ประชา เตรัตน์ กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน โดยเน้นย้ำถึงการตรวจสอบและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล และการสร้างสมัชชาพลเมืองเพื่อเพิ่มความมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความสัมพันธ์การแต่งตั้งข้าราชการ และเรียกร้องให้เพิ่มหมวดที่ 6 เพื่อป้องกันการโกง โดยมองว่าข้าราชการโกงและนักการเมืองโกงเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่าน บรรยากาศ ๓ วันมานี้นั้นเห็นได้ชัดเจนว่า สภาของเรานั้นเป็นสภาที่เป็นแบบอย่างในการนำเสนอติติง ให้ความเห็นในลักษณะ สร้างสรรค์มาตลอด อาจจะมีอะไรบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เราก็ไม่ถือสากัน คิดว่าผู้ฟังทางบ้าน จะตัดสินใจเอง ในหมวด ๖ ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมืองและประชาชน หรือสมาชิกบางท่านบอกน่าจะเอาประชาชนขึ้นก่อน แล้ว ข้าราชการ แล้ว นักการเมือง ก็ไม่เป็นอะไร อันนี้อย่างไรก็ได้ สาระสำคัญที่สุดคือผมฟังจากเพื่อนสมาชิกเป็นห่วงว่า ประชาชนที่จะมามีส่วนเป็นพลเมืองเป็นใหญ่นั้นจะมาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของราชการ หรือเปล่า ต้องขอเรียนให้ทราบว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ข้าราชการและนักการเมืองนั้น ๘๐ ปีที่ผ่านมาเราพบปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้งอะไรหลาย ๆ อย่างนั้น กระบวนการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ โดยหน่วยงาน สารพัดทั้งหลายก็ดี เราต้องถามว่ามันได้ผลหรือไม่ ผมคิดว่าการตรวจสอบที่ได้ผล แล้วมี ประสิทธิภาพสูงสุดนั้นก็คือ การตรวจสอบโดยภาคประชาชน แล้วยังไม่มีบทในรัฐธรรมนูญ ฉบับไหนเลยแม้แต่ฉบับเดียว ที่บัญญัติให้ประชาชนได้มีสิทธิหน้าที่ในการตรวจสอบ มีส่วนร่วม ในการตรวจสอบ ผมยังยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ตามมาตรา ๖๕ มาตรา ๖๖ และมาตรา ๖๗ รวมถึงการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ในการตรวจสอบตามมาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ แล้วก็มาตรา ๗๑ ส่วนในเรื่องของ การตรวจสอบนั้นคงไม่ได้หมายความว่าเราก็คงจะไปทำอะไรที่มันขัดขวางอะไรทุกอย่าง คงไม่ใช่ โดยเฉพาะก้าวล่วงไปนิดหนึ่งที่สมัชชาพลเมืองที่หลายท่านสงสัยว่าทำไมจะต้องเป็น สมัชชาพลเมือง ทำไมเป็นสภาพลเมืองไม่ได้หรืออย่างไร แล้วก็การเกิดสมัชชาพลเมือง มันเป็นอย่างไร ผมอยากเรียนว่านับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา วิวัฒนาการ กระบวนการก่อรูปร่างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคพลเมืองได้พัฒนามาตลอด ปัจจุบันนี้ สภาพลเมืองที่เรากำลังจะเปลี่ยนชื่อขอให้เรียกเป็นสมัชชาพลเมืองก็มีความเข้มแข็งอยู่ ๔๗-๕๐ จังหวัดอยู่แล้ว แต่สมัชชาพลเมืองตามมาตรา ๒๑๕ ที่จะก้าวล่วงในภาคต่อไป กำหนดแค่กว้าง ๆ เพราะว่าถ้าเราทำเป็นสภา สภามันมีอยู่เยอะแยะแล้ว ระดับชาติ มีสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา มีสภา อบจ. สภา อบต. สภาเทศบาลมันสารพัดสภา แล้วมันกลายเป็นองค์กร กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมันไม่ควรทำให้เป็นองค์กร ควรให้เป็นลักษณะเป็นกระบวนการหรือโพรเซส (Process) ถ้าเป็นลักษณะกระบวนการ มันใครก็ได้เข้ามาเป็น ซึ่งตรงนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่า จริงครับ ผมยอมรับว่าในหลายพื้นที่นั้น อาจจะยังไม่พร้อม แต่ไม่เป็นอะไร กระบวนสร้างเสริมกระบวนการให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม มันมีสิ่งที่จำเป็นและสามารถเรียนรู้จากการปฏิบัติหน้าที่จริง แล้วจะได้เห็นได้ชัด มาตรา ๒๑๕ ระบุให้สมัชชาพลเมืองดูแลแค่ระดับพื้นที่ ระดับท้องถิ่น ไม่ได้ก้าวล่วงถึง ระดับไหนเลย แล้วถ้าสมัชชาพลเมืองในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วไปใน ๗,๐๐๐ กว่าตำบลดูแล เขาเห็นอยู่ตำตาการทุจริตประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เห็นอยู่ตำตาทุกวี่ทุกวัน แต่เขาไม่มีสิทธิ ไม่มีปาก ไม่มีเสียง ในการที่จะบอกว่านั่นคุณกำลังโกงนะ คุณกำลังทุจริตนะ คุณกำลังทำไม่ถูกนะ สิ่งเหล่านี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังทำให้เกิดขึ้นและผมถือว่านี่เป็น สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างฐานความมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนระดับรากหญ้า ที่สำคัญอย่างยิ่ง ส่วนที่มีสมาชิกบางท่านเป็นห่วงที่ว่า มาตรา ๒๑๐ ให้ประชาชนมีส่วน ในการเรียกตรวจสอบข้าราชการในกรณีที่ ท่านต้องดูให้ชัดครับ มาตรา ๒๐๘ เขาจะใช้ เฉพาะกรณีที่ท่านละเมิดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๐๘ มาตรา ๒๐๘ บอกว่า ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ดำเนินการ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และมีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา กรณีที่ประชาชนเห็นว่าท่านละเลยไม่ทำตามกฎหมายเขาถึงมีสิทธิเข้ามานั่น ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็จะเข้ามา ไม่ใช่ ที่น่าเจ็บปวดท่าน ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดผมทราบดี การรุกล้ำ ที่สาธารณะทั้งหลายถามว่าข้าราชการเป็นหน้าที่ไหมต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ใช่ แล้วท่าน ปฏิบัติตามจริงหรือไม่ ใช่ เพราะถ้าท่านบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริง อัยการโกวิทท่านก็ทราบ จังหวัดสุราษฎร์ธานีของท่านผมไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปีเดียว ผมรู้เลยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ปล่อยปละละเลย แล้วประชาชนเห็นตำตายังปล่อยปละละเลยแล้วไปบอกผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอทำไมเขารุกกันไม่ไปดู นี่ละครับคือมาตรา ๒๑๐ ครับท่าน แล้วยิ่งเจ็บปวดกว่านั้น เวลาชาวบ้านไปร้อง ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหาย อันนี้ละครับเลยทำให้เกิดรีสอร์ทตามภูเขาเลากา เยอะแยะมากมาย ตอนเขาปลูกเสาต้นแรกเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดำเนินการ พอใช้เงินเป็นร้อย ๆ ล้าน สร้างไปเสร็จแล้วจะไปรื้อทิ้ง ผมว่าเรื่องนี้มันเป็นความเจ็บปวดครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ จำเป็นครับ ผมยังยืนยันว่าจำเป็น มาตรา ๒๑๐ จำเป็น
ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของความสัมพันธ์การแต่งตั้งข้าราชการ ผมคิดว่า คนที่เป็นข้าราชการทราบดีในช่วง ๑๐ กว่าปี หรือ ๒๐ ปีที่ผ่านมานั้นรู้อยู่เต็มอกว่า ระบบคุณธรรมหรือจริยธรรมมันมีหรือไม่ ทราบดีอยู่เต็มอก อาวุโสก็ไม่มีครับ ผมไม่อยากยกตัวอย่างอาวุโสของผม มีอยู่สมัยหนึ่ง อาวุโสระดับ ๕๐ กว่ายังตั้งขึ้นมาเป็น ปลัดกระทรวง แล้วมันตั้งมาแล้วทำงานได้ไหม มันเป็นเป็ดง่อย เพราะว่าข้าราชการ ในกระทรวงก็ไม่ยอมรับ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหมวด ๖ มันมีความจำเป็น ส่วนคำแนะนำทั้งหลายที่ท่านปรับ ผมคิดว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเรายินดีน้อมรับ เพราะว่าคำติของท่านหลายจุดก็เป็นประโยชน์ และคิดว่าน่าที่จะมาเพิ่มเติมและต่อเติม ให้มันสวยงาม แล้วยืนยันครับว่ารัฐธรรมนูญนี้ที่ว่าออกไปแล้วจะฉิบหายไม่ฉิบหรอกครับ คนจะฉิบหายคือคนโกงครับ เพราะจ้องเล่นงานคนโกง ข้าราชการโกง นักการเมืองโกง คนโกง นั่นล่ะจะต้องฉิบหายครับ อันนี้ก็ฝากไว้แค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ