นิรันดร์ พันทรกิจ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในการยกร่างรัฐธรรมนูญ และการออกแบบระบบการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปที่มีเดิมพันอย่างมาก และเสนอสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 20 คน โดยเลือกจากที่ประชุมแห่งนี้
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิรันดร์ พันทรกิจ สปช. ๑๑๕ ท่านประธานครับ อันที่จริงแล้วเมื่อได้ฟังท่านคณะกรรมาธิการได้นำเสนอ ผมยกมือตอนแรกก็คืออยากจะฟังว่าท่านมีเหตุผลอะไรก่อนที่ผมจะได้อภิปรายว่าท่านได้ แบ่งเป็น ๑๕ กับ ๕ ว่าคณะกรรมาธิการได้มีเหตุผลอะไรที่ได้ดึงเอาคนที่ไม่ใช่เป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่าก็ไม่ได้ถามตรงนั้น แต่ว่าเอาละครับก็คงจะมีการชี้แจงกันในตอนหลังแน่นอน ผมคิดว่าคงจะมีเหตุผล แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมคิดว่าผมก็มีเหตุผลที่จะเห็นต่างจากคณะกรรมาธิการบ้าง อย่างน้อยก็มีเหตุผลอยู่ ๓ ประการ แต่ก่อนที่กระผมจะได้อภิปรายถึงเหตุผล ๓ ประการ ของกระผม กระผมก็อยากจะเกริ่นอะไรบางอย่างก่อนเล็กน้อย
ประการแรก ผมคิดว่าการปฏิรูปครั้งนี้ภารกิจหน้าที่สำคัญของสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ๑. ก็คือการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒. ก็คือการออกแบบในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศทั้ง ๑๑ ด้าน หรือมากกว่านั้นนะครับ แล้วก็การยกร่างรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นสาระหรือเป็นแกนสำคัญของการปฏิรูปด้านอื่น ๆ ทั้งหมด เพราะถ้าการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ประสบความสำเร็จ ไม่บรรลุเป้าหมาย นั่นก็หมายความว่าการปฏิรูปอื่น ๆ ก็คงจะบรรลุเป้าหมายได้ยากครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการปฏิรูปครั้งนี้เรามีเดิมพันใหญ่ ๆ ๒ อย่าง ๒ เดิมพัน
เดิมพันอันแรก ก็คือเกียรติยศและชื่อเสียงของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้ง ๒๕๐ คน เพราะทั้ง ๒๕๐ คน ผมดูรายชื่อแล้วก็เป็นเกจิอาจารย์ทางด้านการเมือง การปกครอง ทางด้านกฎหมาย ทางด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นบุคคลมีชื่อเสียง มีเกียรติยศทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าการปฏิรูปบ้านเมืองไม่ประสบความสำเร็จ เกียรติยศเหล่านี้ก็ได้เอาอะไรมาคลุมหัวกันบ้างละครับ ถ้ามันไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ที่ประชาชนเขาคาดหวังไว้ นั่นเดิมพันแรก ๒๕๐ คน เกียรติยศของคน ๒๕๐ คน
เดิมพันที่ ๒ ก็คืออนาคตของประเทศชาติเป็นเดิมพัน ถ้าสมมุติปฏิรูปไปแล้ว ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงไม่สามารถจะทำอะไรให้มันดีขึ้นมา เราก็จะถูกตำหนิติเตียนว่า เข้ามาอยู่ตั้งเป็นปี ๆ ปรากฏว่ากลับออกไปแล้วทำบ้านเมืองไม่ได้ดีขึ้นอะไรเลย เสียเวลา เปลืองข้าวสุก มันก็จะเป็นปัญหาอย่างนี้ นี่ก็คือเดิมพันที่เราทุกคนที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติจะต้องตระหนักให้มาก
ทีนี้เหตุผลท่านประธานครับ ในการที่ผมไม่เห็นด้วยกับความเห็นของ คณะกรรมาธิการ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่า ในการยกร่างรัฐธรรมนูญนี่นะครับ กฎหมายเขาเขียนไว้ อย่างชัดเจนครับ ตามมาตรา ๓๒ (๒) ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมาจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒๐ คน ก็คือเขียนอาจจะไม่ได้ล็อกเอาไว้อย่างที่ว่าก็เป็นไปได้ครับ ท่านประธาน แต่ว่าดู ๆ แล้วมันก็มีความหมายสำคัญ เพราะอย่างน้อยที่สุดถ้าพูดถึง อัตราส่วนอย่างที่ท่านสมาชิกได้ว่าไปแล้ว ๒๐ บวก ๑๕ บวก ๑ ก็เป็น ๓๖ แปลว่าอย่างน้อย เสียงส่วนใหญ่ยังเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอยู่ แล้วก็มันมีผลอย่างสำคัญยิ่งเพราะถือว่า เป็นบุคคลที่เป็นแกนสำคัญของการยกร่างรัฐธรรมนูญ นั่นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า เมื่อรัฐธรรมนูญกลับออกมา ร่างเสร็จแล้ว แก้ไขแล้ว แล้วก็ได้รับความเห็นชอบ ตามมาตรา ๓๗ วรรคสอง คนอื่นเขามามีส่วนร่วมอย่างเดียวครับ สนช. คสช. คณะรัฐมนตรี เขาก็ส่งตัวแทนเข้ามา แต่เวลาเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ มันเป็นความเห็นชอบและไม่เห็นชอบ ของสภานี้เท่านั้น ถ้ามันดีสภานี้ก็รับไป แต่ถ้ามันไม่ดีสภานี้ก็รับไป เพราะฉะนั้น เป็นความรับผิดชอบเต็ม ๆ ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยตรง เป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบโดยตรง เพราะฉะนั้นถ้าออกมาไม่ดีหรือออกมาดีเราทุกคน ต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นผมจึงมองเห็นว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่มาจาก ๒๕๐ คน ที่มาจากการคัดสรร ๗,๐๐๐ กว่าคน มาจากกลุ่มต่าง ๆ มาจากองค์กรต่าง ๆ ถือว่า เป็นตัวแทนและมีคุณภาพอยู่แล้วครับ แล้วก็มีความหลากหลายด้วย มีความหลากหลาย ในหลายแบบหลายอย่าง แล้วก็จะเป็นการระดมความคิดเห็นที่จะใช้ในการปฏิรูปต่อไป นั่นคือประเด็นที่ ๑
ส่วนประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ คือการเชิญคนนอกเข้ามา ไม่อยากจะใช้ คนนอกครับท่านประธาน ขออภัย การเชิญคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ มามันจะต้องตั้งคำถามต่อไปอีกครับว่า ใคร และประการที่ ๒ ก็คือแล้วใครที่ว่านั้น จะมาอย่างไรต่อไปเพราะฉะนั้นมันก็กลายเป็นปัญหาจะต้องทำโจทย์ต่อไป แล้วมันก็มีเรื่อง ที่เกี่ยวกับขั้นตอนการประชุมและจะต้องมาเห็นชอบจะต้องคิดคัดสรรต่อไป อันนี้ ก็เป็นประเด็นปัญหาอยู่เหมือนกัน ที่จริงแล้วถ้าเป็นความเห็นลึก ๆ จากที่สื่อได้ออกกันมาว่า เป็นตัวแทนจากพรรคนั่นเท่านั้น พรรคนี้เท่านี้ กลุ่มนั่นเท่านั้นนั่นเท่านี้ ผมคิดว่าตอนที่เรา เปิดให้มีการสมัครเข้ามาเขาก็เปิด มันก็มีความเห็นว่าทำไมไม่สมัครเข้ามา ประเด็นที่ ๒ เขาก็มีท่าทีอยู่แล้ว อาจจะด้วยเหตุผลต่างกันที่ไม่ร่วม ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์เขาบอกว่า คนเขียนไม่ควรเล่น คนเล่นไม่ควรเขียน เขาก็เลยไม่ส่งเข้ามา ท่านอลงกรณ์ก็มาแบบไม่ใช่ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ขออภัยที่เอ่ยนาม หรือพรรคเพื่อไทยเขาบอกว่าอยากทำอะไร ทำไป ไม่เอาด้วย เป็นต้นไม้พิษ มันออกลูกเป็นพิษ สภานี้มาจากการยึดอำนาจว่าไป เขาก็ไม่เอาด้วย เขาก็มีท่าที โดยสรุปแล้วแม้จะมีเหตุผลต่างกันแต่ท่าทีมันเหมือนกันก็คือไม่ร่วม อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราส่งเทียบเชิญไปเขาไม่ร่วม เรายกมือไหว้ไป เขาไม่รับไหว้ ก็ว่าไป นั่นคือเหตุผล แต่ว่าถ้าเขาไม่ร่วมแล้วมันก็เสียเวลาอย่างไรครับ แล้วก็ไม่ได้หมายความ แล้วก็ด้วยข้อจำกัด ของคุณสมบัติ เขาเป็นนักการเมืองเขาก็จะให้เว้นวรรคทางการเมือง ๒ ปี เขาคงจะไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้นตัวที่เป็นบุคคลสำคัญ ๆ ในพรรคการเมืองไม่มีทางที่เขาจะมา มันก็กลายเป็นว่า ตัวแทนที่เป็นนักวิชาการของพรรคอะไรของพรรคซึ่งมันไม่ใช่เป็นตัวตัดสินท่าทีของพรรคได้ อันนี้ผมคิดว่าเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วย ประการที่ ๒
ส่วนประการที่ ๓ ครับท่านประธาน ประการที่ ๓ ก็เรื่องของเวลา ณ วันนี้ ปัญหาก็คือนับจากนี้ ๖๐ วันเราจะต้องฟังเสียงประชาชน ตอนนี้ ๖๐ วันก็เหลือประมาณ ๕๐ กว่าวันแล้ว ๕๐ กว่าวันเราต้องการว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่ร่างด้วยคน ๒๕๐ มันจะต้องร่างด้วยคนทั้งประเทศ คนที่เขาเห็นด้วย คนที่เขามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ เขาควรจะมีส่วนในการแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นอีก ๕๐ วัน ซึ่งเราจะต้องออกกันไป ช่วยกันไปอาจจะกำหนดปฏิทินงานอย่างไร ไทม์ไลน์ (Timeline) อย่างไรว่าจะทำงาน กันแบบไหนเพื่อฟังเสียงประชาชน แล้วเอาความเห็นเหล่านั้นไม่ว่าจะในแง่ของการยกร่าง รัฐธรรมนูญ หรือในแง่ของการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ เราก็ไปฟังประชาชนแล้วกลับเข้ามา เพราะฉะนั้นปฏิทินงานของเรามันจำกัดเหลือเกินที่จะให้ยืดเวลาออกไปมากมายขนาดนั้น นั่นคือประเด็นที่ ๓ ทีนี้ผมเห็นอย่างนี้ครับ อาจจะยังไม่ยื่นเป็นญัตติ แต่ว่าอาจจะเป็น ความเห็นอย่างนี้ก็คือว่า ใน ๑๕ นี่ผมเห็นด้วย และก็อีก ๕ ผมเห็นด้วย ๑๕ ก็คือว่า ๑๑ บวก ๔ อันนี้เข้าใจกันชัดเจน ๑๑ บวก ๔ ก็คือจากกลุ่ม ๑๑ กลุ่ม แล้วก็จากภาคต่าง ๆ ๔ ภาคเป็น ๑๕ แต่อีก ๕ นี่ครับท่านประธาน ไม่จำเป็นจะต้องเอาคนที่ไม่ใช่เป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ให้ ๕ คนนี่เลือกจากที่ประชุมแห่งนี้ใช้เวทีใหญ่นี่ อันโน้นมันลงตัว อยู่แล้ว คือมาจากส่วนต่าง ๆ จะได้สะท้อนจากการเมืองการปกครอง จากกระบวนการ ยุติธรรมจากอื่น ๆ อะไรก็ว่ากันไป ได้มา ๑๑ บวกกับ ๔ จากภาคต่าง ๆ และอีก ๕ คน เลือกจากที่ประชุมแห่งนี้ครับเสนอเข้ามา ใครอยากสมัครก็สมัครเข้ามา ๒๐ สมัคร ๕ คน ก็พอดีไม่ต้องเลือก แต่ถ้าสมัครเกินกว่า ๕ คนก็มีการเลือกเข้ามา ก็จะได้ครบ ๒๐ อันนี้ เป็นยืด อาจจะเสนอเป็นประเด็นเอาไว้ครับ แต่ว่าท่านสมาชิกจะเห็นด้วยหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่านี่เป็นการสะท้อนความเห็นของคณะกรรมาธิการก่อนครับ ขอบพระคุณท่านประธาน ครับ