เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เสนอแนะให้กรรมาธิการมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินงาน และขอให้ดูภาพใหญ่ในการปฏิรูปสังคม โดยจัดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจำนวน 1 ใน 4 ในแต่ละกรรมาธิการ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปโครงสร้างใหญ่ของสังคม
ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ครับ ผมมีประเด็น ๓ ประเด็นที่ค่อนข้างจะสอดคล้องกับท่านอาจารย์ดุสิตแล้วก็คุณหมอชูชัย คือประการแรกนั้นผมเห็นด้วยกับท่านอาจารย์ดุสิตว่าพวกเรามีความเห็นตรงกันว่า กรรมาธิการไม่ควรจะเป็นแต่เฉพาะสมาชิกเท่านั้น แต่ควรจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ข้างนอกด้วย อันนี้ตรงกันแล้วก็ไม่มีอะไรขัดข้องก็เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่เสนอ แต่ว่าการจะเรียกว่า เป็นกรรมาธิการวิสามัญแบบโน้นแบบนี้ ผมว่าเรียกเสียว่าเป็นกรรมาธิการเฉย ๆ ไม่ต้องบอก สามัญหรือวิสามัญ เราจะเรียกของเราอย่างนี้ ซึ่งหมายความว่ากรรมาธิการที่มีทั้งผู้ที่ มาจากสมาชิกและบุคคลที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิข้างนอกมันก็จบ อันนั้นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ที่คุณหมอชูชัยพูดซึ่งก็ตรงกัน ผมเห็นในวรรคสามในตอนสุดท้าย เขียนว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นผู้เสนอจากรายชื่อผู้สมัคร เป็นสมาชิก ในความเป็นจริงนั้นผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกแต่ละจังหวัดมีจริง แต่ขณะเดียวกันในแต่ละด้าน ในกฎหมายเขียนว่า ให้ได้รับการเสนอชื่อ ก็กลายเป็นว่าจะต้องเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อของ แต่ละด้าน ถ้าบอกผู้สมัครก็จะกลายเป็นแต่เฉพาะท่านที่สมัครอยู่ในต่างจังหวัดและไม่ได้รับ การคัดเลือก เพราะฉะนั้นถ้าเขียนเสียว่าเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อหรือว่าที่คุณหมอชูชัย ใช้เมื่อสักครู่นี้ว่า ผู้เข้ารับการสรรหา ผมคิดว่าอันนั้นก็อาจจะครอบคลุมไปเลยทั้งจะเรียกว่า ผู้สมัครหรือว่าจะเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อ อันนี้ก็น่าจะดีกว่า ซึ่งอันนี้ไม่มีอะไรเป็นถ้อยคำ ทีนี้ในประเด็นในเรื่องนี้ผมคิดว่าทางที่ ๑ ก็เป็นอย่างที่กรรมาธิการเสนอ คือให้กรรมาธิการ วิสามัญเป็นผู้เสนอชื่อ แต่ว่ามันก็มีทางเลือกอีกทางหนึ่งก็คือให้กรรมาธิการนั้น ๆ ที่สมาชิก ผู้อยู่ในกรรมาธิการนั้น ๆ เป็นผู้เสนอชื่อ มันก็เป็นไปได้ คำถามคือเราจะให้กรรมาธิการทุกชุด แล้วให้กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นคนไปกำหนดเลยว่าจะเลือกใคร ไปอยู่ในชุดไหนให้เสร็จเลย แล้วเรามารับกันในที่นี้ทีเดียว เดี๋ยวก็จะขอแก้กันใหม่ ก็สนุกสนานวุ่นวายพอสมควร เพราะว่าบางคนก็น่าเกลียดที่จะไม่ยอมรับ ถึงในเวลานั้น มันจะพูดจากันลำบาก ทำไมไม่ให้กรรมาธิการในแต่ละคณะที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เขาเสนอกันเอง หรือถ้าจะให้กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นผู้เสนอก็ต้อง เติมเป็นว่า ให้สมาชิกที่อยู่ในกรรมาธิการในแต่ละคณะนั้นเห็นชอบ จะได้ไม่มีปัญหา ในที่ประชุมใหญ่ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะโดนว่ากรรมาธิการกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ นี่ใหญ่เหลือเกินกำหนดได้ทุกคนเลย ทุกกรรมาธิการ ๑๗ คณะ จะเอาคนนอก ๑ ใน ๔ ใส่ตรงไหน ชื่ออะไรก็ได้แล้วเสนอเข้ามาในที่นี้ ผมก็คิดว่าเพื่อปกป้องไหมครับ ทำเสียอย่างนั้น ดีไหมครับ จะให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่อยู่ในแต่ละกรรมาธิการเป็นผู้เสนอบุคคล ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจำนวน ๑ ใน ๔ ผมว่าถ้าอย่างนั้นก็อาจจะดูดีกว่าหรือเปล่า หรือถ้าท่านจะเสนอก็ให้สมาชิกที่อยู่ในกรรมาธิการนั้นเขาเห็นชอบ คือปรึกษาหารือเขา สักหน่อยนะครับ อันนั้นก็เป็นประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ก็คือการปฏิรูป ผมมองว่าการปฏิรูป ไม่ใช่เรื่องของการแก้ปัญหา แต่เป็นเรื่องของการปรับโครงสร้าง และการปรับโครงสร้างในครั้งนี้ ไม่ใช่ไปแก้ปัญหาเล็กปัญหาน้อย และไม่ใช่ไปแก้ปัญหาภาคส่วนนั้นภาคส่วนนี้ แต่ต้องดู องค์รวมให้ได้ การปฏิรูปคือการปรับโครงสร้าง หาจุดคานงัดให้ได้ว่าจุดคานงัด อยู่ที่ไหน การปฏิรูปย่อมมีการเจ็บปวด เพราะจะมีคนได้และจะมีคนเสียประโยชน์ ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ผู้ที่ได้ประโยชน์อยู่ในปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม ผู้เสียประโยชน์ก็เป็นอยู่เหมือนเดิม เมื่อเราปรับโครงสร้างย่อมมีคนได้มีคนเสีย เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ เราจำเป็นที่จะต้องดูภาพใหญ่ หาจุดคานงัดให้เจอและเสนอไปตรงนั้น และถ้าทำตรงนั้นได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสำเร็จภายในปีหรือ ๒ ปี อาจจะต้องมี กระบวนการต่อเนื่องที่ยาวไกลกว่านั้นไปจนประสบความสำเร็จ แต่มันเริ่มต้นทิศทางที่ ถูกต้อง ทีนี้ถ้ามาดูใน ๑๗ คณะ ผมเองก็ตั้งคำถามครับ เพราะว่าผมเองยังไม่เข้าใจ อย่างเช่น ในคณะที่ ๑๖ ผมถามว่าอันนี้เป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างใหญ่ของสังคมของประเทศ ถูกต้องหรือเปล่า หรือเราแบ่งเป็นด้าน พิจารณาเป็นเซคเตอร์ (Sector) และผมถามว่า เราจะปฏิรูปอะไร ใน (๑๖) บอกว่าจะมีคณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูปการกีฬา โอ้โฮ เดี๋ยวคนก็จะปฏิรูป ถ้าใช้อันนี้เป็นมาตรฐานมันก็จะมีปฏิรูปการโน่นการนี่ สิ่งนั้นสิ่งนี้ แม้กระทั่งปฏิรูป สลากกินแบ่งรัฐบาล มันก็เลยกลายเป็นการปฏิรูป หรือปฏิรูปทีละเรื่อง ผมคิดว่าเรามีเวลา ไม่มาก เราน่าจะดูเรื่องโครงสร้างใหญ่ แล้วจะทำอย่างไรที่จะให้โครงสร้างใหญ่พอปรับแล้ว มันสะเทือนต่อไปเป็นระลอก ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปโครงสร้างใหญ่ เขาจะได้ เดินต่อไป เมื่อพวกเราสิ้นวาระลงจะได้เดินต่อไปได้ ผมอยากให้มองอย่างนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว จะมีคนขอมา ขอให้มีเรื่องการกีฬาเราก็ใส่การกีฬา ขอให้มีเรื่องอะไรเราก็ใส่ นี่ผมเรียน ด้วยความเคารพว่า เราควรจะต้องพิจารณาเป็นองค์รวมหรือเปล่าว่าอะไรเป็นเรื่องโครงสร้าง ที่เราจะต้องหาจุดคานงัด แล้วปรับโครงสร้างนั้นให้ได้และต้องมีการเจ็บปวดแน่นอน ถ้าเราจะเปลี่ยนโครงสร้าง ถ้าเราจะปรับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ