กอบศักดิ์ ภูตระกูล หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการเงินของหมู่บ้าน โดยเสนอแนวคิดที่ครอบคลุม 4 ส่วน และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเป็นเจ้าของแหล่งทุนในระดับท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน และไม่ต้องไปพึ่งเงินนอกระบบ นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดที่จะลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นย้ำว่าไม่ใช่แค่การลดความเหลื่อมล้ำด้านการเงิน แต่ยังรวมถึงโอกาส สิทธิ อํานาจ ศักดิ์ศรี และมองว่าผลงานนี้จะเป็นผลงานที่ทุกคนภูมิใจในอนาคต
ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผมขอขอบคุณกับความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ กระผมคิดว่าทุกความคิดเห็นที่ให้มาจะทําให้เราสามารถทําสิ่งที่ดีที่สุดให้กับ ประเทศได้ แล้วผมก็จะพยายามเอาข้อคิดเห็นต่าง ๆ ไปผนวกรวมในตัวร่างที่จะมี การปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะแล้วก็กับคณะทํางานที่จะตั้งขึ้นมานะครับ กระผม มีประเด็นต่าง ๆ เพิ่มเติมสั้น ๆ ที่ยังเหลืออยู่นะครับ
ประเด็นหนึ่งที่หลายคนกังวลใจก็คือว่าไม่อยากให้ทําแบบเหมาเข่ง ท่านกษิดิ์เดชธนทัต ท่านอภินันท์ได้พูดลักษณะนี้ว่าไม่อยากให้ทํา ๗,๐๐๐ แห่งเลยทีเดียว อยากให้ค่อย ๆ ทํา นี่คือสาเหตุที่เราเสนอครับว่าเราจะทํา ๗,๐๐๐ แห่ง ใน ๑๐ ปีข้างหน้า แนวคิดก็คือว่าพื้นที่ที่พร้อมจะเป็นพื้นที่ที่เราไปสนับสนุนตรงนั้น เราเคยเห็นตัวอย่างที่เราทําประเภทปูพรมแล้วทําให้ปัญหาเกิดขึ้น เราไม่อยากเห็น เราอยาก จะทําที่ประชาชนรู้สึกพร้อมแล้วก็อยากจะทําแล้วเราจะไปส่งเสริมเขา ถ้าเขาไม่พร้อม เราก็รอได้ครับ เราก็สามารถทําในโครงข่ายต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ในขณะนี้ ซึ่งในปัจจุบันนะครับ ผมได้ตัวเลขมาจากทาง ธ.ก.ส. กับธนาคารออมสิน ซึ่งอันนี้ก็จะตอบท่านสุรินทร์ ท่านบอกว่า อยากให้เห็นตัวเลขชัด ๆ หน่อยว่าจะเป็นอย่างไร ธ.ก.ส. เล่าให้ฟังว่าปัจจุบันเขาได้ทําแล้ว ในพื้นที่ที่มีความพร้อม ทําไป ๙๐๔ ตําบลครับ ส่วนธนาคารออมสินทําไป ๗๘๙ แห่ง แล้วทั้ง ๒ แห่งบอกว่ายังมีศักยภาพอีกประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าแห่งรวมกันที่สามารถทําต่อไปได้ แล้วเราก็คุยกันเรียบร้อยแล้วว่าเราไม่ตั้งใจที่จะเร่งทํา เราไม่มีความจําเป็นต้องเร่งทํา แต่สิ่งที่สําคัญก็คือว่าทําให้เกิดตามความพร้อมของประชาชน แล้วให้เกิดความเข้มแข็ง อย่างแท้จริง เพราะถ้าเกิดเราเร่งทําแล้วเกิดความเสียหายจะทําให้โครงการนี้ก้าวไปข้างหน้าไม่ได้
ประเด็นที่ ๒ ก็คือมีหลายท่านกังวลใจว่าเราตั้งกองทุนจะเป็นการดูดกําไร ออกจากเงินของประชาชน ผมอยากเรียนนะครับว่ากองทุนแห่งนี้ไม่ได้ดูดกําไรจากมือ ของประชาชนเลยครับ ประชาชนก็ทําธุรกรรม แล้วส่วนที่เป็นของเขาก็อยู่ที่เขาทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทุกบาททุกสตางค์ ไม่เกี่ยวข้องกับกองทุนที่จะตั้งขึ้นมา กองทุนที่ตั้งขึ้นมา จะเป็นผลกําไรจากตัวของ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินที่ไปช่วยเขา ยกตัวอย่างนะครับว่า เราเห็นเขาอยากจะโอนเงิน อยากเห็นเขาจ่ายสาธารณูปโภคได้ก็ทําระบบให้ ทําพวกนั้นจะมี ๓-๔ บาทต่อทรานแซกชัน (Transaction) อย่างที่เรากดเอทีเอ็ม (ATM) ก็จะมี ๓-๔ บาท ใช่ไหมครับ เงินเหล่านั้นพอมีคนใช้เป็น ๑๗ ล้านคน ๒๐ ล้านคนเป็นเงินจํานวนมาก ก็จะมีเงินกําไรที่เกิดขึ้น ถ้าเราไม่ตั้งกองทุนเงินเหล่านั้นก็จะเข้า ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน แล้วก็ออกจากหมู่บ้านทั้งหมดไป ไม่เกี่ยวกับเขาเลย เราก็เลยตั้งใจว่าเงินส่วนนั้น เป็นเงินนอกเหนือจากเงินที่ประชาชนได้อยู่แล้ว ก็อยากให้ผันกลับมาเป็นกําลังสําคัญ ในการสนับสนุน เช่น เอาโครงข่ายจากที่ภาคเหนือไปดูที่จะนะบ้าง ไปดูที่พระอาจารย์สุบินบ้าง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แล้วหลังจากนั้นก็จะเกิดความเข้มแข็งขึ้นโดยที่ไม่ต้องพึ่งพา งบประมาณภาครัฐ อันนี้ก็เป็นความตั้งใจแต่ต้นนะครับ เสร็จแล้วอย่างที่ท่านสมชัย ได้เรียนครับ ไม่อยากให้เอากฎหมายมาครอบในสิ่งที่ดีอยู่แล้ว อันนี้ผมอยากจะ เรียนเสริมอีกนิดหนึ่งนะครับว่าสิ่งที่เราตั้งใจทําจะเป็นเลเยอร์ (Layer) ตรงกลาง ข้างล่างมี ๘๐,๐๐๐ กองทุนหมู่บ้าน ๓๐,๐๐๐ กลุ่มออมทรัพย์ ๑๑๐,๐๐๐ แห่งรวมกันแล้ว ตรงนี้เราไม่ได้ไปบังคับหรือเปลี่ยนแปลงเขา เพียงแต่เราบอกว่าคนไหนที่พร้อม พื้นที่ที่พร้อม เราจะจัดตัวหนึ่งที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างสถาบันการเงินในกรุงเทพฯ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ลงไปถึงโครงข่ายการเงินระดับหมู่บ้านต่าง ๆ ซึ่งเลเยอร์ (Layer) นั้นเป็นเลเยอร์ (Layer) ที่เรียกว่าโครงข่ายการเงินฐานราก ๗,๐๐๐ แห่ง ซึ่งตรงจุดนี้กฎหมายจะอยู่แค่ถึงระดับนี้ เท่านั้น คนที่อยู่ข้างล่างไม่ว่าจะผ่านกรมการพัฒนาชุมชน พอช. สหกรณ์ หรือใครต่าง ๆ ที่ไปส่งเสริมอยู่แล้วยังสามารถทําได้ครับ อย่าคิดว่าคนเหล่านั้นคือคนอินคูเบต (Incubated) ทําให้กองทุนเหล่านี้เข้มแข็งขึ้นมา แล้วพอเขาโตถึงระดับหนึ่งต้องการที่จะเข้าสู่โครงข่าย อีกระดับหนึ่ง ก็จะเข้าสู่กฎหมายฉบับนี้แล้วได้ความเป็นนิติบุคคล ผมเลยคิดว่าเป็นการเอา ๒ อย่างอยู่รวมกันแล้วทําให้เกิดความเข้มแข็งอย่างแท้จริง ขอเรียนนะครับว่า ในปัจจุบันเราเริ่มเห็นว่ามีกองทุนหลายแห่งเริ่มมีปัญหา แต่เราไม่มีทางยกระดับ ๑๐๐,๐๐๐ แห่งพร้อม ๆ กันได้ เราก็เลยตั้งใจจะทําเลเยอร์ (Layer) ตรงกลางเป็นคนที่มี ความเข้มแข็งแล้วก็จะไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงดูแลแต่ละคนในหมู่บ้าน ในตําบลของตนเองขึ้นมา อีกระยะหนึ่งครับ
ท่านวันชัยได้พูดถึงมาตรา ๗ (๗) ครับว่าไฟแนนเชียล อินคลูชัน (Financial inclusion) มีเรื่องของธนาคารพาณิชย์ มีเรื่องของนอนแบงก์ (Non-bank) พวกอิออน ตรงนี้ ผมอยากเรียนนิดหนึ่งครับ มาตรานี้เขียนเพราะลักษณะนี้ครับ การให้บริการทางการเงิน แก่ประชาชนโดยทั่วไปมีอยู่ ๔ ส่วน ส่วนที่เราพูดกันเยอะในวันนี้ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของ พ.ร.บ. ก็คือการให้การเงินผ่านองค์กรของชุมชนเอง อันนี้ประชาชนทําด้วยมือตัวเอง ให้บริการด้วยกันเอง แต่เราเคยเห็นตัวอย่างจากต่างประเทศอีก ๓ แบบที่มาช่วยได้ แล้วเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันนะครับ ระหว่างที่ประชาชนช่วยตัวเองไปจะมีอีกแบบหนึ่ง เขาเรียกว่าเป็นโมบายเพย์เมนต์ (Mobile payment) ต่าง ๆ อันนี้เป็นโซลูชัน (Solution) ที่ในแอฟริกาเอง ในประเทศฟิลิปปินส์ ในประเทศต่าง ๆ กําลังใช้ ก็คือทําให้ประชาชนทั่วไป สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าถึงระบบการเงินได้ โอนเงิน ถอนเงินต่าง ๆ ต่อไปนี้ไม่ต้องไปแบงก์แล้วครับ แล้วใช้ตัวโมบาย (Mobile) ทําได้ ซึ่งตรงนี้เราก็อยากเห็นว่า กรรมการชุดนี้ก็ควรที่จะคิดถึงเรื่องนี้ด้วย แล้วก็เอาไปเชื่อมกับตัวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกอันหนึ่งก็คือตัวของธนาคารพาณิชย์บางแห่ง บางกลุ่มก็อยากจะไปช่วยสนับสนุน ผ่านซีเอสอาร์ (CSR) หรือผ่านความรู้สึกที่อยากจะช่วยสังคม อันนี้ก็สามารถทําได้ อย่างขณะนี้ศรีสวัสดิ์เงินติดล้อเป็นตัวอย่างที่ดีที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) กําลังทําอยู่ ทําให้คนหลาย ๆ คนเข้าถึงแหล่งการกู้ยืมได้ แล้วส่วนสุดท้ายก็คือ พวกนอนแบงก์ (Non-bank) พวกนี้ก็มีเช่นเดียวกัน เราเห็นพวกไมโครไฟแนนซ์ (Micro finance) หรือพวกนอนแบงก์ (Non-bank) ไปช่วยเหลือ เราก็เลยเขียนมาตรา ๗ (๗) ให้ครอบคลุมถึงอํานาจทั้ง ๔ ด้านที่กรรมการจะได้คิดเป็นแผนเดียวกันเลยว่า เราไม่ได้ช่วยประชาชนผ่านแค่สถาบันการเงินชุมชนเท่านั้น แต่เราให้ตัวของกรรมการช่วยคิดว่า องค์ประกอบอื่น ๆ จะมาช่วยเสริมได้อย่างไร แล้วในระยะยาวนี่จะมีความสําคัญเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีครับ
ท่านเลิศรัตน์ได้พูดถึงเรื่องของมาตราต่าง ๆ ผมก็จะรับไปนะครับ เป็นข้อคิดเห็นที่ดีมาก รวมถึงอายุ เรื่องของแผน ๑๖ ปี แผน ๔ ปีประกอบกัน อันนี้ ก็จะรับไปประกอบเอาไว้
ท่านดุสิตได้พูดถึงเรื่องของปรับปรุงมาตรา ๔ หมวดสมาชิก ซึ่งเป็น หมวดที่สําคัญ แล้วทําให้อ่านง่าย ๆ แล้วประชาชนรู้ว่าได้อะไรทางเราก็จะเอาไปปรับปรุง รวมถึงอํานาจในการแต่งตั้งอนุกรรมการ
เสร็จแล้วท่านกษิดิ์เดชธนทัตเมื่อสักครู่ได้ตอบไปแล้ว
ท่านสุวิระครับ ท่านบอกว่าอยากให้มีการตรวจสอบ มีการลงโทษ อันนี้เราก็จะไปดูนะครับว่าจะสามารถเขียนลงไปได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร แต่ที่สําคัญครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าเราตั้งใจให้กฎหมายฉบับนี้อ่อนตัวพอสมควร นี่คือสิ่งที่ประชาชน สร้างขึ้นด้วยมือของตัวเอง เกิดขึ้นด้วยน้ําพักน้ําแรงของประชาชนโดยที่เราไม่ได้เข้าไป เกี่ยวข้องแต่ต้น แล้วมันมีชีวิตของมัน เราก็ไม่อยากเอากฎหมายที่แข็ง ๆ ไปจับจนกระทั่ง มันเสียฟอร์ม (Form) หรือเสียรูปต่าง ๆ อันนี้ก็เลยเป็นความตั้งใจนะครับว่าเราอยากจะ เขียนกฎหมายที่จะเป็นเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ก็คือให้อํานาจเขา ให้เขาสามารถมีความเป็นนิติบุคคลได้ แล้วให้สิ่งต่าง ๆ เขาตัดสินใจด้วยตัวเขาเอง แล้วเขาสามารถงอกเงย แต่รัฐบาลเป็นคนซัพพอร์ต (Support) แล้วปลดล็อกต่าง ๆ ที่เขามีปัญหาขณะนี้ออกไป แล้วก็ทําให้เกิดความเข้มแข็งระยะยาวเกิดขึ้นให้ได้ อันนี้เป็น สิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็คิดนะครับว่าเราคงไม่ไปทําให้เขามีความลําบาก มากกว่าจําเป็น แต่เราจะนําข้อเสนอของท่านสุวิระไปพิจารณาดูว่าตรงไหนจะเพิ่มได้ดีขึ้นนะครับ
ท่านเสรีท่านพูดถึงว่าเป็นการเข้าถึงแหล่งเงิน แล้วก็เป็นแหล่งทุน ผมอยากจะ เรียนนิดหนึ่งนะครับ ผมมองโครงการนี้ว่าอย่างไร ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ดีคือทําให้ประชาชน เข้าถึงทุน แต่สิ่งที่ดีที่สุดยิ่งกว่านั้นก็คือประชาชนเป็นเจ้าของแหล่งทุนร่วมกัน นี่คือหัวใจเลย ต่อไปนี้ประชาชนจะเป็นเจ้าของแบงก์เล็ก ๆ ในตําบลของตนเอง แล้วการเป็นเจ้าของ แบงก์เล็ก ๆ หมายความว่ากําไรที่เคยไหลออกจากชุมชนจะอยู่ในชุมชน แล้วหลังจากนั้น กําไรที่อยู่ในชุมชนก็จะสามารถกลับมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนเองได้โดยที่ไม่ต้อง ไปพึ่งเงินนอกระบบเหมือนสมัยก่อน แล้วการเป็นเจ้าของแหล่งทุนนี่มีนัยอย่างยิ่ง ในการเริ่มต้นของความเข้มแข็งของชุมชนต่าง ๆ
เสร็จแล้วท่านวิทยาได้พูดถึงตัวโครงสร้างของคณะกรรมการว่ามีตัวแทน ประชาชนแค่ ๕ คน อาจจะเป็นข้าราชการมากเกินไป อันนี้เดี๋ยวเราจะลองไปพิจารณาดู ว่าจะทําอย่างไรให้มีสัดส่วนของประชาชนได้มากขึ้น แล้วขณะเดียวกันก็อย่างที่บอก กฎหมายเราไม่ตั้งใจสร้างภาระ ไม่ต้องการให้เกิดภาระมากขึ้นจนกระทั่งเขามีปัญหา
สําหรับท่านกิตติท่านได้พูดถึงว่าอยากให้คิดถึงบางพื้นที่ด้วย ตอน สปช. มีท่านหนึ่งพูดเช่นกันครับว่าให้คิดถึงกองทุนซะกาตด้วย เราก็ตั้งใจเช่นกันว่าส่วนนี้ก็สามารถ ทําได้ ยกตัวอย่างเช่นในจังหวัดภาคใต้ถ้าเกิดจะมีสถาบันการเงินชุมชนที่เป็นหลักศาสนา ของอิสลามนี่ก็สามารถจัดตั้งได้ เพราะว่าเขาจะลิงก์ (Link) ดูแลของตัวเอง การกู้ยืมต่าง ๆ ก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของตัวเอง เพียงแต่ลิงก์ (Link) มาถึง ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ที่จะให้การสนับสนุนเรื่องของโครงข่ายต่าง ๆ เท่านั้น ในส่วนตัวเขาก็ยังสามารถทําตาม หลักศาสนาได้ ซึ่งผมคิดว่าเราได้เอื้อตรงนี้ไว้
ท่านสุรินทร์ก็ได้พูดไปแล้วเรื่องของโครงสร้างกรรมการนะครับ ส่วนเรื่องของ ตัวเจ้าหน้าที่เราจะพยายามทําให้มินิมัล (Minimal) ที่สุด เราเห็นตรงกันครับว่าการตั้งโครงข่าย ขึ้นมาใหม่ก็ต้องมีคนดูแล แต่เนื่องจากว่าเรากังวลใจเรื่องภาระต่อภาครัฐ เราก็เลยคิดว่างานนี้เป็นงานที่ทาง สศค. หรือสํานักงานเศรษฐกิจการคลังดูแลอยู่แล้ว มีเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว แล้วก็เป็นงานที่ทําอยู่แล้ว อันนี้เป็นเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ให้กับทาง สศค. เราก็คิดว่าน่าจะประหยัด เจ้าหน้าที่ที่จะต้องเพิ่มเติมขึ้นมาได้ถึงระดับหนึ่ง
ส่วนท่านวรวิทย์ท่านก็ได้พูดถึงเรื่องของการเป็นลูกข่ายตามสภาพ เราก็ได้ชี้แจงไปแล้วครับว่าตั้งใจอย่างนั้นจริง ๆ รัฐตั้งใจให้กฎหมายไม่แข็งเกินไป ส่วนเรื่อง ของเสียภาษี ไม่เสียภาษี เราได้ปรึกษากรมสรรพากรตอนทํากฎหมายฉบับนี้ครับ กรมสรรพากรได้บอกว่าอยากจะขอว่าอันนี้ไปคุยหลังจากจัดตั้งขึ้นมา แต่ขอคิดนิดหนึ่งว่า สหกรณ์กับโครงข่ายการเงินฐานรากมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เราก็อยากจะขอสิทธิประโยชน์ ต่าง ๆ ให้ในภายหลัง ก็คงเป็นการไปหารือกับทางกรมสรรพากรแล้วทางกรมสรรพากร ก็ชี้แจงบอกว่าไม่อยากให้อยู่ในตัว พ.ร.บ.
สุดท้ายก็คือว่าท่านกษิตครับ ท่านบอกว่าอยากให้ลองพิจารณาว่าจะใช้ ตัวของ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน กองทุนของรัฐต่าง ๆ มาใช้ได้หรือไม่ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ นิดหนึ่งว่าปัญหาที่เราพบในต่างจังหวัดไม่ใช่ว่าธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ไม่อยากช่วย เขาช่วยเต็มที่ แต่ปัญหาเกิดจากฟิสิคัล (Physical) ก็คือเกิดจากสภาพว่าต้องเดินทางไกล และมีภาระในการใช้จ่ายทําให้คนจนที่มีเงินอยู่นิด ๆ หน่อย ๆ จะฝาก ๑๐ บาท ๒๐ บาท เขาไม่อยากทํากองทุนสถาบันการเงินชุมชนที่เป็นสถาบันการเงินชุมชนที่จะตั้งขึ้นมา คือคําตอบ แล้วสถาบันการเงินชุมชนก็จะเป็นแขนขาของ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินที่จะช่วย แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเหล่านี้แล้วก็ไม่ได้ตั้งกองทุนใหม่ในส่วนนี้เป็นสิ่งที่ ตัวของประชาชนทําอยู่แล้วเพียงแต่เราไปเอ็มเพาเวอร์ (Empower) เขาให้เขาสามารถ พึ่งตนเองได้ดีขึ้น
ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเราจะนําข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้เสนอแนะ ซึ่งดีอย่างยิ่งเลยไปปรับปรุงให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ที่ช่วยประชาชนแล้วก็เป็นประโยชน์ กับเขาอย่างที่สุด แล้วผมคิดว่าก็จะนําไปสู่การลดความเหลื่อมล้ํา อยากจะให้คุณหมอชูชัย พูดว่าไม่ใช่เป็นการลดความเหลื่อมล้ําเฉพาะด้านการเงินอย่างเดียว แต่เป็นการลดความเหลื่อมล้ํา ทั้งโอกาส สิทธิ อํานาจ ศักดิ์ศรี และผมคิดว่าอันนี้จะเป็นผลงานที่เราทุกคนภูมิใจครับ เพราะ ๑๐ ปีให้หลังประเทศไทยจะเปลี่ยนด้วยกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับ