สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

ภัทรียา สุมะโน เสนอแนวคิดการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการดำเนินการปฏิรูปประเทศต่อเนื่องจนบรรลุผล เธอพูดถึงการปฏิรูปด้านต่าง ๆ โดยเน้น 5 แนวทาง และเสนอให้มีสัดส่วนเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ในการจัดสรรบุคคลลงตำแหน่งของรัฐ

นางภัทรียา สุมะโน

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ภัทรียา สุมะโน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ ดิฉันจะขออภิปรายในภาค ๔ หมวด ๒ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างความเป็นธรรม ทั้งในส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๒ ค่ะ

ในส่วนที่ ๑ ก็ว่าด้วยเรื่องของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ตามมาตรา ๒๗๙ ที่กำหนดว่า ให้มีสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่องจนบรรลุผล ดิฉันย้ำนะคะ ให้ต่อเนื่องจนบรรลุผล มีความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างหลากหลายในประเด็นนี้ ซึ่งดิฉัน ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติคนหนึ่งก็อยากจะเสนอความเห็นในส่วนที่เป็นส่วนตัว ของดิฉัน ซึ่งก็อาจจะแตกต่างจากหลาย ๆ ท่านที่ได้พูดไป แต่ดิฉันก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาจะเป็นฝ่ายค้าน ของใคร ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะบอกว่าสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นมีหน้าที่ตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่บอกว่า

ข้อ ๑ ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำแนวทางข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือจัดทำแผนปฏิรูปประเทศนั่นเอง ทีนี้พอทำแผนเสร็จแล้วมันก็มี ๒ ทางเลือก คือ ๑. ส่งแผนนี้ไปให้คนอื่นทำ หรือ ๒. ทำต่อเอง ซึ่งแนวคิดของดิฉัน ก็คือว่าถ้าเราส่งไป ให้คนอื่นทำท่านลองคิดดูก็จะเหมือนพ่อแม่ที่ให้กำเนิดลูก แล้วก็เอาลูกไปให้คนอื่นเลี้ยง ซึ่งเขาจะเลี้ยงอย่างไรเราก็ไม่มีสิทธิจะไปว่าอะไรเขา เขาจะเลี้ยงดีหรือไม่ดี ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ หรือเลี้ยงอย่างดีก็เป็นเรื่องของเขา แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากว่าเราทำเองก็เหมือนกับพ่อแม่ ที่เลี้ยงลูกที่เราถือกำเนิดมาด้วยตัวเอง ด้วยความรักและความเข้าใจในคนที่เราให้กำเนิดมา นี่ดิฉันเปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ ว่า ในการที่เราทำแผนแล้วเราไม่ทำต่อให้คนอื่นทำ ผลดีกับผลเสีย ท่านลองคิดดูนะคะ ดิฉันไม่เข้าใจที่หลาย ๆ ท่านพูดว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ถ้าเราจะตั้ง สภาขับเคลื่อนนี้ขึ้นมา ดิฉันอยากจะถามว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติมีอำนาจอะไรบ้างคะ ดิฉันจำได้ที่ท่านประธานเทียนฉาย พูดตั้งแต่แรกที่เปิดสภาเมื่อ ๗ เดือนที่แล้วว่าสภานี้เป็นสภาวิชาการ ไม่มีอำนาจอะไร แม้แต่จะออกกฎหมายหรือจะไปสั่งหน่วยราชการใดให้เขาทำอะไรให้เรา เราจะไปสั่งได้ อย่างไร เราไม่ได้มีอำนาจใด ๆ เลย แม้กระทั่งเราขอให้กรมประชาสัมพันธ์มาถ่ายทอด การอภิปรายการประชุมของเรานี่นะคะ เราก็ไปขอความร่วมมือ เราไม่ได้สั่ง เราสั่งเขาไม่ได้ค่ะ ดังนั้นดิฉันก็เลยไม่เข้าใจคำว่า การสืบทอดอำนาจ แล้วเราไม่ได้ให้คุณ ให้โทษอะไรกับใครเลย สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็มาทำแผน รวมนักคิดนักทำทั้งหลายมาไว้ด้วยกัน ๒๕๐ คน ตอนนี้เหลือ ๒๔๙ คน มาช่วยกันคิดช่วยกันทำ หลังจากที่อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว งานต่อไปของเราก็คืองานทำแผนปฏิรูปประเทศไม่ใช่หรือคะ ทำแผนแล้วถ้าไม่มีใครทำต่อ เขาก็เรียกว่า แผนนิ่ง คือว่าแพลน (Plan) แล้วก็ไม่มีใครทำอะไรต่อนะคะ ดังนั้นดิฉันจึงเห็นด้วย และสนับสนุนกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้คิดวิธีการว่าเมื่อเราทำแผนแล้ว มันจะต้องมีการทำต่อ แล้วก็จึงได้คิดกลไกนี้ขึ้นมาว่าควรจะมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ดิฉันมีความเห็นว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูป ดิฉันเห็นว่าชื่อควรจะเป็น คณะกรรมการบริหารการปฏิรูปประเทศ เหมือนกับที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้เสนอความเห็นไว้ ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วย ก็น่าจะเป็นลักษณะนั้นแบบช่วยกันทำงาน เพื่อให้ขับเคลื่อนการทำงานนี้ต่อไป ดิฉันมีความเห็นว่าเป็นการสืบทอดงานนะคะ งานค่ะ ภาระต่าง ๆ ที่จะรอเราอยู่มากมายเพื่อให้ แผนปฏิรูปทั้ง ๑๐ กว่าด้านของเรานั้นเป็นผลสำเร็จ ในส่วนรายละเอียดในด้านขององค์ประกอบ หมดไป ๖ นาทีแล้ว ดิฉันมีเรื่องที่ ๒ ที่จะพูด ดังนั้นดิฉันจึงมีความเห็นว่าคงจะต้องฝากให้ทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปนั้นไปออกแบบกลไก องค์ประกอบอะไรต่าง ๆ ที่เหมาะสม เพราะทั้งนี้ท่านก็เขียนเอาไว้แล้วว่าตามที่กฎหมายบัญญัตินะคะ

ต่อไปดิฉันขออภิปรายในหมวด ๒ คือการปฏิรูปด้านต่าง ๆ มาตรา ๒๙๕ คือการปฏิรูปด้านสังคมค่ะ ซึ่งประกอบด้วย ๕ แนวทาง โดยสรุปก็คือ

แนวทางที่ ๑ ปฏิรูปกฎหมายให้ชุมชนเข้มแข็งนี้เป็นเรื่องของชุมชน

ประการที่ ๒ คือปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม เน้นครอบครัวชุมชน

ประการที่ ๓ จัดพื้นที่สาธารณะให้คนในชุมชน

ประการที่ ๔ จัดทำแผนระยะยาวและดำเนินการรองรับสังคมผู้สูงอายุ อันนี้ยาวมากเลยนะคะ แต่ว่าดีมากด้วยค่ะ

ประการที่ ๕ คือจัดระบบกลไกคุ้มครองผู้บริโภคนะคะ ซึ่งคุณหมออำพล จินดาวัฒนะ ขออภัยที่เอ่ยนาม ประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสของดิฉันนี่ถูกใจมาก

ในการประชุมก็จะชมเชยว่า ประเด็นที่เราเสนอไปนั้นเรียกว่า ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้ใส่บรรจุเข้าไว้เรียกว่าทั้งหมดเลย นอกนั้นก็มีการ ระบุถึงเด็ก เยาวชน ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส แล้วก็อีกหลาย ๆ มาตรา ก็ครอบคลุมตามชื่อของ กรรมาธิการนี้ แต่ยังไม่ครบค่ะ ท่านผู้มีเกียรติคะ คณะกรรมาธิการนี้มีชื่ออันยาวว่า คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ๘ หน่วยด้วยกันค่ะ มีหน่วยหนึ่งที่ใน ๕ แนวทางนี้ไม่ได้พูดถึงก็คือเรื่องของสตรีนะคะ เรื่องของสตรีในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พบว่ามีมาตรา ๓๔ วรรคสอง ที่ระบุว่า ชายและหญิง มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน อันนี้ก็เป็นมาตรฐานทั่ว ๆ ไป ก็เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ปี ๒๕๕๐ แล้วก็มาตรา ๗๖ ย่อหน้าที่ ๒ ที่บอกว่าการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขต และผู้สมัครบัญชีรายชื่อนั้นมีเงื่อนไขให้ต้องมีสัดส่วนของเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ แล้วนอกนั้นก็ไม่มีอะไร ก็พูดรวม ๆ ไป ซึ่งทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมได้เสนอไปไว้ข้อหนึ่ง ซึ่งดิฉันอยากจะทบทวนแล้วก็ขอให้บรรจุไว้ในตรงนี้เพิ่มเติมนะคะ ดิฉันพูดถึงประเด็นนี้ ก็ไม่ได้จะมาเรียกร้องสิทธิอะไรให้ผู้หญิง เพราะดิฉันคิดว่าในร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ค่อนข้างจะ ครบถ้วนแล้ว เพียงแต่ว่าประเด็นด้านความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน แล้วก็การไม่เลือกปฏิบัติ ในด้านการบริหารที่เราเสนอไปอยากจะให้บรรจุตรงนี้ไว้ที่บอกว่า ในการจัดสรรบุคคล ลงตำแหน่งต่าง ๆ ในกลไกของรัฐทุกระดับ นี่ภาคราชการนะคะ ต้องมีสัดส่วนเพศตรงข้าม ตรงนี้ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เสนอว่าไม่น้อยกว่า ๔ ใน ๑๐ ก็เลยถูกตัดไปเลย ดิฉันขอเสนอใหม่เป็น ๑ ใน ๓ เนื่องจากว่า ก็เคยมีประสบการณ์ในฐานะเป็นข้าราชการที่ได้รับความไม่เป็นธรรม แล้วก็ถูกเลือกปฏิบัติ ในเรื่องของการเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนระดับ หรือขั้นเงินเดือนก็ตามมาแล้ว ก็เลยอยากจะ เสนอไว้ตรงนี้

สุดท้ายนี้ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันเห็นว่าในภาค ๔ หมวดปฏิรูปเพื่อลด ความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมนั้นเป็นจุดเด่นที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะว่าเป็นประดิษฐกรรมใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยที่ทำให้เห็นว่า ทิศทางอนาคตของประเทศเรานั้นจะไปทางไหน จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งทีเดียว เพราะว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูสวยงาม เป็นภาพบวก แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจ ให้เราทุกคนมองไปข้างหน้า เห็นอนาคตอันสดใสของประเทศชาติที่มีทั้งความปรองดอง แล้วก็การปฏิรูปประเทศทุกด้านที่มีความหวังว่าจะได้รับการขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีพลัง ขอบพระคุณค่ะ