ชูชัย ศุภวงศ์ หารือเรื่องการปฏิรูประบบเศรษฐกิจฐานราก โดยชื่นชมชุมชนบางแห่งที่สามารถพึ่งตนเองและพึ่งกันเองได้ และเรียกร้องการปฏิรูปในด้านการเข้าถึงสถาบันการเงิน การกระจายอำนาจ และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ รายได้ โอกาส สิทธิ อำนาจ และศักดิ์ศรี
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่งนะครับ ทั้งท่านประธานสถิตย์ ท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ แล้วก็อาจารย์ดอกเตอร์กอบศักดิ์ ภูตระกูล โดยเฉพาะ ๒ ท่านหลังได้ทําเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัย เป็น สปช. นะครับ สปช. ก็มุ่งมั่นที่จะลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมในสังคม สปท. ก็มารับลูกต่อเพื่อจะขับเคลื่อนให้ปรากฏเป็นจริง ผมคิดว่าวันนี้สิ่งที่ท่านได้นําเสนอนั้น เป็นการปฏิรูประบบเศรษฐกิจฐานรากครั้งสําคัญที่สุดในประเทศนี้ เพราะว่าก่อนหน้านั้น ไม่เคยเห็นครับ เห็นแต่การดูดเงินจากชนบท จากชุมชน จากผู้คนที่อยู่หัวไร่ปลายนา จากทั้ง ธนาคารพาณิชย์ แล้วก็ร้านสะดวกซื้อ ทุกวันนี้ก็ยังดูดไม่หยุดนะครับ เมื่อประมาณกว่า ๒๐ ปีที่แล้วผมไปดูงานตามชุมชนต่าง ๆ โดยเฉพาะชุมชนที่ได้ชื่อว่าเข้มแข็ง ได้ชื่อว่า พึ่งตนเองได้ เช่น ไปดูงานที่ท่านพระอาจารย์สุบิน ปณีโต ที่วัดไผ่ล้อม ที่จังหวัดตราด ท่านจัดทํากองทุนสัจจะออมทรัพย์ ไปดูงานที่ครูชบ ยอดแก้ว ที่จังหวัดสงขลา ที่ออมเงินวันละ ๑ บาท ก็รู้สึกเคารพแล้วก็ชื่นชมผู้นําและแกนนําชุมชนเหล่านั้นนะครับ มีอีกหลายแห่งที่ไป แต่ไม่มีเวลาที่จะเอ่ย แล้วก็เห็นว่าชุมชนเหล่านั้นสามารถที่จะพึ่งตนเองได้ สามารถพึ่งกันเองได้ แล้วพึ่งกันและกันได้ แต่ว่าทุกครั้งที่ไปดูงานผมเห็นว่าไม่เพียงเฉพาะเรื่องการพึ่งกันได้ ทางเศรษฐกิจครับ แต่ว่าชุมชนเหล่านั้นก็จะมีจริยธรรม มีศีลธรรม มีวินัยที่ต่างจากชุมชนอื่น ๆ ทั่วไป เพราะว่ากระบวนการที่กล่าวมาแล้วเป็นกระบวนการที่สร้างความสัมพันธ์เชิงแนวราบ ที่ทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง แต่ผมมักจะมีคําถามอยู่ ๓ คําถามเสมอว่าแล้วต่อไปอย่างไร
คําถามที่ ๑ ผมจะสงสัยอยู่ตลอดว่ากองทุนต่าง ๆ เหล่านี้พัฒนาต่อไป ในภายภาคหน้าหลังจากที่ผมไปดูงานมาแล้ว ๑๐ ปี ๒๐ ปีจะไปอย่างไรต่อ ก็ไม่รู้จะไป อย่างไรต่อนะครับ ซึ่งในต่างประเทศเท่าที่ความรู้อันจํากัดผมจะได้รับทราบก็คือเขาสามารถ ที่จะพัฒนาเป็นสถาบันการเงินระดับชาติที่ไม่ใช่แบบธนาคารพาณิชย์ เพราะว่าเงินจากชุมชน ก็จะหมุนเวียนแล้วก็ไปเกื้อกูล อุดหนุน ช่วยเหลือสวัสดิการชุมชนต่าง ๆ หมุนเวียนกันไป เช่นนี้นะครับ
คําถามข้อที่ ๒ ผมมักจะตั้งคําถามว่าแล้วหมู่บ้านตําบลอื่น ๆ ล่ะ ชุมชนอื่น ๆ ล่ะ ที่ไม่มีผู้นําอย่างท่านพระอาจารย์สุบิน ครูชบ หรือใครต่าง ๆ จะทําอย่างไร
คําถามข้อที่ ๓ ผมสงสัยอยู่ตลอดนะครับว่าคนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมไทยจะมี สถาบันการเงินเป็นของตัวเอง ลองสังเกตดูสิครับ ท่านเพื่อนสมาชิกอยู่ในห้องนี้มีสถาบัน การเงินให้กู้ให้เข้าถึงเยอะแยะเลย แต่ว่าผู้คนในชนบท ผู้คนในชุมชน ผู้คนที่อยู่หัวไร่ปลายนา ไม่มีสถาบันการเงินเป็นของตัวเองครับ แล้วตัวเลขของท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ก็ยืนยัน ข้อนี้เป็นอย่างดี ผมคิดว่าตรงนี้เป็นหัวใจสําคัญนะครับ เราเรียกร้องชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง บอกว่าคือคําตอบ แต่เราไม่ได้มาดูว่าปัจจัยสําคัญที่ทําให้ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็งอยู่ที่ สถาบันการเงินของชุมชนนั้น ๆ แล้วคนทุกกลุ่มจะต้องมีสถาบันการเงินเป็นของตัวเองที่เขา สามารถเข้าถึงได้ วันนี้ท่านทั้งสามนะครับ ท่านสถิตย์ ท่านอาจารย์สมชัย ดอกเตอร์กอบศักดิ์ สามารถที่จะตอบคําถามที่อยู่ในใจของผมได้จนสิ้นสงสัยครับ ผมจึงต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมาก และผมอยากจะเรียนว่าไม่เพียงแต่การนําเสนอรูปธรรม ๓ ตัวอย่างที่ดอกเตอร์กอบศักดิ์ ได้นําเสนอนะครับ แต่ว่ายังชี้ให้เห็นถึงกระบวนการดําเนินงานของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ผ่าน ความเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ แล้วก็นํามาสู่ สปท. ชุดของท่านประธานสถิตย์นี่นะครับ แล้วก็ สามารถที่จะชี้แจงตอบคําถามตรงนั้นได้อย่างชัดเจน ทําให้เราเห็นอนาคตอยู่เบื้องหน้านะครับว่า ใน ๑๐ ปีข้างหน้าไม่เพียงแต่เราจะเห็นธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. สามารถที่จะเชื่อมโยงกับ สถาบันการเงินชุมชน ๗,๐๐๐ แห่งที่เข้มแข็ง ที่ได้มาตรฐาน เรายังเห็นอนาคตว่าเงินออม ที่จะหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศเกือบแสนล้านบาทนี่ครับ เราสามารถเห็นเงินกู้ ๑๕๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะหมุนเวียน แล้วผู้คนที่อยู่ฐานล่างเกือบ ๒๐ ล้านคน คือ ๑๗.๕ ล้านคนสามารถที่จะเข้าถึงสถาบันการเงินของพวกเขา อันนี้คือความหวัง อันนี้คือ อนาคตนะครับ แล้วมีการพูดถึงสวัสดิการของชุมชน ผมอยากจะเรียนเสริมดอกเตอร์กอบศักดิ์ ว่าใน ๑๐ ปีข้างหน้าคือปี ๒๕๖๘ เราจะมีผู้สูงอายุ ๑๔.๔ ล้านคน แล้วส่วนใหญ่อยู่ใน ชนบทครับ แล้วรูปธรรมที่ดอกเตอร์กอบศักดิ์เสนอว่าเงินเหล่านี้จะมาช่วยเหลืออุ้มชูผู้สูงอายุ ในแง่ของสวัสดิการชุมชนได้อย่างไร เพราะว่าในหลายประเทศใช้รัฐสวัสดิการมันไปไม่ไหว ไปไม่รอดนะครับ อันนี้เห็นอนาคตว่า เมืองไทยสามารถที่จะอยู่ได้แม้ว่าใน ๑๐ ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุและเป็นสังคมผู้สูงอายุก็ตาม คน ๕ คนที่เดินมาท่านก็จะพบว่า ๑ ในนั้นคือผู้สูงอายุ ซึ่งรวมทั้งผมและท่านสมาชิกในห้องนี้ ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนในช่วงสุดท้ายนี้นะครับว่าเรื่องความเหลื่อมล้ํา ที่คณะกรรมาธิการได้พูดจะเน้นเรื่องความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ําทางรายได้ แต่ผมอยากจะเรียนว่าความเหลื่อมล้ําจริง ๆ แล้วมีอยู่ทั้งหมด ๕ ด้านด้วยกัน แล้วสิ่งที่ท่าน เสนอมานี่เป็นเครื่องมือที่จะลดความเหลื่อมล้ําทั้ง ๕ ด้านนะครับ ไม่เพียงเฉพาะด้านเศรษฐกิจ หรือรายได้เท่านั้น เราจะมีความเหลื่อมล้ําไม่เพียงแต่เรื่องรายได้ เรายังมีความเหลื่อมล้ํา ในเรื่องโอกาส เรามีความเหลื่อมล้ําในเรื่องสิทธิ เรามีความเหลื่อมล้ําในเรื่องอํานาจ และเรา มีความเหลื่อมล้ําในเรื่องของศักดิ์ศรี ท่านลองสังเกตดูสิครับว่าเรามีความชัดเจนรูปธรรมมาก ในเรื่องของการเข้าถึงสถาบันการเงิน แล้วก็ลดความเหลื่อมล้ําทางรายได้ แต่ว่าเครื่องมือนี้ ได้สร้างโอกาสในการเข้าถึงสถาบันการเงินของชุมชนทั้งระบบนะครับ ไม่ต้องอาศัยแบงก์ ไม่ต้องอาศัยเงินกู้นอกระบบอีกต่อไป อันนี้เป็นโอกาสของคนในชนบท ถ้ามองดูเรื่องสิทธิ สิทธิของคนหัวไร่ปลายนาสามารถเข้าถึงบริการการเงินได้นะครับ แต่ก่อนนี้ปัจจุบันนี้ก็ยัง เข้าถึงไม่ได้ การเข้าถึงสถาบันการเงินของชุมชนจะเป็นปัจจัยสําคัญที่จะนําให้สู่ชุมชน เข้มแข็ง และชุมชนเข้มแข็งซึ่งเราถวิลหาและโหยหามากจะนําไปสู่การกระจายอํานาจไปสู่ ท้องถิ่นที่มีความปลอดภัยครับ เพราะชุมชนเข้มแข็งเสียแล้วประชาธิปไตยก็ยั่งยืน การกระจาย อํานาจก็ปลอดภัย และสามารถที่จะดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ามาดูเรื่องของอํานาจ การเข้าถึงแหล่งทุนของชุมชน ชุมชนไม่ต้องพึ่ง มีอํานาจมากพอที่ไม่ต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นระบบที่สร้างความบอบช้ําให้กับระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก เราพูดถึงอํานาจ ของความดีที่สามารถนํามากู้เงินได้ในสถาบันการเงิน อันนี้เป็นมิติใหม่เลยครับ ซึ่งเป็นมิติที่ สร้างคุณธรรมจริยธรรมอย่างยิ่งสําหรับชุมชนและความสัมพันธ์ในแนวราบ ในประเด็นสุดท้าย เรื่องศักดิ์ศรี ถ้าท่านคิดไม่ออกก็ให้นึกถึงบัตรสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยครับ รวมทั้งที่เปลี่ยน มาเป็นบัตรทอง บัตรสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยบางทีเพื่อนแพทย์หรือพยาบาลบางท่านไม่พอใจ บอกว่ามีบัตรสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยอยู่แล้วทําไมจะต้องประกันสุขภาพถ้วนหน้า มันต่างกัน มากครับท่านประธานและเพื่อนสมาชิก คุณลุง คุณป้า คุณย่า คุณยาย คุณตา เวลาไปถือ บัตรสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ผมอยู่โรงพยาบาลชุมชนนานครับ ๑๐ กว่าปี ทราบดีว่า ถ้าไม่ลําบากจริง ๆ เขาไม่ไปโรงพยาบาลนะครับ แต่ว่าปัจจุบันเขามีบัตรทอง ศักดิ์ศรีความสัมพันธ์ จากเดิมต้องพึ่งพา ต้องนั่งยอง ๆ นะครับ แล้วก็ยกมือท่วมหัวต่อคุณหมอกับคุณพยาบาล แต่ว่าตอนนี้เขาปรับความสัมพันธ์ใหม่ เพราะว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เขาพึงจะได้รับคือบัตรทอง เขาก็มีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับคนในประเทศนี้ทั่ว ๆ ไปนะครับ ผมคิดว่าเครื่องมือที่นําเสนอนั้น สามารถลดความเหลื่อมล้ําทั้ง ๕ ด้านด้วยกันครับ และอยากจะเรียนท่านประธานและเพื่อน สมาชิกว่าวันนี้ละครับผมคิดว่าเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมที่สุดของ สปท. รูปธรรมในการที่มี เครื่องมือในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และเป็นการปฏิรูปเรื่องสําคัญ คือการปฏิรูป ระบบเศรษฐกิจฐานรากของสังคม ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการไว้โอกาสนี้อีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ