ่งออกเป็นเขต เราเรียกว่า เขตตรวจ ใน ๑ เขตตรวจนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตํารวจทําหน้าที่ตรวจเขตนั้น ๆ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่สายตรวจเท่านั้น ยังมีเจ้าหน้าที่สืบสวนรับผิดชอบพื้นที่ตามเขตตรวจ เพราะฉะนั้นการจัดกําลังตํารวจจะมีเท่าไร ตํารวจสายตรวจ ก็ขึ้นอยู่กับมีเขตตรวจเท่าไร จะมีเจ้าหน้าที่สายสืบเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับว่ามีเขตตรวจเท่าไร ตรงนี้จึงชัดเจนมาก เพราะฉะนั้น จึงกลับมาพิจารณาว่าแล้วเขตตรวจที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติโดย กตร. มีมติเห็นชอบนั้น เขาจัดแบ่งกันอย่างไร วิธีการจัดแบ่งเขตตรวจนั้นก็ให้ยึดปัจจัยหลายประการ เริ่มตั้งแต่ ลักษณะภูมิประเทศ ขนาดของพื้นที่ จํานวนประชากร ความหนาแน่นของประชากร หลาย ๆ ปัจจัยนํามาพิจารณาแล้วกําหนดออกมาเป็นเกณฑ์ในการจัด แน่นอนที่สุดทั้งหมดเป้าหมายว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจจะต้องสามารถดูแลความปลอดภัย ประชาชนได้ และเมื่อเกิดเหตุจะต้องสามารถเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุและระงับเหตุได้ อย่างรวดเร็วภายในเวลาที่กําหนด ซึ่งเราก็กําหนดไว้ว่าในเขตชุมชนในกรุงเทพฯ ขออย่าให้ เกิน ๕ นาที ๓ ถึง ๕ นาที ถ้าในลักษณะต่างจังหวัดก็อย่าให้เกิน ๑๕ นาที นั่นคือมาตรฐาน ที่นํามาสู่การกําหนดเขตตรวจเมื่อปี ๒๕๓๓ เพราะฉะนั้นเขตตรวจที่สําคัญที่ผมอยากจะ นําเรียนให้เพื่อนสมาชิกและท่านประธานได้เข้าใจก็คือเขตตรวจชุมชน คําว่า เขตตรวจ ชุมชน ก็คือเขตตรวจในเขตเทศบาลที่มีประชากรหนาแน่น ก็ยึดหลักการจัดเขตแบ่งการ ปกครองของประเทศ ถ้าที่ไหนเป็นเขตเทศบาลตรงนั้นให้จัดเป็นสายตรวจชุมชน คําว่า สายตรวจชุมชน ก็หมายถึงสายตรวจรถจักรยานยนต์ ถ้าแบ่งเป็น ๑ เขตตรวจ จะต้องมี กําลังพล มีตํารวจทั้งหมด ๘ คน รับผิดชอบ ๑ เขต หมายความว่า ๘ คนนั้นก็แบ่งเป็น ๔ ทีม ใน ๑ ทีม ๒ คน ใน ๑ ทีม ๒ คน ต้องรถมอเตอร์ไซค์ ๑ คัน รถมอเตอร์ไซค์ ๑ คัน ๒ คน ต้องเสื้อเกราะ ๒ ตัว ต้องปืน ๒ กระบอก ต้องกุญแจมือ ๒ ชุด ท่านสามารถที่จะนํามา วิเคราะห์และกําหนดความต้องการได้อย่างชัดเจนมาก ๆ ใน ๔ ชุดนี้ให้ทํางานวันละ ๓ ชุด ชุดละ ๘ ชั่วโมง ๘ คูณ ๓ เท่ากับ ๒๔ หมายความว่าวันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง มีตํารวจ ๓ ชุด ทํางานตลอด ๒๔ ชั่วโมง พัก ๑ ชุด เพราะฉะนั้นตํารวจ ๑ ชุด จะทํางาน ๓ วัน วันละ ๘ ชั่วโมง แล้วพัก ๑ วัน ตรงนี้สําคัญนะครับ เดี๋ยวจะนําไปสู่ปัญหาความตรากตรําในการ ทํางานว่าทํางานวันละ ๘ ชั่วโมง ๓ วัน พัก ๑ วัน ทั้งปีเขาทํากี่ชั่วโมง เทียบกับข้าราชการ ตํารวจที่ทํางานบนออฟฟิศ (Office) ต่างกันอย่างไร เดี๋ยวจะเป็นหัวข้อต่อไปด้วย เพราะฉะนั้น ตรงนี้อยากให้เพื่อนสมาชิกได้รับทราบข้อมูลตรงนี้

ส่วนอีกสายตรวจหนึ่ง ก็คือสายตําบลที่มีลักษณะเป็นชนบท ก็บอกว่า ให้ ๒ ตําบลเป็น ๑ เขตตรวจ ใน ๑ เขตตรวจของสายตรวจตําบลให้มีกําลังพลแค่ ๔ คน ให้ ๔ คน ดูแล ๒ ตําบล แต่มาถึงปัจจุบันนี้เราเองก็เริ่มกังวลแล้วว่า ค่าเฉลี่ยของ ๑ ตําบล มีประชากรถึง ๑๓,๐๐๐ คน สําหรับเขตตรวจชุมชนนั้นเกณฑ์ที่กําหนดก็คือ ถ้าเทศบาลใด มีประชากรหนาแน่นเกินกว่า ๔,๐๐๐ คน ให้จัดเขตตรวจเพิ่มอีก ๑ เขตตรวจ หมายความว่า ถ้าคุณมีประชากร ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ คน ก็ต้องจัดแล้ว ๑ เขต ตามลักษณะการแบ่งเขต การปกครอง แต่ถ้ามีประชากรเป็น ๘,๐๐๐ คน ก็ต้องแบ่งเป็น ๒ เขตตรวจ อันนี้คือหลักการ แล้ว ๑ เขตตรวจก็ให้มีกําลังพลและเครื่องมือเครื่องใช้ตามที่ผมกล่าวแล้ว นอกจากนั้นยังให้ มีสายตรวจรถยนต์เสริมเขตตรวจรถจักรยานยนต์ เพราะอะไรครับ เพราะรถจักรยานยนต์ เมื่อไปเผชิญเหตุเจอผู้ต้องการจับกุมได้ หรือเกิดอุบัติเหตุไปที่เข้าที่เกิดเหตุ จะต้องช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย รถจักรยานยนต์ไม่สามารถทําได้ จึงให้มีสายตรวจรถยนต์ทับสายตรวจ รถจักรยานยนต์อีก ๑ ชุด โดยกําหนดว่าถ้าสถานีตํารวจใดมีสายตรวจรถจักรยานยนต์ เกินกว่า ๕ เขตตรวจ ให้มีสายตรวจรถยนต์เพิ่มขึ้นอีก ๑ สาย นั่นก็หมายความว่าถ้าท่านมี ๕ เขตตรวจรถจักรยานยนต์ ก็ต้องมี ๑ สายตรวจรถยนต์วิ่งทับ ถ้ามี ๘ เขต ก็ต้องแบ่ง มีสายตรวจรถยนต์ ๒ สาย ในสายตรวจรถยนต์ ๑ สาย ก็ประกอบไปด้วยข้าราชการตํารวจ ๘ นาย รถยนต์ ๑ คัน อันนี้ครับก็คือรายละเอียดที่ผมนําเรียนเบื้องต้นว่าจะนําไปสู่เกณฑ์ การวิเคราะห์ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทํางานของเขตตรวจ ของสถานีตํารวจ เราก็ได้ทํา การศึกษาว่า ปัจจุบันประเทศไทยเรานั้นแบ่งการปกครองเป็นตําบล มีทั้งหมด ๗,๒๕๕ ตําบล มีเทศบาลทั้งหมด ๒,๔๔๑ แห่ง และมีเขตปกครองท้องถิ่นพิเศษ ๒ แห่ง คือกรุงเทพมหานคร เฉพาะเทศบาล ๒,๔๔๑ แห่ง มีประชากร ๒๒ ล้านคนเศษ เฉพาะเขตปกครองพิเศษ กรุงเทพมหานครกับพัทยา มีประชากร ๖,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ เอาประชากรตามนี้มาคํานวณ เขตตรวจ ก็จะต้องมีเขตตรวจตําบล ๒,๖๖๗ เขต ต้องมีสายตรวจรถจักรยานยนต์ หรือสายตรวจชุมชม ๗,๓๕๗ เขต และสายตรวจรถยนต์ ๒,๕๐๐ เขต นี่คือเป้าหมายในอุดมคติที่กําหนดไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ ว่ามาตรฐานความปลอดภัยของคนไทยนั้น จะต้องจัดเขตตรวจและจัดกําลังตํารวจดูแลพี่น้องประชาชนอย่างนี้นะครับ จากเขตตรวจ ดังกล่าวนั้นก็มาคํานวณเป็นจํานวนกําลังพลที่ต้องการ เฉพาะสถานีตํารวจนะครับ ก็ต้องการ ทั้งสิ้น ๑๗๙,๒๓๙ คน ซึ่งอันนี้รวมหมายถึงสายตรวจด้วย สายสอบสวน สายสืบสวน สายธุรการทั้งหมดนะครับ นั่นคือเป้าหมายที่วางไว้ แต่ถามว่าถึงปัจจุบันเรามีอยู่เท่าไร เรามี อยู่เพียง ๑๓๕,๕๓๑ คน ขาดไปเท่าไรครับ ๔๓,๗๐๘ คน ใน ๔๓,๗๐๘ คน ถ้าจะมาดูเฉพาะงาน ป้องกันอย่างเดียวนะครับ เอาละ งานสืบสวน งานธุรการ งานอะไร ละไว้ก่อน เฉพาะงาน ป้องกันอย่างเดียวก็มาดูว่าเขตตรวจ ถ้าตามมาตรฐานหรือตามยุทธวิธีต้องมีเท่าไร ก็คือมี ๙,๓๖๒ เขต อันนี้รวมสายตรวจรถยนต์และรถจักรยานยนต์นะครับ แต่ปัจจุบันเรามีกําลังพล ที่สามารถจัดได้เพียง ๕,๘๓๑ เขต ขาดไป ๓,๕๓๑ เขตตรวจ หรือขาดกําลังพลที่จะทําหน้าที่ เป็นสายตรวจชุมชนและสายตรวจรถยนต์ ๒๘,๒๔๘ คน เอาละครับนี่คือภาพทั้งประเทศ ๑,๔๘๒ คน ผมเอามาใกล้ ๆ ตัวท่านนะครับ มาดูในนครบาล ซึ่งอยู่ใกล้ตัวท่าน นครบาล ทั้งพื้นที่เราถือว่าเป็นเขตชุมชน เป็นเขตเทศบาล เพราะฉะนั้นเราจัดสายตรวจรถจักรยานยนต์ ทั้งหมด มีประชากรทั้งสิ้น อันนี้ผมไม่รวมประชากรแฝงนะครับ ๖,๓๕๕,๔๘๒ คน ถ้าจัดตาม มาตรฐานสากล ๔,๐๐๐ คนเป็น ๑ เขต จะต้องจัดให้ได้ทั้งหมดสายตรวจรถจักรยานยนต์ ๑,๕๘๙ เขต และจะต้องจัดสายตรวจรถยนต์เสริมทัพไปอีก ๓๑๘ เขต รวมแล้วจะต้องมี สายตรวจรถยนต์และสายตรวจรถจักรยานยนต์ ๑,๙๐๗ เขต นี่คือในเขตนครบาล แต่ถามว่า ในเขตนครบาลปัจจุบันเขาสามารถจัดได้แค่ไหน เขามีกําลังพล มีรถมอเตอร์ไซค์ จากที่ต้องจัด ๑,๕๘๙ เขต เขาจัดได้เพียง ๓๑๖ เขตครับ สายตรวจรถยนต์เขาจัดได้เพียง ๘๘ เขต นั่นก็ หมายความว่าจากเดิมที่ตํารวจ ๑ เขตตรวจจะรับผิดชอบดูแลพี่น้องประชาชนเพียง ๔,๐๐๐ คน ทุกวันวิ่งดูแลประชาชน ๔,๐๐๐ คน ๔,๐๐๐ คนก็บ้านประมาณ ๑,๐๐๐ หลัง เอาเป็นว่า ๔ คนต่อ ๑ หลัง เป็น ๑,๐๐๐ หลัง กลายเป็นว่าเขาต้องดูถึง ๑๕,๐๐๐ กว่าคน พื้นที่ที่เขา จะดูแลตามมาตรฐานสัก ๖๐๐ ไร่ ๖๑๗ ไร่ ซึ่งเขาสามารถจะเข้าถึงที่เกิดเหตุทุกจุดในพื้นที่ ที่เขารับผิดชอบได้ภายในไม่เกิน ๓ นาทีแน่นอนถ้าจัดแบบนี้ แต่ปรากฏว่าเขาต้องรับผิดชอบ เพิ่มมาอีกเป็น ๕ เท่า เขาต้องรับผิดชอบดูแลพื้นที่ ๓,๑๐๓ ไร่ แล้วดูประชากรเพิ่มขึ้นเป็น ๕ เท่าตัวนะครับ เพราะฉะนั้นท่านนึกภาพแล้วกันว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ท่านเองมันจะปลอดภัยแค่ไหน มันต่ํากว่ามาตรฐาน ๕ เท่าครับ ก็คงพูดกันในที่นี้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีเหตุ เราคงไม่ต้องแปลกใจนะครับ วันดีคืนดีนักศึกษาถือไอโฟน (iPhone) อยู่ในมือแท้ ๆ ถูกฆ่าตายเพื่อเอาไอโฟน (iPhone) ไป วันดีคืนดีถือโทรศัพท์ยืนอยู่ถูกคนร้ายวิ่งไปต่อหน้าต่อตา ภาพเหล่านี้เราเห็นได้จากโซเชียลมีเดีย (Social Media) บ่อย ๆ นี่ครับคือปัญหาที่เกิดขึ้น

ภาพตรงนี้ พยายามจะให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นภาพ ผมก็เลยจําลองภาพ เป็นตารางมาให้ดูนะครับ ท่านดูความแตกต่างกันของพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบ ถ้า ๑,๕๘๙ เขต ท่านนึกว่าในช่องเล็ก ๆ นั้น ๑ ช่องจะต้องมีสายตรวจ ๑ ชุดตลอด ๒๔ ชั่วโมงวิ่งวนอยู่ใน พื้นที่ วิ่ง ๆ วิ่งวนอยู่อย่างนั้นครับ ดูแลตรวจตรา ๑,๕๘๙ คันวิ่งอยู่ นั่นคือมาตรฐานที่เรา ปรารถนามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ แต่ถามว่าปัจจุบันทําได้แค่ไหนครับ มีแค่ ๓๑๖ คันที่วิ่ง ๆ อยู่ นะครับ หลักการนะครับ หลักการของความปลอดภัย หลักการของการป้องกันอาชญากรรม การแสดงตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เขาเรียกว่า โชว์ ออฟ ฟอร์ซ (Show of Force) สําคัญมากครับ การโชว์ ออฟ ฟอร์ซ (Show of Force) บ่อย ๆ ช่วยยับยั้งการกระทําความผิดได้ โชว์ ออฟ ฟอร์ซ (Show of Force) อันนี้คือประเด็นสําคัญ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ผลการประเมินตัวชี้วัด ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ทุกปีจะมีนะครับ ความรู้สึกหวาดกลัวภัยของพี่น้องประชาชน คะแนนเต็ม ๕ ที่ผ่านมาได้อยู่ประมาณ ๒.๕ ครึ่งเดียว ประชาชนมีความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย มีความรู้สึกหวาดกลัวภัย ตัวหนึ่งเป็นเรื่องของทางด้านจิตวิทยาไม่เห็นตํารวจเลย อยู่กับบ้านมาอาทิตย์หนึ่งไม่เห็นสายตรวจผ่านเลย ก็ยังผลให้ประชาชนรู้สึกหวาดกลัวภัย นี่ผลก็ชัดออกมาตรงนี้ครับ นี่คือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เอาละครับมันเป็นปัญหาเรื่องของคน

จากปัญหาเรื่องของคนนําไปสู่ปัญหาเรื่องของอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ จากเป้าหมายเมื่อปี ๒๕๓๓ ที่เรากําหนดไว้ถ้าเอาเป้าหมายนั้นมาคํานวณตามจํานวน เขตตรวจที่เรากําหนดไว้ นํามาคํานวณความต้องการรถยนต์ รถจักยานยนต์ และน้ํามัน เชื้อเพลิง ก็จะสามารถคํานวณได้อย่างนี้นะครับ มันค่อนข้างเป็นตัวเลข มันเป็นเรื่องของ งบประมาณ เรากําหนดไว้แล้วว่าในเขตตรวจชุมชนที่เป็นรถจักรยานยนต์ ๑ ชุด ตํารวจ ๘ คน ต้องมีรถจักรยานยนต์ให้เรา ๔ คัน สายตรวจรถยนต์เนื่องจากรถยนต์มันวิ่งทน เพราะฉะนั้นวิ่งตลอด ๓๖๕ วัน ขอ ๑ คันคือวิ่ง ๒๔ ชั่วโมง ๑ วัน ผลัดที่ ๑ ก็รถคันนี้ เปลี่ยนคนขับ ผลัดที่ ๒ ก็รถคันนี้เปลี่ยนคนขับไป เขาขอ ๑ คัน สําหรับเขตตรวจตําบล ก็ขอว่าเขตละรถยนต์ ๑ คัน รถจักรยานยนต์ ๑ คัน ตรงนี้คือเกณฑ์ที่เราต้องการ จากเกณฑ์ ตรงนี้ทั้งหมดเมื่อมาคํานวณกับจํานวนเขตตรวจที่เราควรจะต้องมีตามจํานวนประชากร ตามลักษณะการแบ่งเขตการปกครองประเทศเราในปัจจุบันที่ผมได้นําเรียนไปเมื่อสักครู่ เรามีความต้องการรถยนต์ทั้งสิ้น ๒๐,๘๘๒ คัน ท่านจะมองว่าทําไมมันเยอะนัก มันจะมีรถ อยู่ประเภทหนึ่งที่ท่านอาจจะไม่ค่อยเห็น ที่จะต้องมีทุกสถานี รถยก ลากจูง รถบรรทุก ผู้ต้องหา รถบรรทุก ๖ ล้อ รถตู้ที่มันจะต้องมีไว้ใช้งานในบางเหตุการณ์ อาจจะใช้ไม่ได้ทุกวัน แต่จําเป็นต้องมี อันนี้ครับที่จะทําให้ตัวเลขนี้โป่งขึ้นไป แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือรถยนต์สายตรวจ ตรงนี้นะครับ เช่นเดียวกันจํานวนรถจักรยานยนต์ที่เราต้องการทั้งสิ้น ถ้าจะทําให้เราสามารถ ทํางานได้อย่างมีมาตรฐาน ๔๙,๖๘๕ คัน ตอนนี้กลับมาเรื่องน้ํามันเชื้อเพลิง เรามาศึกษา เรื่องของการจัดสรรน้ํามันเชื้อเพลิง ทุกวันนี้เรื่องจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติเองยังทําวิเคราะห์ โอยูซี (OUC) ไม่สําเร็จ เมื่อไม่สําเร็จสํานักงบประมาณก็จําเป็นต้องจัดสรรงบประมาณ ด้วยมาตรฐานของสํานักงบประมาณ นั่นก็คือรถยนต์ ๑ คัน จัดสรรค่าน้ํามันให้ปีละ ๕๐,๕๐๐ บาท รถจักรยานยนต์ ๑ คัน จัดสรรให้ปีละ ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งถ้าจัดสรรอย่างนี้สําหรับทุกส่วนราชการ งานธุรการบางวันไม่ได้ขับเลย บางวันไม่ได้ใช้เลย อาทิตย์หนึ่งใช้ครั้งหนึ่ง พอยู่แล้วต่อปีต่อคัน แต่สําหรับตํารวจสายตรวจต้องวิ่งทุกวัน แล้วต้องวิ่งทั้งวัน ผมคํานวณให้ท่านนะครับ รถยนต์ ๑ คัน ๕๐,๕๐๐ บาท เอา ๑๒ หาร เหลือเดือนละ ๔,๒๐๘ บาท เอาวันหารเหลือวันละ ๑๔๐ บาท รถยนต์ ๑ คัน วันหนึ่งต้องวิ่ง ๓ ผลัด ผลัดละ ๘ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นใน ๑ ผลัด ๘ ชั่วโมงรถยนต์มีน้ํามันให้ ๔๖ บาท นั่นหมายความว่ามีน้ํามันให้ลิตรเศษ ๆ แต่ต้องวิ่ง ๘ ชั่วโมง ถามว่าแล้วไม่ให้ตํารวจไปขอบริจาคจากประชาชนได้อย่างไร มารถจักยานยนต์ ๔,๐๐๐ บาท เหลือเดือนละ ๓๓๓ บาท เหลือวันละ ๑๑ บาท แต่ดีหน่อยว่ารถจักรยานยนต์ เรามี ๔ คัน เพราะฉะนั้น ๑๑ บาท ใช้ ๘ ชั่วโมง ภาพที่เห็น สิ่งนี้เรามาวิเคราะห์ได้ว่าเราจะ ขออย่างนี้ว่าเฉพาะสายตรวจขอให้เราใช้วิเคราะห์ตามพื้นที่ได้ไหม เราก็ไปศึกษาพบว่า หลักการของสายตรวจใน ๘ ชั่วโมง เขาบอกว่าถ้าจะสามารถป้องกันเหตุได้สายตรวจต้อง เคลื่อนตัวเข้า เวรแล้วมานั่งอยู่เฉย ๆ กลับไม่สามารถจะป้องกันเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การเคลื่อนตัวตลอด ๘ ชั่วโมงก็เป็นไปไม่ได้ เราจึงกําหนดเป็นคู่มือการทํางานของ สายตรวจว่า ใน ๘ ชั่วโมงคุณต้องเคลื่อนตัวอย่างน้อย ๔ ชั่วโมง ก็คือคุณต้องเคลื่อนไป วอล์ก สตอป แอนด์ ทอล์ก (Walk stop and talk) เคลื่อนไปแล้วหยุด หยุดและพูดคุย หาข่าว เก็บข้อมูล เพราะฉะนั้นเราก็คํานวณว่าถ้าใน ๘ ชั่วโมงคุณต้องเคลื่อนตัวไป ๔ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมงค่าเฉลี่ย ความเร็วเท่าไร เราก็คํานวณแล้วว่าความเร็วอยู่ที่ ๔๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้น ๘ ชั่วโมงคุณต้องเคลื่อนตัว ๑๖๐ กิโลเมตรนะครับ ๑๖๐ กิโลเมตรสิ้นเปลืองน้ํามันเท่าไร เราก็เอาไปคูณ สํานักงบประมาณมีเกณฑ์เลยว่า ๑ กิโลเมตรคิดเป็นเงิน ๒.๕๓ บาทสําหรับ รถยนต์ และ ๑ กิโลเมตรสําหรับจักรยานยนต์ ๖๗ สตางค์ เราก็เอาตัวนี้มาคูณ ถ้าได้มา อย่างนี้สบายเลย สามารถทํางานได้ตามมาตรฐาน ซึ่งถ้าได้ตามนี้มันแตกต่างกับที่เราได้ ทุกวันนี้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็หมายความว่าทุกวันนี้ถ้าได้ตามที่ได้อย่างทุกวันนี้มันจะได้เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของความต้องการ ก็คือตารางนี้ ทีนี้จากการวิเคราะห์ดังกล่าว แล้วเราจึง นํามาคํานวณเป็นภาพรวมของความต้องการ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ และน้ํามันเชื้อเพลิง ของทุกสถานีตํารวจและทุกงานด้วยนะครับ งานอื่น ๆ เราใช้เกณฑ์มาตรฐานธรรมดานะครับ งานธุรการ งานสืบสวน งานจราจร เราใช้เกณฑ์ ๕๐,๕๐๐ บาทต่อปี ๔,๐๐๐ บาทต่อปี คํานวณไปอย่างนี้ก็พบออกมาว่าเราต้องการน้ํามันเชื้อเพลิงทั้งสิ้น ๓,๑๓๙ ล้านบาทเศษ เมื่อนํามาเทียบกับที่ได้รับงบประมาณ เอาปีที่แล้วนี้เราก็ได้รับความร่วมมือสํานักงาน จัดข้อมูลมาให้ว่าสถานีตํารวจทั้งหมด ๑,๔๘๒ สถานี ปัจจุบันนี้ได้รับงบประมาณค่าน้ํามันทั้งสิ้น ๑,๘๗๖ ล้านบาทเศษ ขณะที่กรอบความต้องการถ้าทํางานอย่างที่ผมนําเรียนว่า ๔ ชั่วโมง เคลื่อนตัว จะต้องใช้ทั้งสิ้น ๓,๑๓๙ ล้านบาทเศษ มันขาดไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถามว่าแล้ว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ทําอย่างไรถึงจะทํางานได้ ก็อย่างที่นําเรียนไปแล้วว่าปัญหามันเปิดช่องให้ ตํารวจต้องไปขอรับบริจาค แต่ถามว่าความขาดแคลนของตํารวจนี้มันอาจจะมีลักษณะที่ แตกต่างจากหน่วยราชการอื่น ก็คือบางหน่วยงานมีเงินเท่าไรก็ทําเท่านั้น ปีนี้มีเงินขุดบ่อได้เท่านี้ ก็ขุดเท่านี้ก็จบ แต่ตํารวจได้น้ํามันมา ๑๑ บาท มีเหตุเกิดขึ้น ประชาชนมาแจ้งว่ามีเหตุตรงนี้ คุณไม่มีน้ํามันรถ แต่คุณไม่ออกไปที่เกิดเหตุได้ไหม มันไม่ได้ครับ ด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ มันต้องไป เมื่อต้องไปก็ต้องจัดหานะครับ ซึ่งตรงนี้ต้องเรียนเลยว่ามันสอดคล้องกับผลวิจัย ของมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่มีมานั่งอยู่ที่นี่ได้วิจัย อย่างละเอียดเลยครับ พบว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจนั้น จะต้องใช้เงินส่วนตัวในการทํางานเยอะมาก มีค่าใช้จ่ายในการทํางานที่ไม่สามารถเบิกราชการได้ ต้องใช้เงินตัวเอง จ่ายไปดูว่าค่าเฉลี่ยรวม ทั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัวด้วย ส่วนรวมด้วย เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาทเศษสําหรับชั้นประทวน อันนี้ มีอยู่ในเอกสารการวิจัยเล่มหนาเลยนะครับ ก็สอดคล้องกันตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมว่าก็เป็น เรื่องสําคัญนะครับ เอาละครับ ค่าใช้จ่ายในเรื่องของความขาดแคลน ในเรื่องของตัวคน ในเรื่องของเครื่องมือเครื่องใช้เฉพาะที่สําคัญก็คงมีข้อมูลตรงนี้

ต่อมาครับ ในเรื่องของงบดําเนินงานบางรายการ เรื่องของเงินค่าตอบแทน การสอบสวนคดีอาญา เรามีระเบียบกระทรวงการคลัง เมื่อปี ๒๕๓๔ ว่าให้มีเงินค่าตอบแทน การสอบสวนคดีอาญาสําหรับพนักงานสอบสวน ก็คือคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษจําคุกไม่เกิน ๓ ปี เบิกได้ไม่เกิน ๕๐๐ บาท คดีอาญาที่มีโทษจําคุกระหว่าง ๓ – ๑๐ ปีเบิกได้ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท โทษจําคุก ๑๐ ปีขึ้นไปเบิกได้ไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาท ลักษณะเป็นการเหมาจ่าย ถามว่าทําไมต้องมีระเบียบตรงนี้ อย่างที่กราบเรียนนะครับ มันสัมพันธ์กันมาหมด ซึ่งรัฐบาลในช่วงนั้นก็ยอม ยอมเพราะ เข้าใจว่ารัฐไม่สามารถจะจัดอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ให้พนักงานสอบสวนได้ครบถ้วน ทุกอย่าง ตามเกณฑ์ที่เราเสนอก็คือว่า พนักงานสอบสวน ๔ คน ควรจะมีรถยนต์ให้เขา ๑ คัน เพื่อใช้ในการไปทํางาน ในการสืบสวนสอบสวน แต่ถามว่าปัจจุบันมีไหม คําตอบคือไม่มีครับ ทุกโรงพักส่วนใหญ่ก็จะมีรถสําหรับงานสอบสวนเพียงคันเดียว ใช้สําหรับพนักงานสอบสวน ที่มาเข้าเวรอยู่ แต่ถามว่าพนักงานสอบสวนเขาจะทํางานเฉพาะเข้าเวรหรือ เมื่อเขาเข้าเวร เขารับคดีมา ๕ คดี พอเขาออกเวร ๕ คดีนั้นเขาต้องไปติดตามสอบสวนหาข้อมูล สืบพยาน ไปสอบปากคํา เขาต้องเดินทางตลอด ถามว่าเขาใช้รถอะไร ในเมื่อรถพนักงานสอบสวนมีให้ คันเดียว ในที่สุดเขาก็ต้องใช้รถส่วนตัว ถามว่ารถส่วนตัวตามระเบียบกระทรวงการคลัง เอามาใช้ในราชการเบิกได้ไหม เบิกได้ แต่เราเล็งเห็นว่ามันเป็นงานจุกจิกที่เขาไม่มีทางจะมา ตั้งเบิก วันนี้ขับรถไปสืบพยานคนนั้นคนนี้ทุกวันต้องมาทําบันทึกเพื่อเบิก มันหมดเวลาในการ ที่จะทําสํานวนการสอบสวน จึงได้ตกลงกัน ในที่สุดกระทรวงการคลังก็เห็นชอบให้มีระเบียบนี้ ขึ้นมา นี่คือระเบียบ แต่ผ่านมา เราเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ถึงปี ๒๕๖๑ ปรากฏว่า เงินตรงนี้ก็ไม่จ่ายให้เขาเต็มตามจํานวนที่เขาจ่ายออกไป ถามว่าเมื่อพนักงานสอบสวนรับคดี เขาต้องการทําการสอบสวน เขาต้องจ่ายเงินตรงนี้ออกไปก่อน ค่าโอเลี้ยงสําหรับพยาน ค่าน้ํามันรถไปสอบพยาน ค่าอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่มีสิทธิเบิกได้ตามนี้ ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ๑,๕๐๐ บาท ทันทีที่เขารับสํานวนเขาต้องจ่ายเงินไปก่อน ก็คือเงินในกระเป๋า เขานั่นละ แล้วเขาค่อยเอาสํานวนนี้มาเบิกทีหลัง แต่ปรากฏว่าเบิกได้ไม่ครบครับ ตอนนี้ สํานักงานตํารวจแห่งชาติติดหนี้เขาไว้ทั้งหมด ๗๒๙ ล้านบาทเศษ ผลมันเกิดอย่างไรครับ มันผ่านมาสะสมมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ จนถึงปี ๒๕๖๑ พนักงานสอบสวนเริ่มรู้แล้วว่า สํานวนนี้ถ้าเราทําไปก่อนโอกาสได้เงินคืนค่าน้ํามันรถ ค่าอะไรทั้งหลายมันคืนไม่ครบนะ จึงทําให้พนักงานสอบสวนบางคนที่เขาไม่อยากจะเสียสละ เขาก็บ่ายเบี่ยงไม่รับ ถ้าเรื่องไหน พอเบาได้ พอเห็นว่าผู้เสียหายคงไม่ค่อยตามคดีเท่าไร ก็ไม่ทําอะไรเลย ไม่ไปสืบ ไม่ไปอะไร เพราะทันทีที่เขาทํา เขาต้องควักกระเป๋า นี่คือปัญหาที่มันเกิดขึ้น แล้วส่งผลให้ระบบต้อง ปฏิรูประบบงานสอบสวนที่เราเสนอไปแล้ว แต่เราย้อนกลับมาว่า แล้วอะไรที่ทําให้เขา เกิดปัญหาอย่างนั้น เรามองเขาบ้างหรือเปล่า เหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดว่าเรามองเขา บ้างหรือเปล่า เราเอาแต่เรียกร้อง ๆ นี่ครับ มันเห็นชัด ๆ อย่างนี้นะครับ

ทีนี้กลับมาเรื่องต่อไปนะครับ อันนี้คือที่เป็นกรณีแค่ยกตัวอย่าง ผมดูเวลาว่า พูดไปเท่าไรนะครับ อีกตัวหนึ่งก็คือเรื่องของเงินค่าตอบแทนของตํารวจทั่วไป ก็คือเงินเดือน เงินเดือนค่าตอบแทน ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องทําอยู่แล้ว เพราะถูกกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ (ง) ที่ระบุไว้เลยว่า แก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของ ข้าราชการตํารวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตํารวจจะได้รับค่าตอบแทน ที่เหมาะสม ตรงนี้ละครับ ค่าตอบแทนที่เหมาะสมของตํารวจคิดจากอะไร เราก็มาคํานวณ นะครับ เผอิญเรื่องนี้ขณะที่เราทําการศึกษา เราก็ทราบว่ามูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจ การคลังได้ทําการวิจัยในเรื่องนี้ไว้ เป็นเอกสารหนามาก และทําการศึกษาอย่างจริงจัง ศึกษา อย่างละเอียดมาก เก็บข้อมูลเปรียบเทียบจากตํารวจต่างประเทศ ๔ – ๕ ประเทศแล้วรายงานมา เราก็จึงได้นําเอาเรื่องนี้มาเป็นหลักในการที่จะนําเสนอเรื่องนี้

ประการแรกเลย ลักษณะงานของตํารวจมีความเสี่ยงภัยต่อชีวิต ความเสี่ยงภัย เดี๋ยวผมจะพูดทีหลัง ผมมาพูดเรื่องความตรากตรําก่อน ที่ผมนําเรียนท่านว่าตํารวจสายตรวจ ต้องทํางาน ๓ วันถึงได้พัก ๑ วัน ท่านทําตามผมนะครับ เพราะฉะนั้นเขาต้องทํางาน ๖ วัน วันละ ๘ ชั่วโมง ถึงได้พัก ๒ วัน แต่ถ้าข้าราชการพลเรือนสามัญหรือตํารวจธุรการทั่วไป เขาทํางาน ๕ วัน ได้พัก ๒ วัน ต่างกันแล้วใช่ไหมครับ เห็นชัด ๆ ผมเองก็เรียนตรง ๆ ถ้าไม่ได้อ่านเอกสารนี้ ผมก็ไม่ได้คิดเลยว่า การจัดเวร ๘ ชั่วโมงต่อวัน แล้ว ๓ วัน พัก ๑ วัน มันมากกว่า มันทํางานมากกว่าข้าราชการที่ทํางานบนออฟฟิศ (Office) และที่สําคัญข้าราชการที่ทํางานบนออฟฟิศ (Office) ยังมีวันหยุดอีกปีละ ๓๐ วันนะครับ แต่ข้าราชการทํางานเป็นสายตรวจไม่มีวันหยุดนักขัตฤกษ์นะครับ มันจะเป็นรอบ เป็นลูป (Loop) ไป ๓ วันพักวัน ๓ วันพักวัน จะเป็นวันเสาร์ วันอาทิตย์ ไม่รู้ล่ะ ๓ วันพักวัน สรุปออกมานะครับ ถ้าข้าราชการที่ทํางานบนออฟฟิศ (Office) จะทํางานปีละ ๒๓๐ วัน ๒๓๐ วันคิดอย่างไรครับ ปีหนึ่งมี ๕๒ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๕ วัน เอา ๕ คูณ ๕๒ ก็ ๒๖๐ เอา ๕ คูณ ๒ เป็น ๑๐ ๕ คูณ ๕ เป็น ๒๕ เอา ๒๖๐ ตั้ง หารด้วยวันหยุดนักขัตฤกษ์ อีก ๓๐ วัน เหลือ ๒๓๐ วัน ๒๓๐ วันข้าราชการที่ทํางานบนออฟฟิศ (Office) รวมถึงตํารวจ ที่สมัยผมทํางานบนออฟฟิศ (Office) ก็เหมือนกัน ทํางานวันละ ๗ ชั่วโมงครับ พักเที่ยงผมก็ ไปชอปปิง (Shopping) ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ผมออฟดิวตี (Off Duty) เลยใน ๑ ชั่วโมงนั้นไม่ต้อง รับผิดชอบ แต่ถามว่าสายตรวจที่วิ่งวนอยู่ในพื้นที่ ๘ ชั่วโมงนี้พักเที่ยง จะบอกหยุด ผมไม่ตรวจ ได้ไหม หรือพนักงานสอบสวนที่เข้าเวรอยู่บนสถานีตํารวจ พักเที่ยงกินข้าว เขามาแจ้งเกิดเหตุ หยุด บอกผมออฟ (Off) อยู่ ไม่ไปทํางานได้ไหม ไม่ได้ สรุปว่าต้องทํา ๘ ชั่วโมงครบ เมื่อเอา ตัวเลขนี้มาคํานวณก็ดังในตาราง ซึ่งอยู่ในเอกสารหน้า ๑๒ นะครับ การจัดเวรเป็นผลัด ๔ ชุด ชุดละ ๘ ชั่วโมง จะต้องทํางานปีละ ๒,๑๙๐ ชั่วโมง ขณะที่การทํางานบนออฟฟิศ (Office) อย่างที่ผมนําเรียนนั้นทํางานปีละ ๑,๖๑๐ ชั่วโมง ต่างกัน ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ๓๖ เปอร์เซ็นต์นี้ คือข้อเสนอว่า ไม่ใช่เพิ่มเงินเพื่อให้ไม่ทุจริตนะครับ เพิ่มเพื่อให้เกิดความยุติธรรม ดํารงความ ยุติธรรมในฐานะที่เป็นผู้บริหารสูงสุด มีข้าราชการอยู่ในสังกัดรับผิดชอบ เขาทํางานมากกว่า เงินต้องมากกว่า คนหนึ่งทํางาน ๗ ชั่วโมง อีกคนทํางาน ๘ ชั่วโมง ทําไมเงินเท่ากันได้อย่างไร ต้องไม่เท่า แล้วก็ไม่ใช่ว่าคนทํางาน ๘ ชั่วโมงทําแบบเบิร์ด ๆ สบาย ๆ ไม่ใช่นะครับ เพราะ มันมีข้อมูลหลักฐานว่าความตรากตรําของงานตํารวจนั้นเกือบจะเป็นอาชีพเดียวนะครับ ที่มีสถิติการฆ่าตัวตายเนื่องจากความเครียดจากการปฏิบัติงาน

สไลด์ (Slide) ต่อไปเลยนะครับ ปี ๒๕๕๗ มีฆ่าตัวตาย ๔๐ คน ปี ๒๕๕๘ ๓๘ คน ปี ๒๕๕๙ ๓๕ คน สถิติการฆ่าตัวตายของตํารวจซึ่งล้วนแต่มีสาเหตุมาจาก ความเครียดจากการทํางาน แต่ชั่วโมงการทํางานไม่ใช่เบิร์ด ๆ สบาย ๆ เครียดตลอด ถูกกดดันตลอด จนกระทั่งต้องฆ่าตัวตาย มีสถิติข้าราชการหน่วยไหนที่ฆ่าตัวตาย ก็เอามา เทียบกันได้เลย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นอีก ๑ ประเด็นที่เราต้องดูเขานะครับ นั่นคือเรื่องของ จํานวนชั่วโมงการทํางานที่มากกว่า ความเครียด ความเสี่ยง

ต่อไปเป็นเรื่องของความเสี่ยงนะครับ ผลการศึกษาความเสี่ยงนี้เป็นผลการศึกษา ของมูลนิธินะครับ สรุปว่าข้าราชการตํารวจมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตและบาดเจ็บมากกว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญนะครับ เราไม่ได้ไปเทียบกับข้าราชการอื่นนะครับ ๑๓.๕๖ เท่า ถึง ๒๒ เท่า อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจตัวเลขนะครับ แต่ว่าเขาเปรียบเทียบทางสถิติ เพราะว่ามันจะ มีทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต เอามาเฉลี่ยน้ําหนักกัน อันนี้ถ้าสงสัยก็ต้องถามทางเจ้าหน้าที่ แต่ว่าผลออกมาคือ ๑๕.๖ ถึง ๒๒.๕๗ เท่าของความเสี่ยง ผลของความเสี่ยงนี้ผมไม่ต้องให้ดู ถ้าอย่างนั้นตารางก็ข้ามไปได้เลยนะครับ มันมีอยู่ในเอกสารตัวเลข ท่านไปดูได้ ทางมูลนิธิ ไม่ได้ศึกษาเฉพาะความเสี่ยงของตํารวจไทยเท่านั้น แต่ได้ไปดูข้อมูลต่างประเทศ ก็มีประเทศ อังกฤษ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง ผลปรากฏว่าทุกประเทศเขาให้เงินเดือน ตํารวจมากกว่าข้าราชการพลเรือนสามัญทั้งสิ้น อันเนื่องมาจากความเสี่ยง เหตุผลคือ อันเนื่องมาจากเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตและบาดเจ็บ โดยของประเทศอังกฤษ ตํารวจ เงินเดือนมากกว่าพลเรือนทั่วไป ร้อยละ ๖๐ ของประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ ๑๗ ของประเทศ สิงคโปร์ ร้อยละ ๓๙ ของฮ่องกง ร้อยละ ๑๖ เพราะฉะนั้นเราจึงเสนอว่าควรเอาตัวเลขนี้ มาปรับเพิ่ม เป็นเงินเพิ่มค่าความเสี่ยงให้กับตํารวจ

ต่อไปนะครับ เงินดํารงเกียรติ เงินดํารงความยุติธรรมสําหรับพนักงาน สอบสวน พนักงานสอบสวนมีเงินเพิ่มประจําตําแหน่ง เหตุผลในการให้เงินเพิ่มประจํา ตําแหน่งของพนักงานสอบสวนนั้นเขียนชัดนะครับ เพื่อให้พนักงานสอบสวนดํารงตนอยู่ได้ อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพื่อดํารงความยุติธรรม ทํานองเดียวกับเงินเดือนของศาล และอัยการ ด้วยเหตุผลเดียวกันว่า ศาลและอัยการต้องมีเงินเดือนสูงเพื่อดํารงความยุติธรรม แต่เมื่อไปเทียบกันนะครับ ท่านอัยการอยู่ข้างผมมันต่างกันมากเลย เหตุผลผมพยายามจะ ค้นว่าตรรกะในเรื่องนี้คืออะไร ก็ได้มาจากหลายท่านผู้รู้ก็บอกว่า เพราะศาลนั้นสําคัญสุด การใช้ดุลยพินิจของศาลสําคัญสุด อัยการรองลงมา ตํารวจต่ําสุด นั่นหมายความว่าตํารวจ สามารถจะใช้ดุลยพินิจแบบบิดเบี้ยวได้บ้างหรือถึงให้เงินต่ํากว่าเขา ผมยังหาตรรกะนี้ไม่ได้ เรายังหาตรรกะนี้ไม่ได้ แต่ครั้งที่มีเหตุจับแพะ หมายความว่า ผ่านกระบวนการตํารวจ อัยการ ศาล จนกระทั่งบอกว่าจําคุกผิดคนไปแล้ว เกิดความผิดพลาดขึ้น กลับประณามลงมา ที่ตํารวจ คุณนั่นแหละต้นทางของกระบวนการยุติธรรมจึงนําไปสู่ความผิดพลาดนี้ ตรรกะ มันอยู่ตรงไหนครับ แต่พอจะจ่ายเงิน บอกคุณก็เอาไปแค่นี้พอ อย่างนั้นผมไม่บังอาจจะไป เทียบกับท่านอัยการกับท่านศาลครับ ผมมาเทียบกับพนักงานสอบสวนด้วยกัน ในประเทศไทย ก็มีพนักงานสอบสวนทั้งดีเอสไอ (DSI) มีทั้ง ป.ป.ช. มีทั้ง ป.ป.ท. ท่านดูนะครับในตารางมีอยู่ ตํารวจในระดับเดียวกันนะครับ ระดับผู้กํากับ ระดับ ๘ ตํารวจได้ ๒๐,๘๐๐ บาท ดีเอสไอ (DSI) ได้ ๓๕,๐๐๐ บาท ป.ป.ช. ๓๕,๐๐๐ บาท ป.ป.ท. ๒๐,๘๐๐ บาท ระดับ ๗ หรือระดับ รองผู้กํากับ ตํารวจได้ ๑๗,๓๐๐ บาท ดีเอสไอ (DSI) ๓๐,๐๐๐ ป.ป.ช. ๒๕,๐๐๐ บาท ป.ป.ท. ๒๐,๐๐๐ ระดับสารวัตรตํารวจ ๑๔,๔๐๐ บาท ดีเอสไอ (DSI) ๒๐,๐๐๐ บาท ป.ป.ช. ๒๕,๐๐๐ บาท ป.ป.ท. ๒๐,๐๐๐ บาท นี่คืออะไรครับ หน้าที่เหมือนกัน เป็นพนักงาน สอบสวนเหมือนกัน ถามว่างานใครยาก งานใครง่ายกว่ากันเปรียบเทียบกันได้ไหม ถ้าจะเปรียบเทียบงานของ ป.ป.ช. ป.ป.ท. หน้าเดียวครับ คดีการทุจริต เปเปอร์เวิร์ก (Paper Work) แทบจะทั้งนั้น หลักฐาน เอกสาร แต่สําหรับงานตํารวจและดีเอสไอ (DSI) มันยาก กว่าจะค้นหามาได้ ใครจะคิดว่าตํารวจจะจับมือวางระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้ ถ้าจับไม่ได้โซเชียลมีเดีย (Social Media) กําลังกระหน่ําว่า เลื่อยขากันเอง จะพยายามสร้าง ความแตกแยกในหมู่รัฐบาลหรือ คสช. แต่โชคดี ไม่ใช่โชคดี ด้วยความสามารถของตํารวจ จับได้พิสูจน์ออกมาว่ามันไม่ใช่ คดีฆ่า ๘ ศพ ๖ วัน คดีระเบิดศาลพระพรหม ถามว่ามันง่ายหรือ แล้วทําไมค่าตอบแทนจึงต่างกัน ตรงนี้ครับคือประเด็นที่เรานําเสนอให้เห็นปัญหา

อันนี้ก็ข้อเสนอแล้วครับ จบแล้วครับ ทั้งหมดซึ่งเราได้วิเคราะห์ว่าปัญหาที่มัน เกิดขึ้นนี้เราไม่ได้โทษใครเลย เราก็มองว่าตัวเราเอง สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็มีส่วนมาก ที่เราไม่ได้สนใจที่จะทํามาตั้งแต่แรก และเมื่อผ่านมาพอเริ่มจะทําก็มีปัญหา ในอดีตท่านคง เคยได้ยินนะครับ นายสั่งงานลูกน้อง สั่งให้ไปทํางาน แต่ไม่เคยพูดเรื่องว่าเดี๋ยวจะให้เงิน งบประมาณ ไม่เคยนะครับ ถ้าย้อนหลังไปเมื่อ ๒๐ ปี ท่านอาจจะได้ยินโครงการโรงพัก เพื่อประชาชนนะครับ ทุกคนแข่งกัน ปรับปรุงโรงพักหมดกันไปคนละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยไม่ใช้เงินหลวงเลย ก็ทํากันมาได้ แต่มาถึงวันนี้มันคงทําอย่างนั้นไม่ได้ เพราะถ้าทําอย่างนั้นมันก็นําไปสู่ช่องทางการรับบริจาค และนําไปสู่การไม่สามารถดํารงตน หรือยุติธรรมของตํารวจได้ เราจึงต้องปฏิรูประบบนี้ เราจึงมีข้อเสนอแนะว่า เอาละ ย้อนกลับไป ดูเรื่องระบบงานก่อน นั่นก็หมายถึงว่าเราไปดูโครงสร้างของตํารวจก่อนว่าโครงสร้างการจัด ทุกวันนี้มันเหมาะหรือไม่ ตํารวจต้องไปทบทวน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีกระแสข้อเสนอแนะ ยอดนายพลเยอะแยะไปหมด ไขมันมันเยอะไปหมด นายพลนั้นเลิกแล้วเอาเงินนายพล มาจ้างสายตรวจได้ตั้ง ๑๐ คน เราเห็นด้วยครับตรงนี้ เราจึงเสนอว่าต้องมีการวิเคราะห์ ระบบงานด้วยวิธีใหม่ แม้กระทั่งในระดับสถานีตํารวจที่เราบอกว่าในเขตชุมชน ๔,๐๐๐ คน เป็นหนึ่งเขตตรวจนี้มันถี่เกินไปไหม ทุกวันนี้มีตึกคอนโดมิเนียม (Condominium) สูง มีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องไม้ทันสมัยแล้วเราลดได้ไหม เป็นสัก ๕,๐๐๐ คน ๖,๐๐๐ คน ต่อ ๑ เขตตรวจได้ไหมเพื่อลดจํานวนตํารวจ ไม่ต้องเอาขนาดนั้นนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่งที่ทําเป็นเหตุผลให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่ได้รับการจัดสรรกําลังพลเพิ่ม จนทําให้เราขาดอยู่ ๔๐,๐๐๐ กว่าคน ก็เพราะเรามองว่าต้องลดกําลังคนภาครัฐ แล้วนําเอาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้มาเสริม การทํางาน เราก็ได้แต่หวังว่าเราจะได้เครื่องมือมา ในที่สุดเราก็ไม่ได้ทั้งเครื่องมือและไม่ได้คน เครื่องมือไม่สามารถใช้แทนคนได้ในบางกรณีนะครับ ผมยกตัวอย่างเลยกล้องซีซีทีวี (CCTV) ท่านอย่าเข้าใจผิดว่ามีกล้องแล้วจะป้องกันเหตุได้ ไม่ใช่นะครับ ยังไม่เคยมีปรากฏเลยว่า ตํารวจสามารถจับคนร้ายที่กําลังจะก่อเหตุผ่านกล้องซีซีทีวี (CCTV) ไม่มีครับ เพราะนั่น หมายความว่าท่านจะต้องไปนั่งดูกล้อง ๔,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ กล้องในห้องวอร์รูม (War Room) แล้วก็ดู ๆ เห็นเมื่อไรก็วิ่งไปจับ ยังไม่เคยปรากฏ แต่ใช้ประโยชน์ในการสืบสวนภายหลังได้ อันนั้นเรามีประโยชน์ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นบางเรื่องคิดไปแล้วมันไม่ใช่ก็ต้องกลับมาตรงนี้ นะครับ ก็อยากให้มีการวิเคราะห์ตรงนี้ว่า เอาละ ปรับปรุงใหม่ว่าเขตตรวจจะเอาอย่างไร กลับไปเขตตรวจตําบล ซึ่งเดิมเราบอกว่า ๒ ตําบลเป็น ๑ เขตตรวจ แล้วมีตํารวจดูแค่ ๔ คน แต่ปรากฏว่ามาดูข้อมูลตรงทุกวันนี้ กลายเป็นว่าค่าเฉลี่ยตําบลหนึ่งตามยอดกําลังพล ที่ผมนําเสนอเมื่อสักครู่ที่มี ๓๙ ล้านคนในเขตตําบล เขาแบ่งเป็นอย่างนั้นกลายเป็นว่า ๑ ตําบล ต้อง ๑๓,๐๐๐ คน นั่นแปลว่ามีตํารวจ ๔ คน ดูแลพี่น้องประชาชน ๒ ตําบล ด้วยประชากร ๑๓,๐๐๐ คน มันโอเวอร์โหลด (Overload) ไปไหม ตรงนี้ผมว่าต้องทบทวนใหม่ ข้อนี้คือข้อเสนอ เมื่อทบทวนแล้ววางตรงนี้ให้ชัดเจน แล้วเอาตรงนี้มาทําตามความต้องการ ของงบประมาณ ในลักษณะที่คู่มือของสํานักงานคือ โอยูซี (OUC) โอเปอเรติง ยูนิต คอสต์ (Operating Unit Cost) วิเคราะห์อย่างละเอียด ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้อย่างที่ใน คณะกรรมาธิการได้ทําเป็นตัวอย่างให้ดูแล้วว่าแต่ละสายตรวจ แต่ละสายตรวจ ต้องการใช้ อะไร เท่าไร และรวมไปถึงงานอื่น ๆ ด้วย จากนั้นละครับ จึงเป็นที่มาของกรอบความต้องการ ของงบประมาณทั้งหมด

สําหรับเงินเดือนค่าตอบแทน ก็เป็นข้อมูลให้นะครับว่า เราเห็นอยู่แล้วว่า มันเกิดความลักลั่น ความไม่เป็นธรรม จะทําอย่างไร จะเพิ่มอย่างไร ก็คงเป็นเรื่องของ ส่วนราชการที่มีหน้าที่ ซึ่งในนามของคณะกรรมาธิการนี้ไม่อาจจะเสนอออกมาเป็นตัวเงิน ได้นะครับ แต่เสนอให้เห็นภาพว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้วต่างประเทศเขาทํากันอย่างนี้ เพราะว่า ของเราเองก็ต้องดูเรื่องของเงินงบประมาณของประเทศด้วย สําหรับพนักงานสอบสวน เราเสนอว่าแทนที่จะให้เป็นเงินตําแหน่ง ก็ใช้เหมือนของแพทย์ ก็คือระบบพีโฟร์พี (P4P) เพย์ ฟอร์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Pay for Performance) เพราะว่ามันสามารถทําได้นะครับ สํานวนการสอบสวนแต่ละชนิด ๆ มันสามารถตีค่าความยาก ความง่าย คุณภาพได้ ถ้าทําอย่างนี้จะหมดปัญหาเรื่องพนักงานสอบสอนหนีงาน ทุกวันนี้เราก็มีปัญหาว่าพนักงาน สอบสวนมีเงินประจําตําแหน่งเท่ากัน แต่พนักงานสอบสวนในเขตนครบาลรับสํานวนปีละ ๒๐๐ สํานวน แต่ถ้าหนีออกไปต่างจังหวัด อาจจะเหลือรับสํานวนปีละ ๕๐ สํานวน แต่สิ้นเดือน รับเงินเท่ากัน ซึ่งเรามองว่าอย่างนี้เราบริหารจัดการยาก ก็เสนอเปลี่ยนเลย เปลี่ยนเป็นระบบ พีโฟร์พี (P4P) ก็คงมีเท่านี้นะครับ ท่านประธานมองหน้าผม ๒ รอบแล้ว ขอบพระคุณครับ