เบญจวรรณ สร่างนิทร์ หารือปัญหาโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่มีความซ้ำซ้อน ขาดการแยกบทบาทระหว่างผู้กำกับดูแลกับผู้ปฏิบัติ และการกระจายนโยบายที่ไม่สอดคล้อง โดยเสนอให้ทบทวนการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคที่ขยายตัวมากเกินจำเป็น พร้อมเรียกร้องการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับหลักกระจายอำนาจ กฎหมาย และมติ ครม. โดยเน้นการจัดกลุ่มจังหวัดให้เหมาะสม การแยกงานวิชาการกับงานปฏิบัติการ และการเสริมบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและงบประมาณอย่างคุ้มค่า
เรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ค่ะ สิ่งที่จะนำเรียนในครั้งนี้ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินก็คือความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้าง ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น จุดประเด็นที่โฟกัสลงไปก็คือการทบทวนการจัดตั้ง หน่วยงานส่วนกลางที่ไปปฏิบัติงานอยู่ในภูมิภาคนะคะ ก็อยากจะให้เห็นภาพตั้งแต่ เรื่อง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเปึนกฎหมายที่สำคัญก็กำหนดเรื่องการจัด ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินไว้ว่าประเทศเรามีทั้งบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่น ดูข้อมูลในปัจจุบันตั้งแต่พระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ บ้านเราหรือประเทศไทยขณะนี้ก็มีกระทรวงทั้งหมด ๒๐ กระทรวง ระดับกรม ที่มีการจัดตั้งเมื่อป้ ๒๕๔๕ ปรากฏว่า ณ ขณะนี้เพิ่มอีก ๗ หน่วยงาน ก็คือ ๗ กรม เปึ้น ๑๖๑ กรม ใต้กรมลงไปก็คือระดับกองกับสำนัก เพิ่มอีก ๒๒๐ หน่วยงาน ตอนนี้มี ๑,๔๓๑ หน่วยงาน โดยเปึ้นราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ ราชการบริหาร ส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่แยกเปึน ๒ ส่วน ส่วนที่ปรากฏในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ๒,๘๕๑ หน่วยงาน ส่วนที่ไม่ปรากฏนั้น ๒,๙๑๓ หน่วยงาน ในขณะที่ราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคนั้นมีเพียง ๒,๓๓๗ หน่วยงานเท่านั้น
สภาพปัญหา ดิฉันก็คิดว่าเรื่องสภาพปัญหาเราก็รับทราบกันทั่วไปนะคะว่า ระบบราชการของเรานั้นบทบาททั้งการเปึนเรกูเลเตอร์ (Regulator) กับโอเปอเรเตอร์ (Operator) ยังสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ไม่ได้มีการจัดแยกบทบาทว่าเรกูเลเตอร์ (Regulator) กับโอเปอเรเตอร์ (Operator) ควรจะแยกกันนะคะ บทบาทในเรื่องกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน งบประมาณค่าใช้จ่ายที่แผนชาติเคยกำหนดไว้ว่าไม่ควร เกิน ๔๐ ตอนนี้่เกิน ๔๐ ไปแล้้วนะคะ ระบบราชการไม่ได้รับความเชื่อมั่นเนื่องจากประเด็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชันรวมศูนย์ไว้ที่ ส่วนกลางมากเกินไป การบริหารงานในลักษณะแผนยุทธศาสตร์เชิงรุก ขาดการบูรณาการ ในเชิงพื้นที่ การถ่ายโอนภารกิจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เปึนไปตามแผนกระจาย อํานาจ ดูในเรื่องนโยบายทิศทางของรัฐบาล นโยบายของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ก็พูดถึงเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินไว้ว่าจะต้องปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ ในด้านองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาคและท้องถิ่น ทบทวน การจัดโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อนหรือลักลั่นกัน ในกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอีกนะคะ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะลงประชามติ มาตรา ๒๕๘ ก็พูดถึงเรื่อง การทบทวนโครงสร้างภาครัฐ ใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งเปึนกฎหมายหลัก ก็มีการกำหนดหลักการไว้ แล้วที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๒๑ นะคะ ในกรอบ ความคิดของการจัดโครงสร้างระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นในหลักสากล ที่เราศึกษามามันก็มีทั้ง ๒ รูปแบบ รูปแบบแรกก็คือ แองโกลแซ็กซอน ซิสเต็ม (Anglo-Saxon System) ก็คือจากส่วนกลางไปท้องถิ่นเลยไม่มีภูมิภาค แต่ถ้าเปึนคอนติเน้นทัลซิสเต็ม (Continental System) รูปแบบแรกมีประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศ ออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ์น และประเทศเกาหลี แต่ถ้ารูปแบบที่ ๒ มีทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นก็มีประเทศฝรั่งเศส ประเทศสวีเดน ประเทศอิตาลี ประเทศสเป็น แล้วก็ประเทศไทย ในเรื่องนี้ในเรื่องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ก็มีการศึกษากันมาตั้งแต่สภาปฏิรูปแห่งชาตินะคะ เราก็หยิบ ฐานของเรื่องที่ สปช. ได้ศึกษามา แล้วก็วางกรอบไว้ว่าราชการบริหารส่วนกลางนั้นควรจะ เปึ้นลักษณะไหนอย่างไร ราชการบริหารส่วนกลางควรจะเปึนเรื่องเกี่ยวกับการกำหนด ยุทธศาสตร์และเปัาหมายการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาตินะคะ กำกับประเมินผล แล้วก็ควบคุมกำกับเปึ้นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ในเรื่องกฎระเบียบและมาตรฐานต่าง ๆ หรือถ้าจะเปึนการปฏิบัติภารกิจจะต้องเปึนภารกิจทางด้านการปัองกันประเทศ ความมั่นคง การต่างประเทศ การยุติธรรม การเงินการคลัง การคมนาคมของประเทศ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรืองานวิชาการต่าง ๆ นี่คือหลัก ของที่ได้กําหนดกรอบไว้สําหรับการจะเปึนราชการบริหารส่วนกลาง อย่างไรก็ตามนะคะ มีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๐ ได้กำหนดกรอบของการให้มีราชการบริหาร ส่วนกลางในภูมิภาคกับราชการบริหารส่วนภูมิภาคไว้ดังนี้นะคะ
กรณีที่เปึนราชการบริหารส่วนกลางนั้นจะต้องเปึนงานวิชาการ วิจัย พัฒนา และบริการ เปึนงานเกี่ยวกับการปัองกันประเทศและความมั่นคงแห่งรัฐ งานที่ครอบคลุม พื้นที่หลายจังหวัดไม่ยึดโยงกับเขตการปกครอง เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำ เขตอุทยานแห่งชาติ เปึนต้น หรือมีกฎหมายกำหนดไว้เปึนการเฉพาะ ส่วนราชการบริหารส่วนภูมิภาคนั้นจะต้องนำ ภารกิจของรัฐและนโยบายของรัฐไปปฏิบัติ รักษาและบังคับใช้กฎหมายให้เกิด ความเรียบร้อยและเปึ้นธรรมในสังคม คุ้มครองปัองกันและช่วยเหลือประชาชน บริการภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงอย่างเสมอหน้ารวดเร็วและมีคุณภาพ รวมทั้งส่งเสริม อุดหนุนและสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวเลขในหน้าถัดไปนะคะ ก็จะเปึนตัวเลข ที่นำเรียนท่านเมื่อกี้ว่าเรามีการเก็บข้อมูลทั้งหมดในภาพรวมของประเทศว่าเรามีส่วนกลาง ในภูมิภาคจำนวนที่ปรากฏในกฎกระทรวง ๒,๘๕๑ หน่วยงาน แล้วก็ที่ไม่ปรากฏ ในกฎกระทรวง ๒,๙๑๓ หน่วยงาน ส่วนราชการบริหารส่วนภูมิภาค ถ้าเปึนแค่ระดับจังหวัด ก็คือ ๒,๓๓๗ หน่วยงาน ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็คือเปึนอำเภอ จากภาพที่เปึนอยู่ ณ ขณะนี้ มันสะท้อนปัญหาในเรื่องการจัดตั้งราชการบริหารส่วนภูมิภาคอย่างไรนะคะ ท่านก็คง จะเห็นตัวเลขแล้ว ถามว่าในเรื่องราชการบริหารส่วนภูมิภาคนั้น ส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๔ ด้วยนะครับ ก็ได้กำหนดไว้ว่า แต่ละส่วนราชการนั้นสามารถจัดตั้งหน่วยงานในพื้นที่ได้ อาจจะเปึ้นเขตหรือเปึนศูนย์ เปึ้นภาคอะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องเปึนหน่วยงานทางวิชาการ นี่กฎหมายแม่คือ พ.ร.บ. ระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ กำหนดอย่างนี้ แล้วต่อมามติ ครม. ก็กำหนดย้ำ ตามมานะคะ ทีนี้สภาพปัญหาอย่างที่นำเรียนว่าเมื่อภาพมันเปึ้นอย่างนี้ปัญหาก็คือว่าระบบ ราชการไทยยังคงรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง มีการขยายหน่วยงานส่วนกลางลงไปตั้งอยู่ ในพื้นที่ การขยายนั้นมี ๒ ลักษณะ ๑. เปึ้นลักษณะที่เปึนตัวแทนกรมลงไปในพื้นที่ ๒. เปึนลักษณะที่เปึนตัวแทนย่อยลงไป มากกว่านั้นก็คือตัวแทนของสำนักแล้วก็กองไปตั้งอยู่ ในพื้นที่นะคะ ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้การบริหารงานของภูมิภาคขาดประสิทธิภาพ แล้วที่สำคัญ ไปทำให้การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอ่อนแอด้วยเพราะไปทำงานในพื้นที่ด้วยเช่นกัน นั่นคือการบริหารไม่ตอบสนองความต้องการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ประการต่อมาก็คือขาดความเปึนเอกภาพนะคะ ในประเด็นนี้ก็คือความเปึน เอกภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวง ถ้าเราเข้าไปดูในเนื้อในรายละเอียดของ การจัดตั้งภาค ไม่ว่าจะเปึนไปตามกฎกระทรวงหรือไม่เปึนไปตามกฎกระทรวง เราจะเห็น ความแตกต่างของการจัดตั้ง บางหน่วยอย่างกรณียกตัวอย่างให้เห็นกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานปลัดกระทรวงมีสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค ๑ ถึง ๑๖ กรมทรัพยากรน้ํามีสํานักงานทรัพยากรน้ํา ๑ ถึง ๑๐ กรมทรัพยากรน้ําบาดาลมี ๑ ถึง ๖ นะคะ ท่านจะเห็นภาพเลยว่านี่กระทรวงเดียวกันนะคะ แล้วความเปึนเอกภาพ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงมันจะเกิดหรือมันจะมีพลังได้เพียงใด เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ในเรื่องความเปึนเอกภาพของยุทธศาสตร์กระทรวง ต่อมาความเปึนเอกภาพของ จังหวัด ถ้าหน่วยงานไปตั้งอยู่ในภูมิภาคมาก แน่นอนในทางกฎหมายไม่ได้ขึ้นกับผู้ว่าราชการ จังหวัด เราได้ข้อมูลจากจังหวัดนครราชสีมา มีราชการบริหารส่วนภูมิภาค ๓๘ หน่วยงาน แต่มีราชการบริหารส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในจังหวัดนั้น ๑๕๗ หน่วยงาน แล้วจากข้อมูลนี้สำรวจ โดยคร่าว ๆ สำหรับจังหวัดนครราชสีมามีข้อมูลประกอบด้วยว่ามีหน่วยอะไรบ้างที่อยู่ภูมิภาค มีหน่วยอะไรที่เปึนส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่ จากข้อมูลที่สำรวจทุก ๆ ส่วนราชการ ส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคจะมีจำนวนเปึน ๒ เท่าหรือ ๓ เท่าของหน่วยงานในภูมิภาค เราก็จะเห็นภาพว่าอย่างไรก็ตามหน่วยที่ขึ้นตรงกับส่วนราชการหรือผู้บังคับบัญชาส่วนกลาง มีจํานวนมากกว่าหัวหน้าส่วนราชการในภูมิภาคนะคะ เพราะฉะนั้นประเด็นในการปฏิรูป จากสภาพของระบบที่เปึนอยู่ ณ ขณะนี้เราก็เสนอการปฏิรูปใน ๓ ส่วนนะคะ เราจับเรื่อง รี (Re) หรือจะบอกว่าอาร์ (R) หรืออะไรก็ตามนะคะ
อันที่ ๑ เราบอกว่าควรจะต้องรีวิว (Review) ก็คือจะต้องทบทวนโครงสร้าง ส่วนราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ภูมิภาคให้เปึ้นไปตามมติ ครม. เมื่อ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๐ ที่ได้กำหนดแนวทางในการจัดตั้งส่วนราชการในภูมิภาคไว้
อันที่ ๒ รีไซส์ (Resize) นั่นก็คือปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานที่ตั้งอยู่ใน ภูมิภาคให้ถูกต้อง อะไรควรจะเปึนส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ภูมิภาค อะไรควรจะเปึนส่วนภูมิภาค ให้มันถูกต้องเหมาะสมนะคะ
อันที่ ๓ เราเรียกว่ารีโซน (Rezone) เนื่องจากได้มีกฎหมายหรือพระราชกฤษฎีกา เกี่ยวกับเรื่องการจัดกลุ่มจังหวัด ข้อมูลที่ปรากฏให้เห็นหลายหน่วยนะคะ ในกลุ่มเดียวกันนั้น หน่วยงานที่เขารับผิดชอบเปึนภาค จังหวัดหนึ่งอยู่กลุ่มหนึ่งอีกจังหวัดอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งการดำเนินการในการบริหารจัดการโดยที่มีการให้จัดตั้งงบประมาณของกลุ่มจังหวัด มีความคล่องตัวในกลุ่มจังหวัดสามารถตั้งงบประมาณได้ด้วยตัวเองหรือจังหวัดจัดตั้งได้ด้วย ตัวเองแล้วนั้น ถ้ารีโซน (Rezone) ใหม่ให้เข้าตามกลุ่มจังหวัดคือ ๑๘ กลุ่มจังหวัดที่ได้มีการกำหนดไว้นั้น การบริหารจัดการก็จะสะดวกคล่องตัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงควรจะต้องรีโซน (Rezone) ด้วยนะคะ
ขออนุญาตนำเสนอเปึนส่วน ๆ นะคะ จากประการแรกในเรื่องการรีวิว (Review) ในการรีวิว (Review) นี้เราเชิญส่วนราชการทั้งหลาย มีทั้งส่วนภูมิภาคแล้วก็ ส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่ เราจับหลักของกฎหมาย พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ว่าการที่จะไปตั้งภาค เขต ศูนย์ ในพื้นที่นั้นจะต้องเปึ้นลักษณะงานวิชาการ เราออกแบบสอบถามให้หน่วยต่าง ๆ ที่มาสัมมนาด้วยนั้นตอบนะคะว่า การปฏิบัติงาน หรือลักษณะงานที่ปฏิบัติที่ในพื้นที่ของท่านนั้นเปึ้นลักษณะงานทางวิชาการเท่าไร เปึ้นลักษณะงานปฏิบัติการเท่าไร เราก็จะได้ข้อมูลจากส่วนราชการมา ยกตัวอย่างกรณีของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ๒๐ ต่อ ๘๐ ทรัพยากรน้ำ ๓๐ ต่อ ๗๐ ก็คือวิชาการกับปฏิบัติการ ทรัพยากรน้ำบาดาล ๓๐ ต่อ ๗๐ ชลประทาน ประมาณ ๙๐ นี่คือข้อเท็จจริงที่ส่วนราชการสะท้อนออกมา ซึ่งก็คงจะต้องเอาไปดูว่า มันเปึนไปตามหลักที่กฎหมายแม่กำหนดไว้แค่ไหน เพียงไร แล้วในกลุ่มตรงนี้มันจะมี บางกลุ่มนะคะ ปรากฏว่าหน่วยงานที่บอกว่า ๕,๐๐๐ กว่าหน่วยนั้นก็จะต้องทบทวนลักษณะ เดียวกัน กรณีที่ไปตั้งอยู่ในภูมิภาคแบบเดียวกันนั้นว่าเข้าเกณฑ์ตามที่ ครม. กำหนดหรือเปล่า เปึนงานวิชาการเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศหรือมีกฎหมายกำหนดเฉพาะหรือเปล่า แล้วงานนั้นถ้ายึดหลักตรงนั้นว่าควรจะเปึนส่วนกลาง เอาละก็ให้เปึนส่วนกลาง และอาจจะต้อง พิจารณาว่าจะต้องออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับตรงนั้นแค่ไหน เพียงไร ถ้าเปึนงานให้บริการ แล้วก็ลงตามพื้นที่จังหวัด ก็คงจะต้องให้ไปเปึ้นราชการบริหารส่วนภูมิภาค นี่ก็คือแนวคิด หรือว่าตอนที่ไปรีวิว (Review) งานตรงนี้ เพราะฉะนั้นสเตป (Step) ที่ ๒ ในการรีไซส์ (Resize) ในภาพของการรีวิว (Review) เอาทุกกระทรวง ทบวง กรม เอาทุกหน่วยงานมาตั้ง มากอง ดูว่าอะไรหน่วยงานไหนมีอะไรจำนวนเท่าไร ทั้งที่ตามกฎกระทรวงกับไม่เปึนไปตาม กฎกระทรวง แล้วก็เอามารีไซส์ (Resize) ว่าควรจะเปึนส่วนกลางไปตั้งอยู่ภูมิภาค หรือควรจะเปึนส่วนภูมิภาค กรณีนี้ที่เห็นที่เปึนข้อมูลชัดเจน เราจะเห็นว่าบางหน่วยงาน เปึ้นราชการบริหารส่วนกลางก็จริง แต่เวลาไปตั้งในพื้นที่ตั้งแบบ เป็ะตามจังหวัดเลย แต่ไม่ขึ้นกับจังหวัด กรณีนี้ยกตัวอย่างนะคะ กรมทางหลวงชนบทมีแขวงทางหลวงชนบท ๗๖ จังหวัด มีสำนักงานธนารักษ์จังหวัด ๗๖ จังหวัด โครงการชลประทาน ๗๖ จังหวัด ศูนย์พัฒนาฝ้มือแรงงานกับสถาบันพัฒนาฝ้มือแรงงานก็ ๗๖ จังหวัด คือรวมแม้กระทั่ง ศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด ตรงนี้ก็คงจะต้องเข้าข่ายที่จะต้องมารีไซส์ (Resize) ให้ถูกต้องว่าควรจะอยู่ในรูปแบบไหน อย่างไร แล้วถ้ากรณีไหนที่ควรจะเปึนของท้องถิ่นก็ควร จะผลักให้ไปเปึนของท้องถิ่น จริง ๆ พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็มีการดำเนินการไปแล้ว อย่างเช่น งานบางอย่างของกรมศิลปากร สำนักหอจุดหมายเหตุแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อะไรทั้งหลาย กรณีพวกนี้ก็คงจะต้องมีการผลักดันต่อว่ามีปัญหาหรือมีอุปสรรคตรงไหน ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ถ้ากรณีอะไรที่ควรจะให้ท้องถิ่นรับผิดชอบต่อไปก็ควรจะดำเนินการ
สุดท้ายรีโซน (Rezone) นะคะ รีโซน (Rezone) ก็อย่างนำเรียนนะคะว่า จะต้องทบทวนการจัดเขตภาคศูนย์ที่เปึนอยู่ ณ ขณะนี้ เปึนไปตาม ๑๘ กลุ่มจังหวัดหรือไม่ เพราะมันจะได้เวลาการบริหารจัดการ การจัดตั้งงบประมาณ การขับเคลื่อนในภาค กลุ่มจังหวัดซึ่งต้องเรียนว่ารัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญตามกลุ่มจังหวัด เวลาตั้งงบประมาณ ก็ตั้งตาม ๑๘ กลุ่มจังหวัด เพราะฉะนั้นส่วนราชการไหนไม่เปึ้นไปตามนี้หรือไม่สอดรับตามนี้ ควรจะต้องปรับปรุง คืออาจจะไม่ต้องถึงขั้นที่ว่าจังหวัดแม่ให้ตรงกับจังหวัดแม่ของกลุ่มนั้น โดยเฉพาะ แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มเดียวกันก็สามารถทำงานไปด้วยกันได้ ถ้าสมมุติว่าเปลี่ยนจังหวัด ที่เคยเปึนจังหวัดหลักมาก่อนอาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ ณ ขณะนี้ก็จัดกลุ่มจังหวัด ให้สอดรับกับกลุ่มจังหวัดที่ประกาศเปึนพระราชกฤษฎีกาไว้นะคะ เพราะฉะนั้นในข้อมูลที่เรา ไปสำรวจมานี่นะคะเราก็จะเห็นว่ามีปัญหาหลายแห่งที่ไม่สอดรับกับกลุ่มจังหวัดที่เปึนอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้เรื่องรีโซน (Rezone) นี้ก็เปึนส่วนหนึ่งที่คิดว่าเปึนประเด็นที่สําคัญ ต้องทบทวนทั้งหมด มีทั้งตัวอย่างให้ท่านเห็นอยู่นะคะ เมื่อดำเนินการทั้งรีวิว (Review) รีไซส์ (Resize) แล้วก็รีโซน (Rezone) แล้ว แน่นอนค่ะมันจะต้องนำไปสู่การปรับปรุง กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ อะไรที่ยังไม่ปรากฏในกฎกระทรวงก็ดำเนินการ อะไรที่ควรจะ ไปอยู่ใต้ร่มของราชการบริหารส่วนภูมิภาคก็ดำเนินการ จากผู้แทนของกระทรวงพาณิชย์ ที่มาให้ข้อมูลก็ทราบว่ากระทรวงเองก็อยู่ในกระบวนการดำเนินการให้เปึนวันลูป (One loop) ของกระทรวงพาณิชย์ คือกระทรวงพาณิชย์มีราชการบริหารส่วนภูมิภาค ๑ แห่ง ก็คือ พาณิชย์จังหวัด แต่ในทางปฏิบัตินั้นมีทั้งการค้าภายในจังหวัด พัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด แล้วทุกอย่างก็ลงตามจำนวนจังหวัดหมดเลยคือ ๗๖ จังหวัด ก็ทราบว่านโยบายของ กระทรวงตอนนี้จะดำเนินการให้มาอยู่ใต้พาณิชย์จังหวัดทั้งหมด ให้เปึ้นราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคทั้งหมด เพราะฉะนั้นกำหนดเวลาในเรื่องการดำเนินการตรงนี้ ในช่วงการรีวิว (Review) ก็คงจะเปึนภารกิจของ อ.ก.พ.ร. กระทรวง ที่จะต้องเอาภาพข้อมูลของ ทุกส่วนราชการในสังกัดมากางดู อะไรเปึนไปตามมติ ครม. หรือไม่ ควรจะดำเนินการภายใน ๖ เดือน แล้วก็ส่ง ก.พ.ร. เพื่อ ก.พ.ร. จะได้พิจารณาเปึ้นไปตามหลักการตามมติ ครม. ที่กำหนดไว้หรือไม่ แล้วก็ ๖ เดือนสุดท้ายก็ส่งไปที่กฤษฎีกาเพื่อดำเนินการในการปรับปรุง กฎกระทรวง ทบวง กรม
ผลที่คาดว่าจะได้รับก็จะทำให้หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ภูมิภาคมีขนาดและ จำนวนที่เหมาะสม ยุทธศาสตร์ระดับกระทรวง ตลอดจนยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด ได้รับการขับเคลื่อนอย่างมีมิติเปึนเอกภาพแล้วก็สัมฤทธิ์ผล การจัดสรรงบประมาณ เกิดความคุ้มค่า ประหยัด แล้วก็ลดความซ้ำซ้อน โดยเฉพาะราชการบริหารส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเอกภาพในการบริหารงานและทรัพยากรในพื้นที่ดีขึ้น แล้วก็มี ประสิทธิภาพขึ้น ก็ขอนำเรียนการศึกษาในเรื่องการทบทวนการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลาง ที่ไปปฏิบัติงานอยู่ในภูมิภาคค่ะ