กงกฤช หิรัญกิจ หารือประเด็นการบังคับประกันภัยนักท่องเที่ยวและเสนอให้ใช้กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวแทน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวและการเลือกปฏิบัติ พร้อมเรียกร้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดสรรเงินเพื่อการบูรณะแหล่งศิลปวัฒนธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายกงกฤช หิรัญกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านคณะกรรมาธิการที่กรุณานําเสนอหัวข้อเรื่องศิลปวัฒนธรรม ผมเองมาจาก สปช. ด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากภาคการท่องเที่ยวโดยตรง ภาคการท่องเที่ยวได้รับประโยชน์ อย่างมากจากการนําเอาศิลปะและวัฒนธรรมมาใช้ โดยเฉพาะในการสร้างมูลค่าเพิ่มตามที่ท่านอาจารย์ธรรมรักษ์เองก็ได้เรียนว่าประเทศไทย ต่อไปก็คงจะต้องนําเอาศิลปวัฒนธรรมมาใช้ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งก็ตรงกับในเรื่องที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการท่องเที่ยว ได้ดูแลอยู่ เช่นเดียวกันว่าขณะนี้เราก็กําลังจะทําในเรื่องของการทําเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ทางด้านกลุ่มวัฒนธรรมและศิลปะที่ตรงกัน แล้วก็ทําให้เกิดแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา ก็คงคิดว่าวัตถุประสงค์ในเรื่องผลสัมฤทธิ์ที่จะต้องการเพิ่มจีดีพีจากศิลปวัฒนธรรม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็การเพิ่มจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าด้วยความร่วมมือ ของทั้งภาคศิลปวัฒนธรรมและภาคการท่องเที่ยวคงจะสัมฤทธิผลไปได้นะครับ แต่มีส่วนที่น่ากังวล ก็คือเรื่องของกองทุนที่จะดูแลในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมตามที่เสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมกังวลมากที่เสนอให้มีการออกพระราชกําหนดจัดตั้งกองทุนและบังคับนักท่องเที่ยว ตอนนี้ต้องยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศกําลังมีปัญหา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นอุตสาหกรรมเดียวที่กําลังช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ การบังคับที่เขียนไว้ในนี้ ไม่ได้เขียนแต่นักท่องเที่ยวด้วยซ้ํา เขียนถึงคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งอันนี้ก็จะกระทบเป็นวงกว้าง ในคําจํากัดความของนักท่องเที่ยวก็หมายถึงชาวต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาเกิน ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ก็คงต้องอธิบายคําจํากัดความให้มีความชัดเจน มิเช่นนั้นการค้าขายชายแดนก็จะกระทบกระเทือนไปหมดเพราะถูกผลกระทบ
ในเรื่องของการบังคับจริงอยู่ว่าในกลุ่มประเทศยุโรปมีการบังคับ ให้มีการทํา ประกันภัย แต่การที่จะใช้บริษัทประกัน ส่วนใหญ่เขาก็ใช้ของประเทศของเขา อย่างเช่น คนไทยจะทําวีซ่าเข้าประเทศยุโรป เราก็ซื้อบริษัทประกันภัยในประเทศไทยครับ เราไม่ซื้อ บริษัทประกันภัยของต่างชาติ เพราะฉะนั้นชาติใดก็จะทําประกันภัยในบริษัทของตนเป็นหลัก และการประกันส่วนใหญ่ก็จะเป็นการประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประเทศไทยเคยมี ที่รัฐบาลตามที่ท่านกรรมาธิการได้ยกตัวอย่างว่ารัฐบาลได้ออกเงินมาประกันนักท่องเที่ยวนั้น เนื่องจากตอนนั้นมีเหตุจลาจล บริษัทต่าง ๆ จะไม่คุ้มครองในเรื่องของภัยจลาจล ภัยก่อการร้าย เราโดนลูกระเบิดเอ็ม 79 กันรายวัน นักท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบ ตอนนั้นรัฐบาลประเทศไทย กําลังได้รับผลกระทบอย่างมากต่อนักท่องเที่ยวลดลง จึงต้องมีการทําประกันภัยคุ้มครอง นักท่องเที่ยวโดยการประกันภัยจลาจล รัฐบาลก็ออกเงินมาให้บริษัทประกันภัยไปดําเนินการ ซึ่งรัฐบาลก็ประกาศว่ามาเมืองไทยปลอดภัยรัฐบาลจะดูแล อันนี้ก็เป็นเหตุผล แต่ไม่ใช่เหตุผล ที่จะเอามาเชื่อมโยงกับในเรื่องของการนําเงินนี้มาใช้ในกองทุน ผมคิดว่าการบังคับการประกัน อาจจะทําได้อยู่บ้าง แต่ประเทศนั้นอาจจะต้องมีการขอวีซ่า (VISA) เพื่อการกลั่นกรอง แต่ถ้าส่วนใหญ่แล้วประเทศไทยก็จะได้รับยกเว้นหลาย ๆ ประเทศที่เจริญแล้วไม่ต้องขอวีซ่า กรณีนี้การทําประกันภัยโดยการเป็นภาคบังคับ ผมคิดว่าทําได้ยากแล้วก็จะเป็นการเลือกปฏิบัติ นอกจากนั้นก็อยากจะเรียนว่าการเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากนักท่องเที่ยว เราให้โอกาสแล้ว ต่อการจัดเก็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียม จากผู้เข้าพักแรมในแหล่งท่องเที่ยวของเขา ซึ่งก็เก็บไม่แต่เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เราเก็บนักท่องเที่ยวคนไทยที่เขาพักแรมในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ผมคิดว่าในเรื่อง ของกองทุนไม่มีข้อขัดข้องที่จะเห็นด้วยกับการจัดตั้ง แต่ไม่ค่อยเห็นด้วยในเรื่องของการที่จะ ให้บริษัทประกันภัยอย่างทิพยประกันภัยที่ยกตัวอย่างโดยตรงซึ่งก็มีเอกชนถือหุ้นอยู่ด้วยนี้ เข้ามาเป็นผู้ดําเนินการโดยตรง แล้วก็ไม่เห็นด้วยที่จะเก็บจากนักท่องเที่ยว และถ้ากระทรวงสาธารณสุขบอกว่าเรื่องการประกันเป็นการประกันทางสาธารณสุข ก็จะมาเอาเงินจากการประกันด้วยเช่นกัน ผมคิดว่าเหล่านี้ก็จะเกิดผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว การเก็บภาษีผมคิดว่าน่าจะเก็บจากกองกลางแล้วก็มีการจัดสรรเงินจากกองกลางนี้ ไปยังสิ่งต่าง ๆ ซึ่งผมเห็นด้วยว่าทางด้านศิลปวัฒนธรรมควรจะได้รับเงินจัดสรรเหล่านี้ ก็ขออนุญาตท่านประธานอีกนิดหนึ่งนะครับว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจัดเก็บ ไม่แต่เฉพาะอย่างที่ผมเรียนแต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ เก็บจากนักท่องเที่ยวคนไทยด้วย ที่เข้าพักแรมในเขตปกครองท้องถิ่นของเขา ตรงนี้ก็มาเงินก้อนหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นไปได้ที่ทําความตกลงกับองค์กรปกครองท้องถิ่น ที่จะต้องจัดสรรเงินเพื่อการบูรณะตามที่ทางกรรมาธิการเสนอเพื่อศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งทางด้านการท่องเที่ยวก็มีเรื่องกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งก็มีการจัดเก็บ จากบริษัทนําเที่ยวนักท่องเที่ยวน่าจะได้มีการเจรจาทําความตกลงเรื่องเหล่านี้จัดสรรออกมา จากกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ดัวยเช่นเดียวกันที่จะฟื้นฟูบูรณะ อนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวที่ตรงกับวัตถุประสงค์นะครับ ซึ่งผมคิดว่าโดยภาพรวม ๆ แล้วคิดว่า กองทุนทางด้านส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมนี่เป็นไปได้ แต่ขอว่าอย่าจัดทําอะไรที่กระทบกระเทือน ต่อตัวนักท่องเที่ยวโดยตรง ซึ่งจะเป็นการเลือกปฏิบัติแล้วก็จะทําให้เป็นข้อที่จะกีดกัน นักท่องเที่ยวในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ไม่มีการจัดเก็บนะครับ ก็ขอว่าอยากจะให้ไปใช้ กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว อยากจะไปให้ใช้เงินจัดเก็บที่องค์กรปกครองท้องถิ่นจัดเก็บจาก นักท่องเที่ยวครับ ขอบคุณครับ