กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด พูดถึงการปฏิรูปพลังงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายและผลิตพลังงานทดแทน โดยเสนอแนวคิดในการสร้างตําบลพลังงานที่สามารถจัดการระบบพลังงานและพึ่งตนเองได้
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด สมาชิก สปท. หมายเลข ๐๐๕ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านประธานทองฉัตรนะครับ ซึ่งผมเองก็เป็นสมาชิกของท่านเมื่อตอนเป็น สปช. ได้นําเสนอ รายงานอย่างละเอียดนะครับ สาระสําคัญที่ สปช. ได้ศึกษารายงานการปฏิรูปมามี ๔ เป้าหมาย หลัก ๆ การเพิ่มบทบาทภาคประชาชน การส่งเสริมเสรีอย่างเป็นธรรม การสร้างมิติใหม่ ของพลังงานหมุนเวียน พลังงานอนุรักษ์พลังงาน แล้วก็รวมทั้งเรื่องศูนย์ข้อมูล ทั้ง ๔ เป้าหมายนี้ ถือว่าเป็นสาระสําคัญ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมในประเด็นของการขับเคลื่อนของการปฏิรูป ในครั้งนี้น้ําหนักไปที่เรื่องของการเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมนะครับ ในส่วนของ สปช. เองได้กําหนดไว้ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือการมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย แล้วก็การกํากับ ตลอดทั้งเรื่องของการผลิต จําหน่ายไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟ (Solar roof) เสรี อันนั้นคือวางไว้ ๒ เรื่อง ประเด็นของผมก็คือต้องยอมรับข้อเท็จจริงนะครับ ไม่ว่าจะเป็น พระเอกตัวใหม่ พลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานหลักที่เราต้องค้นหา แน่นอน ในหลักการสําคัญก็คือว่ามีผู้ค้นหาเพื่อสร้างความมั่นคง แล้วก็มีผู้บริโภค อย่างไรก็แล้วแต่ ก็จะมีแบบนี้คู่กันไปตลอดเวลา ในหลักการวันนี้ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าหาเท่าไรก็ไม่มีทางพอ ถ้าตราบใดผู้บริโภคยังบริโภคแบบนี้อยู่ แล้วหาเท่าไรก็ไม่สามารถที่จะถมให้เต็มกับเรื่องของ พลังงาน พลังงานหลัก ๆ ก็ไม่สามารถลงได้ในจุดใดจุดหนึ่ง ก็มีปฏิกิริยาจากภาคประชาชน ภายใต้ข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน ในขณะเดียวกันพระเอกตัวใหม่ที่เข้ามาเรื่องพลังงานทดแทน ในแต่ละจุด ข้อกฎหมายแต่ละข้อก็มีข้อจํากัดทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอุปสรรคสําคัญที่นําไปสู่ ความมั่นคงก็มีค่อนข้างยากลําบาก ประเด็นสําคัญที่ผมอยากเน้นย้ําเพิ่มเติมจากการเพิ่ม บทบาทของภาคประชาชน ผมอยากมองมิติของคําว่า ชุมชนสวัสดิการ มีความเป็นไปได้ มากน้อยแค่ไหนที่จะทําระบบเชิงนโยบายที่สนับสนุนให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม ที่ชัดเจนมากขึ้น ฝ่ายที่จะผลิตให้เกิดความมั่นคงก็ผลิตไป ค้นหาไป สร้างรูปธรรมไป แล้วก็ สร้างพลังงานทดแทนไป แต่ในมุมกลับกันเองเชิงนโยบายอาจจะต้องให้น้ําหนักไปที่ผู้บริโภค เปลี่ยนจากผู้บริโภคมาเป็นผู้ผลิตที่ชัดเจนมากขึ้นได้อย่างไร ภายใต้วิธีงบประมาณที่ชัดเจน อาจจะเป็นรูปลักษณะของ ๑ อําเภอ มีสัก ๑ ตําบลที่เป็นตําบลพลังงานก็ได้ พลังงาน ในความหมายตรงนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่พลังงานที่เขาต้องผลิตอย่างมหาศาล เป็นพลังงาน ที่เขาสามารถผลิตเอง ใช้เอง จัดการเอง มีโมเดล (Model) ที่ตําบลสามารถจัดการระบบพลังงาน และพึ่งตนเองได้มีอะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ ที่เขาสามารถพึ่งตนเองได้ มีอะไรบ้างที่เขาต้อง ผลิตเองได้ มีอะไรบ้างที่เขาต้องอนุรักษ์เอง แล้วมีอะไรบ้างที่รัฐจัดให้ในการที่จะทําให้เขา ไปสู่การผลิตได้ แน่นอนครับ ทั้งประเทศนี้ไม่สามารถผลิตได้แน่นอนในทุกพื้นที่ ทุกพื้นที่ตําบล ทุกพื้นที่ชุมชน แต่มีบางตําบล มีบางพื้นที่มีศักยภาพเรื่องนี้ มีการจัดรูปองค์กร ผมว่า ประเมินตามศักยภาพว่าในทุกพื้นที่ถ้าเราสร้างพลังประชาชนในการจัดการระบบทรัพยากร การจัดการระบบพลังงานของตัวเองมันเป็นเส้นกราฟที่สวนทางกัน ฝ่ายผลิตเพื่อสร้าง ความมั่นคง แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคเองก็พยายามจัดการและพึ่งพาตนเองได้ อะไรบ้าง ที่สามารถลดพลังงานได้ อะไรบ้างที่ชุมชนสามารถจัดการระบบพลังงานได้ ทําอย่างไร นโยบายเหล่านี้จะสร้างรูปธรรมตัวนี้ขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้นถ้า ๒ อย่างประกบกัน ก็คือว่า เป็นทั้งผู้ใช้ แล้วก็เป็นทั้งผู้ผลิตไปในตัว จะทําให้ระบบทั้ง ๒ ทางไปด้วยกันได้ ที่สําคัญที่สุด ก็คือผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นก็คือว่าพลังที่มีปฏิกิริยาต่อกันระหว่างฝ่ายที่ค้นหาพลังงาน กับฝ่าย ที่มีปฏิกิริยาที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างพลังงานจะเป็นมุมบวกทันที ถ้ามีตําบลสวัสดิการ ท้องถิ่นสวัสดิการเกิดขึ้นในประเทศไทยต่าง ๆ ที่เขาสามารถจัดการเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือว่า ศูนย์ข้อมูลที่ท่านประธานได้นําเสนอเมื่อสักครู่ที่เป็นศูนย์ข้อมูลที่ชัดเจน รูปธรรม ทั้งเทคโนโลยี ที่ให้ชุมชนสามารถจัดการได้ เรื่องอะไรที่ชุมชนจัดการได้นโยบายสนับสนุนอย่างเต็มที่ งบประมาณเองก็ต้องจัดไประบบนี้ ผมมีความเชื่อตัวหนึ่งคือว่ารัฐไม่มีทางที่จะจัดระบบ พลังงานให้กับชุมชนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในระยะยาวแน่นอน จะทําอย่างไรให้ชุมชนท้องถิ่น ลุกขึ้นมาจัดระบบพลังงานตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นก็คือแปลว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้เองอาจจะ ต้องคิดออกแบบด้วยเหมือนกันว่าพื้นที่ตําบลไหน อําเภอไหน จังหวัดไหน ที่มีศักยภาพ ในการจัดการระบบพลังงานตรงนี้ขึ้นมาได้ ผมมีความเชื่อตัวหนึ่งว่าชุมชนเองก็มีความพร้อม ชุมชนเองคงไม่ต้องการที่จะไปหาทุนเพื่อมาใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องหรอกครับ ถ้าชุมชน สามารถผลิตได้ รัฐสนับสนุนให้เกิดพลังของชุมชนในการจัดการพลังงาน เขาลดค่าใช้จ่าย มันแปลว่าเพิ่มรายได้โดยปริยาย ก็แปลว่าระบบเศรษฐกิจฐานรากมันก็จะสูงขึ้น ไม่ได้แปลว่าหาเงินมาวันละ ๓๐๐ บาท แล้วก็มาใช้พลังงานหมดวันละ ๔๐๐ บาท เพราะฉะนั้นมิติของการสร้างพลังงานที่มั่นคง ต้องดูทั้ง ๒ มิติ มิติที่หาเพื่อให้เกิดนโยบายสาธารณะของพลังงาน กับมิติที่ชุมชนท้องถิ่นเอง ต้องลุกขึ้นมาจัดระบบพลังงานของตัวเอง อะไรที่จัดการได้จัดการ อะไรที่ไม่สามารถจัดการได้ รัฐเองต้องให้สาธารณะของพลังงานเหล่านี้ครับ ขอบคุณครับ