สุชาติ นวกวงษ์ หารือเรื่องการปฏิรูปพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการปฏิรูปบุคคลที่จะบวชเป็นพระ การเรียนการศึกษา พระธรรมวินัยของสงฆ์ และการปกป้องพระพุทธศาสนา โดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในหลายด้านเพื่อให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุชาติ นวกวงษ์ เป็นเวลาที่สมควรจะต้องพูดถึงเรื่องพระสงฆ์อีกแล้ว เรื่องของกิจการ พระพุทธศาสนา มองไปทั้งแผ่นดินก็จะเห็นว่ามีวัดพระพุทธศาสนามากมายในประเทศไทย ไปตรงไหนก็มีวัด คุ้งโน้นก็มีวัด คุ้งนี้ก็มีวัด บางทีก็มีคำว่า คุ้งพยอม ก็คือว่าตรงนั้นก็เป็นต้นพะยอม อย่างนี้เป็นต้น ถ้าหากว่าเราจะมองดูในสิ่งที่เห็นปัจจุบันท่านประธานครับ สิ่งที่เห็น ในปัจจุบันในกิจวัตรที่พระสงฆ์ทำ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น อันนี้ถ้าทำ
อันที่ ๒ พระต้องบิณฑบาต
อันที่ ๓ พระต้องเรียนพระธรรมวินัย แล้วก็ต้องสวดมนต์ อันนี้เป็นสิ่งที่พระ ผู้อุปัชฌาย์ท่านจะบอกไว้ และพระต้องรับบิณฑบาต รับกิจนิมนต์ อันนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นทั่วไป ผมก็เคยบวชครับท่านประธาน บวชเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ผมบวช ๑ พรรษา แล้วก็ บวชให้แม่ที่เป็นผู้หญิง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็อยู่ในศรัทธาของผม แต่ถ้าหากว่าเราดูปัจจุบันนี้ ศรัทธาของศาสนิกชนลุ่มหลงมัวเมากับสิ่งที่เห็น เห็นอะไรครับ คิดว่าพระสร้างอภินิหารได้ พระหายตัวได้ เพราะฉะนั้นก็ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ หลงเชื่อว่าสิ่งที่พระบางรูปบอกคือความจริง ดังนั้น เราควรจะต้องหาทางปฏิรูป สิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนาได้กระทำนี้ ผมก็ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุน แล้วก็เห็นด้วย ท่านบอกว่าปฏิรูปทรัพย์สินของวัด ของพระ ผมก็เห็นด้วย ท่านบอกว่าปฏิรูประบบปัญหา ของพระสงฆ์ที่ไม่ปฏิบัติพระธรรมวินัย ผมก็เห็นด้วย ท่านบอกว่าปฏิรูปการศึกษา แล้วก็ การแปลงพระธรรมวินัยให้ผิดเพี้ยน ให้วิปริต ก็เห็นด้วยว่าเป็นความจริง แล้วท่านก็บอกว่า การปกป้องพระพุทธศาสนามันไม่ใช่หน้าที่ของพุทธศาสนาอย่างเดียว ทางด้านอาณาจักร ก็ต้องเอื้อมมือเข้าไปเพื่อว่าทำการปกป้องพระพุทธศาสนา แต่ผมมีความคิดเห็นเพิ่มเติม ท่านประธานครับ นอกจากแนวความคิดของท่านคณะกรรมการแล้ว ผมยังคิดว่าการปฏิรูป ต้องเพิ่มเติมเรื่องต่อไปนี้ครับ ต้องปฏิรูปบุคคลผู้จะบวชเป็นพระ อันนี้คนที่จะบวชเป็นพระ ไม่ใช่นึก ๆ อยากจะบวช วันมะรืนนี้ก็จะบวชเลย ก็มีคนแบบนี้ครับ เมื่อวานนี้ยังกินเหล้าอยู่ วานซืนยังสูบบุหรี่อยู่ แต่วันนี้อยากจะบวชแล้ว อย่างนี้ต้องปฏิรูปครับ ต้องปฏิรูปอย่างไร คงต้องไปหาทางคิดกันเพิ่มเติมว่าจะปฏิรูปคนที่จะเข้าสู่การบวชอย่างไร
เรื่องที่ ๒ ที่จะปฏิรูปครับ ที่คิดว่าจะต้องปฏิรูปก็คือว่าการเรียนการศึกษา พระธรรมวินัยของสงฆ์ เมื่อบวชแล้วต้องทำการเรียน ผมก็เรียนในขณะที่บวช ผมเรียน นวกโอวาท แล้วผมก็สอบพระธรรมวินัย และผมก็ได้ใบประกาศนวกภิกขุ ผมจึงเป็นชื่อ สุชาติ นวกวงษ์
ข้อ ๓ ที่เราจะต้องปฏิรูปครับ ปฏิรูปก็คือปฏิรูปพระอุปัชฌาย์ พระอุปัชฌาย์นี้ มีความสำคัญมากเลยในการที่จะบวชเป็นพระสงฆ์ ถ้าหากว่าไม่มีพระอุปัชฌาย์และไม่มี พระคู่สวด คนที่เข้าบวชคนนั้นก็ไม่สามารถบวชในพระพุทธศาสนาได้ เพราะฉะนั้น พระอุปัชฌาย์ต้องมีความรู้ ต้องมีความเข้าใจและต้องมีความเลื่อมใสและต้องเข้าใจในโลก ต้องสั่งสอนผู้ที่บวชใหม่ให้เข้าใจว่า ต้องเคร่งพระธรรมวินัยอย่างไร แต่เวลาเดียวกัน พระอุปัชฌาย์ต้องทราบดีว่าถ้าจะทำตัวให้เคร่งกับพระธรรมวินัย ต้องทำตัวเองด้วย ไม่ใช่ สอนเขาแล้วก็ทำไม่เป็น เพราะฉะนั้นต้องปฏิรูปพระอุปัชฌาย์ครับ พระอุปัชฌาย์ไม่ใช่แค่ พระอุปัชฌาย์ พระคู่สวดด้วย ในระหว่างก่อนจะบวชต้องมีพระอุปัชฌาย์และต้องมี พระคู่สวด ทั้ง ๒ ท่าน ต้องได้รับการปฏิรูปครับ
เรื่องที่ ๔ คือเรื่องการปฏิรูปการเผยแพร่พระพุทธศาสนาครับท่านประธาน อันนี้เป็นสิ่งจำเป็นมาก ทุกวันนี้มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ๒ แห่งครับ จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย กับวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่ง มหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้ง ๒ มหาวิทยาลัยก็แข่งกันแข่งกันเผยแผ่ พุทธศาสนา แล้วก็มีสาขาของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ดังนั้นผมคิดว่าถ้าหากว่าเราจะ เผยแพร่พุทธศาสนา เราจะปฏิรูปพระพุทธศาสนาครับคงต้องก้าวเข้าไปดูว่าที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้ง ๒ แห่งนี้ ได้สร้างหลักสูตรที่ทำให้คนที่บวชเป็นพระได้เรียนเรื่องของพระ แล้วก็เรียน เรื่องของการเผยแพร่พุทธศาสนาจริงจังหรือไม่
ปฏิรูปสุดท้ายครับ ผมคิดว่าสำคัญครับ ต้องปฏิรูปสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติด้วย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีมากี่ปีแล้วจำไม่ได้ แต่เล็งเห็นว่าทำงาน อยู่กับที่ ไม่ก้าวหน้า ในความคิดเห็นผมคือต้องปฏิรูปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถ้าหากว่าเราจะทำให้ทุกอย่างเป็นจริงขึ้นมานี้ครับ ทั้งหมดที่คณะกรรมการคิด รวมทั้งที่ผมเสนอ อาจจะช่วยทำให้กิจการของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยดีขึ้นได้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ