สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ หารือเรื่องการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปฏิรูป และเสนอแผนแม่บทระดับชาติว่าด้วยศิลปวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาผู้สร้าง ผู้เสพ และผู้สนับสนุนงานศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงการสนับสนุนและพัฒนาแหล่งศิลปวัฒนธรรม และสิทธิเสรีภาพของบุคคลในการเข้าถึงศิลปวัฒนธรรม ค่านิยม และจริยธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๑๗ เป็นประธาน กรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ชื่อไม่ยาวนะครับ แต่ก็ไม่สั้นนัก เพราะว่ารวมเรื่องที่ใหญ่ ๆ ไว้ถึง ๕ เรื่อง ๑. ก็คือค่านิยม ๒. ศิลปะ ๓. วัฒนธรรม ๔. จริยธรรม ๕. ศาสนา ที่ว่าเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ก็เพราะเป็นเรื่องสำคัญครับ สำคัญในการที่จะปฏิรูปคน ปฏิรูปคนให้มีคุณภาพ คนที่มีคุณภาพเป็นทั้งพื้นฐานและ เป้าหมายของทุกคณะการปฏิรูปทั้ง ๑๘ คณะนี้ คนล้วนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง เป็นเป้าหมาย ในการปฏิรูปด้วยครับ ผมใคร่ขอทำความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะว่าที่เราประชุมและที่เรา เสนอความคิดเห็นจนได้ข้อสรุปนั้น เราทำความเข้าใจในเรื่องกรอบของเรื่องสำคัญ ๕ เรื่องนี้ ว่าศาสนานั้นเป็นหลักคิด จริยธรรมเป็นหลักปฏิบัติ ศิลปะ วัฒนธรรมนั้นแยกเป็น ๒ คำ วัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมคือวิถีชีวิต ศิลปะนั้นเป็นความจัดเจนในการทำงาน ในหลากหลายมิติ ส่วนค่านิยมนั้นเป็นพฤติกรรม ล้วนเป็นเรื่องสำคัญทั้งนั้นละครับ ทั้ง ๕ เรื่องนี้ว่าที่จริงแล้วก็อยู่ในร่มของคำว่า วัฒนธรรม นั่นเอง ผมขอทำความเข้าใจตรงนี้ เพราะคำว่าวัฒนธรรมนั้นเป็นคำที่ค่อนข้างจะกำกวม เพราะเป็นวาทกรรม ซึ่งแปรความ ไปจากคำเดิมที่แท้จริง เพราะว่าที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นค่านิยม ศิลปะ จริยธรรมและศาสนา ก็ล้วนเป็นวัฒนธรรมด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้นวัฒนธรรมจึงเป็นร่มใหญ่ ก็ขอลงลึกอีกนิดหนึ่งว่า แม้นักวัฒนธรรมเองก็จะมีความเห็นไม่ตรงกันว่า วัฒนธรรมหมายถึงอะไร เป็นเรื่องสำคัญมากครับ เราหมายถึงวิถีชีวิต ก็เพราะว่า โดยรากศัพท์เดิมแล้ว วัฒนะ แปลว่า งอกเงย ธรรม แปลว่า สิ่ง ธรรม หรือ ธ ร ธร ทะ ระ นี่ละครับ แปลว่า สิ่ง ถ้าจะเป็นภาษาอังกฤษเขาว่าซัชเนส (Suchness) ความเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น ธรรม แปลว่า สิ่ง โดยความหมายลึก ๆ ธาตุของศัพท์ ทางวัฒนธรรมก็แปลว่า สิ่งที่งอกเงย วัฒนะ แปลว่า งอกเงย ถ้ามันงอกเงยไปในทางดี มันก็งอกงาม มันก็เป็นอารยะ ถ้ามันงอกเงยไปในทางไม่ดี มันก็เป็นงอกไม่งาม หรืองอกง่อย มันก็เป็นหายนะ เพราะฉะนั้น ในคำ วัฒนธรรม เป็นคำกลาง ๆ ครับ แต่ที่เรามุ่งที่จะปฏิรูปนั้นต้องการให้มัน งอกงาม ต้องการให้เป็นอารยะ เพราะฉะนั้นเราใช้ในกรอบความหมายนี้ว่าเราจะปฏิรูป เพื่อให้วัฒนธรรมเป็นอารยธรรม เราไม่ได้มองปัญหาของวัฒนธรรม หรือค่านิยม หรือจริยธรรม หรือศิลปะ หรือศาสนาว่าเป็นเรื่องลอย ๆ ไม่เกี่ยวกับอะไรเลย เรารู้ดีว่า วัฒนธรรมและความหมายที่มาประกอบ ๔ ประการนั้นเป็นผลผลิตของสังคมครับ และสังคมเอง ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจและการเมืองเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมจะเป็น ผลผลิตของส่วนทั้ง ๓ นี้ อยากจะเปรียบเทียบเหมือนต้นไม้ครับ ต้นไม้จะมีส่วนสำคัญคือ ลำต้น ส่วนที่เป็นราก และส่วนที่เป็นเรือนยอดคือกิ่งก้านสาขา ใบ และใน ๓ ส่วนนั้นถ้าจะ เปรียบกับประเทศ ต้นไม้ต้นนี้ส่วนที่เป็นลำต้นก็คือสังคมครับ ส่วนที่เป็นรากก็คือส่วนที่เป็น เศรษฐกิจครับ ส่วนที่เป็นเรือนยอดก็คือการเมืองครับ เราต้องมองให้สัมพันธ์กันอย่างนี้ เราจึงจะเห็นโครงสร้างที่แท้จริงของประเทศเรา และใน ๓ ส่วนที่สำคัญนี้มันก็มีคู่ตรงข้ามกัน ด้วยครับ ขอลงรายละเอียดนิดหนึ่งเพื่อความเข้าใจตรงกัน ก่อนที่จะไปถึงประเด็น ก็คือว่าการเมืองนั้นมีอำนาจเป็นตัวขับเคลื่อน ๒ ส่วนที่สำคัญของอำนาจก็คือเผด็จการ กับประชาธิปไตย ส่วนที่เป็นเศรษฐกิจนั้น ตัวที่ขับเคลื่อนก็คือทุน ทุนก็มีคู่ตรงข้าม ๒ อย่าง เหมือนกันคือ ทุนสัมมากับทุนสามานย์ กำหนดง่าย ๆ ครับว่า ทุนสัมมาก็คือเอาทุนไปรับใช้ สังคม ส่วนทุนสามานย์ก็คือการเอาสังคมมารับใช้ทุน เป็นคู่ตรงข้ามกันนะครับ ทุนไม่ใช่ เลวร้าย เพียงแต่ว่าเอาไปรับใช้สังคมก็จะเป็นสัมมา แต่ถ้าเอาสังคมมารับใช้ทุนมันก็จะเป็น สามานย์ ส่วนสังคมก็จะมีวัฒนธรรมเป็นตัวขับเคลื่อน แล้วถ้าขับเคลื่อนไปสู่วัฒนธรรมที่ดี มันก็จะเป็นอารยธรรม ถ้านำไปสู่วัฒนธรรมที่ตรงกันข้ามมันก็เป็นหายนธรรม ขอให้เข้าใจ ตรงกันตรงนี้นะครับ สิ่งที่เราต้องการจะปฏิรูปก็คือ เราต้องการขับเคลื่อนไปสู่ด้านที่ถูกต้อง ด้านที่ดี ด้านที่สมควร สมกับคำว่า ปฏิรูปประเทศ หรือภาษาบาลี ปฏิรูปเทสวาสะ ปฏิรูปหรือปฏิรู ปะนี่แปลว่า สมควร หรือ ถูกต้อง เหมาะสม ปฏิรูปเทศก็คือประเทศ ที่เหมาะสม

ทีนี้ก็จะมาถึงประเด็นที่คณะของเราได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและนำเสนอ เราแยกเป็น ๓ กลุ่มครับ ๑. คือกลุ่มศิลปะและวัฒนธรรม ๒. คือกลุ่มค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรม เพิ่มคุณธรรมขึ้นมาเพราะว่าทั้งจริยธรรมซึ่งเป็นหลักปฏิบัติ ค่านิยม ที่เป็นพฤติกรรมนั้นต้องมีคุณธรรมเป็นพื้นฐาน เราต้องการปฏิรูปไปสู่ตรงนั้นครับ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกิจการศาสนา ต้องใช้คำว่า กิจการ ครับ เพราะตัวศาสนาที่เป็น หลักคิดนั้นไม่จำเป็นต้องไปปฏิรูปครับ เพราะทุกศาสนามีหลักเดียวกันก็คือ ความไม่เห็นแก่ตัว การเห็นแก่ผู้อื่น นี่เป็นหลักคิดของทุกศาสนาที่เป็นตัวหลักธรรม เรายังต้องใช้คำว่า กิจการศาสนาเพราะว่าเราต้องปฏิรูปตรงนั้นเพื่อนำไปสู่หลักคิดที่ถูกต้องของทุกศาสนา เมื่อแยกเป็น ๓ กลุ่มอย่างนี้ ผมก็ขอเอ่ยถึงประเด็นของแต่ละกลุ่ม บางกลุ่มเช่นค่านิยม และศาสนานั้นจะมีผู้อภิปรายเพื่อความชัดเจน ผมจะขอลงรายละเอียดเฉพาะ กลุ่มศิลปวัฒนธรรม ที่จริงคำว่า ศิลปวัฒนธรรม นี้เป็น ๒ คำนะครับ ศิลปะคำหนึ่ง วัฒนธรรมคำหนึ่ง วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิต ขณะที่ศิลปะนั้นเป็นความดีความงาม ซึ่งมีอยู่ในทุกเรื่องอยู่แล้ว เฉพาะกลุ่มศิลปะและวัฒนธรรมนั้นมี ๖ ประเด็นซึ่งเกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่องเป็นเหตุเป็นผลกัน

ประเด็นที่ ๑ ก็เรื่องดุลยภาพ

ประเด็นที่ ๒ เรื่ององค์กรที่จะมารับรองดุลยภาพนี้

ประเด็นที่ ๓ คือแผนแม่บทที่รัฐพึงกระทำ

ประเด็นที่ ๔ คือเรื่องพื้นที่ของงานศิลปวัฒนธรรม

ประเด็นที่ ๕ เรื่องกองทุนที่จะมาสนับสนุนประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้

ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๖ ก็คือสิทธิและเสรีภาพของทั้งประชาชน และชุมชน

ที่เราเริ่มด้วยประเด็นที่ ๑ ว่ารัฐต้องสร้างดุลยภาพแห่งอำนาจการจัดการ ด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยคำนึงถึง ๓ ภาคส่วนสำคัญคือ ภาครัฐ (ราชการ) ภาคเอกชน (ธุรกิจ) และภาคประชาชน (สังคม) ที่เราต้องการให้คำนึงถึง ๓ ภาคส่วนก็เพราะว่า ในรัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับ โดยเฉพาะฉบับปี ๒๕๕๐ ก่อนที่จะมีการปฏิรูป พูดถึงเรื่อง งานของศิลปวัฒนธรรมไว้ ๕ มาตรา คือมาตรา ๕๗ มาตรา ๖๖ มาตรา ๗๓ มาตรา ๘๐ และมาตรา ๒๘๙ ซึ่งทั้ง ๕ มาตรานี้ล้วนแต่เป็นการกำหนดเรื่องสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง หรือของประชาชน จะเห็นว่างานศิลปวัฒนธรรมนั้นแม้จะเป็นงานของคน เป็นงาน ของประชาชน เป็นวิถีชีวิตของประชาชน ประชาชนเป็นผู้สร้างผู้สรรค์ แต่ประชาชน ไม่มีอำนาจเลยครับ ประชาชนได้แต่มีสิทธิและหน้าที่ ส่วนอำนาจในการกำหนดงาน ศิลปวัฒนธรรม ผมขอใช้รวม ๆ หมายถึง ๕ ส่วนสำคัญนั้นแหละ ส่วนที่มากำหนด งานศิลปวัฒนธรรมของประชาชนก็คือ ภาครัฐกับเอกชน ซึ่งจำเป็นอยู่แล้ว แต่ว่าปัจจุบันนี้ โลกมันพัฒนา โลกมันไร้พรมแดน การส่งออกและอิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมนั้นมากมายเกินกว่า ที่จะปล่อยให้อยู่ในมือของภาคใดภาคเดียวมากำหนดเท่านั้น เราจึงคิดว่าเราจะต้องมี ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่ออะไรครับ เพื่อความเข้มแข็ง ความมั่นคงในการที่จะรับ กับอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติ สภาพที่เป็นอยู่นี้ถ้าหากว่าเราไม่ปฏิรูป แล้วก็ไม่ใส่ใจ ในเจ้าของวัฒนธรรมคือประชาชนแล้ว สภาพการณ์ปัจจุบันนี้มันก็จะเกิดในลักษณะที่ผม ใช้คำว่า ของเก่าก็หาย ของใหม่ก็หด ไปดูศิลปะพื้นบ้านที่เป็นรากเหง้า นี่ยกเฉพาะเรื่อง ศิลปะ การละเล่นที่เป็นรากเหง้าของเรานั้นนับวันก็จะหายไป เพราะบางทีเราเอาจำนวน ผู้ชมไปวัด แน่นอนไม่อาจจะดึงดูดใจเหมือนกับการละเล่นสมัยใหม่ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นรากเหง้าครับ เราจะต้องอนุรักษ์ไว้ รักษาไว้ ปกป้องด้วย ท่านไปดูทางใต้ครับ หนังตะลุง มโนราห์ ถ้าหากว่าราชการไม่มีเทศกาล หรือทางเอกชนไม่หามาเล่นเพื่อสนองธุรกิจของเขา ก็จะไม่มีเวทีเลยครับ นอกจากวันไหว้ครูที่ว่าโรงครูเท่านั้น ฉะนั้นในสภาพอย่างนี้ก็หมายถึงว่า ของเก่าก็มีแต่จะหายไปครับ คือไม่มีพื้นที่ ส่วนของใหม่ก็หดครับ เพราะว่าถูกจำกัด นอกจากว่า ศิลปินที่โด่งดังมีชื่อเสียงสามารถที่จะมีโอกาสสร้างงานได้ก็จะมีพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ ก็จะหดหายไป สภาพเช่นนี้ละครับเราจึงต้องการดุลยภาพของการจัดการด้านศิลปะ และวัฒนธรรม ซึ่งคำนึงถึง ๓ ภาคส่วนสำคัญ รัฐ เอกชน แล้วก็ประชาชน

ส่วนประเด็นที่ ๒ เรื่ององค์กร การที่จะให้เกิดการดุลยภาพของ ๓ ส่วนนี้ได้ จำจะต้องมีองค์กรมารองรับครับ องค์กรในที่นี้เราต้องการเป็นองค์กรที่ยั่งยืนครับ ไม่ว่าจะมี รัฐบาลในสมัยไหน องค์กรนี้จะต้องคงอยู่ องค์กรนี้เรายังไม่ได้กำหนดชื่อแน่นอน แต่จะต้องมี ลักษณะรวมทุกสมาคม สมาพันธ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ในองค์กรเดียวกัน เรากำลังมองว่าในสภาวะอย่างนี้เราจะต้องมีการปรึกษาหารือและร่วมมือกันทั้ง ๓ ภาคส่วน ฉะนั้นองค์กรที่น่าจะเป็นไปได้แล้วก็ขับเคลื่อนได้ง่ายที่สุดคือในนามของสมัชชา เราจึงสมมุติว่า เป็นสมัชชาศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่จริงก็หวั่น ๆ คำว่า แห่งชาติ ครับเพราะอะไร แห่งชาติแล้วมันมักจะไม่ค่อยอยู่นานสักเท่าไร หรือไม่สามารถที่จะเดินไปได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นชื่อนี้ยังไม่ตายตัว แต่ต้องการให้เป็นองค์กรที่มาสนองรัฐตรงนี้ให้ได้ครับ ก็มีคำว่า รัฐต้องจัดตั้งองค์กรสมัชชาศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อ นี่ขอแก้ไขนะครับ เพื่อปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ ส่งเสริม พัฒนา เผยแพร่ และสืบสานงาน ด้านศิลปวัฒนธรรมอันหลากหลายภายใต้การมีส่วนร่วม ขอเติมหน่อย ส่วนร่วมของ ประชาชน ชุมชน และการจัดการของภาคประชาชนเพื่อสร้างดุลยภาพ นี่เป็นเรื่ององค์กร

ประเด็นที่ ๓ คือเรื่องแผนแม่บท เราเขียนไว้ว่า รัฐต้องจัดให้มีแผนแม่บท ระดับชาติว่าด้วยศิลปวัฒนธรรมภายใต้การมีส่วนร่วม ขอเติมว่า ของประชาชน ชุมชน และ จัดการของภาคประชาชน เพื่อการพัฒนาผู้สร้าง ผู้เสพ และผู้สนับสนุนงานศิลปะและ วัฒนธรรม การกำหนดนโยบายแนวทางการปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ ส่งเสริม พัฒนา เผยแพร่ และสืบสาน ศิลปวัฒนธรรม รวมถึงพัฒนามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยใช้ฐานคุณค่าทางศิลปะ และวัฒนธรรม นี่เดี๋ยวจะไปขยายถึงเรื่องกองทุนครับ แผนแม่บทนี้ก็เหมือนกับแผนแม่บท ในเรื่องเศรษฐกิจ แผนแม่บทในเรื่องสนับสนุนอะไรต่าง ๆ ผู้ด้อยโอกาสหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แผนแม่บททางศิลปวัฒนธรรมจำเป็นต้องมีครับในโลกปัจจุบัน เพราะมิฉะนั้นแล้ว เราก็จะมีสภาพตกเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมของชาติที่มีอิทธิพลกว่า ดังที่เราเห็น และเป็นอยู่

ประเด็นที่ ๔ คือพื้นที่ ที่เราเขียนไว้ว่ารัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องส่งเสริมและสนับสนุนการเปิดพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่สื่อทุกรูปแบบสำหรับกิจกรรม ด้านศิลปวัฒนธรรม โดยสนับสนุนงบประมาณและการจัดการที่จำเป็นภายใต้การมีส่วนร่วม ของประชาชน ชุมชน และการจัดการของภาคประชาชนเพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างภาครัฐ (ราชการ) ภาคเอกชน (ธุรกิจ) และภาคประชาชน (สังคม) พื้นที่ในที่นี้ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ทุกจังหวัดมีเรื่องราว ทุกชุมชนมีเรื่องราว ถ้าหากว่าชาวบ้านเขาลุกขึ้นมาจัดแสดงเรื่องราว ของเขา ที่จริงเรื่องนี้เรื่องยาวมากครับ หมดเวลาเสียแล้ว ผมรวบรัดก็แล้วกันว่า เราจะต้องมี พื้นที่ให้เขา ยกง่าย ๆ แม้แต่ในห้องนี้เมื่อเวลาเงียบ ๆ เราน่าจะมีเพลงพระราชนิพนธ์ ของรัชกาลที่ ๗ เช่น เพลงราตรีประดับดาว เครื่องสายเบา ๆ มันจะได้ความเย็นยะเยือก ค่อยชื่นใจสักหน่อย หรือแม้กระทั่งที่รถไฟฟ้า รถใต้ดิน บนทางด่วน แทนที่จะมีภาพโฆษณา มีภาพศิลปะงาม ๆ ของเราบ้างได้ไหม อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี อาจารย์ประหยัด พงษ์ดำ ภาพเหล่านี้เขาจะขึ้นบ้างได้ไหม ถามว่าเอาเงินจากไหน ก็ภาษีป้ายที่โฆษณากันเต็มเมือง นั่นละครับ

ทีนี้มาเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จำเป็นต้องพูดก็คือกองทุนครับ กองทุนนี่จำเป็น ก็เพราะว่ายกตัวอย่างเราจะทำเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เลยถ้าเราไม่มีกองทุนของเราเอง แล้วก็ งบกองทุนที่ผมว่านี่เราไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากรัฐบาลเลยครับ ผมจะอ่านตัวเลขจาก การท่องเที่ยวเมื่อปี ๒๕๒๖ มีตัวเลข ๑,๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ไม่น้อยเลย ขอเปอร์เซ็นต์สัก .๐๐๑ มาตั้งกองทุนให้งานศิลปวัฒนธรรมได้ไหมครับ เพราะการท่องเที่ยวเขาใช้ฐานของศิลปวัฒนธรรมทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น วัดพระแก้ว วัดพระแก้วสถิตอยู่ แต่ว่าตัวเลขจากการท่องเที่ยวมหาศาล ขอเปอร์เซ็นต์มาแบ่งให้กองทุน เพื่อจัดการเรื่องเหล่านี้บ้างก็จะเป็นไปได้ครับ

ประเด็นสุดท้ายเรื่องบุคคล ขอเติมว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพ ในการเรียนรู้ ปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ ส่งเสริม พัฒนา เผยแพร่ สืบสาน และเข้าถึงศิลปวัฒนธรรม ค่านิยม และจริยธรรมอย่างเท่าเทียมกัน คงจะไม่ยกรายละเอียดจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า สมมุติว่าชาวเชียงใหม่ตื่นเช้าเขาได้เห็นพระธาตุดอยสุเทพทุกเช้า วันหนึ่งเกิดอยู่ดี ๆ มีตึกขึ้นมาบัง ชุมชนเขามีสิทธิที่จะคัดค้านป้องกันนะครับ นี่คือสิทธิของชุมชนที่จะได้เข้าถึง งานศิลปวัฒนธรรมด้วย นี่ขยายมากว้าง ๆ อย่างนี้ เวลาหมดแล้วครับ ส่วนเรื่องค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรมนั้น ยกตัวอย่างให้ง่าย ๆ คร่าว ๆ ว่า ทำอย่างไรเราจะรณรงค์วาทกรรมของคำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้มาสู่องค์คุณ คือองค์คุณของความเป็นชาตินั้นก็คือ อารยธรรมครับ องค์คุณของศาสนาก็คือ สันติธรรมครับ องค์คุณของพระมหากษัตริย์ก็คือสามัคคีธรรม คือทำอย่างไรเราจะใช้วาทกรรมที่มีอยู่นี่ มารณรงค์ให้เป็นคุณธรรม ให้เป็นพฤติกรรม ให้เป็นค่านิยมได้ ซึ่งในเอกสารนี้ก็มีอยู่ อาจจะไม่ลงรายละเอียด แต่ว่ามีอยู่ ส่วนเรื่องศาสนานั้นก็เช่นกันก็มีเป้าหมายที่จะปฏิรูปมาก สักครู่สมาชิกของเราก็จะร่วมอภิปราย แต่ผมขอเอาง่าย ๆ ว่าครั้งนี้เราได้เพิ่มเติมว่า บุคคล มีสิทธิในการเป็นนักบวชในศาสนา ตรงนี้เปิดทางให้อาจจะมีภิกษุณีได้ครับ แล้วก็ การศาสนสัมพันธ์ ผมอยากจะยกมรดกธรรมของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ว่า ให้ทุกคนเข้าใจ และเข้าถึงหัวใจของศาสนาตน และทำความเข้าใจกับหัวใจของศาสนาอื่นด้วย เพียงเท่านี้ แหละครับก็จะสร้างศาสนสัมพันธ์ได้ ผมขอจบเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ