สุรเดช จิรัฐิติเจริญ เสนอข้อเสนอให้ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาดำเนินโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทย โดยใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภาเป็นพื้นที่ทดสอบ โดยมีกรอบการเจรจาที่มีมาตรฐานและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงปัญหาการตีความที่อาจเกิดขึ้น
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ถือว่าเป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญทั่วไป) และวันนี้เองมีเรื่องที่พิจารณาถึง ๑๓ เรื่อง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๒ แต่ ๑๒ เรื่องเป็นเรื่องตามมาตรา ๑๙๐ ที่จะขอกรอบการพิจารณา แต่เรื่องนี้เป็นเรื่อง ตามมาตรา ๑๗๙ ซึ่งอภิปรายขอความคิดเห็นของรัฐสภาแห่งนี้
ท่านประธานครับ ในหัวข้อเรื่องขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่อง การอนุญาตให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกาเข้ามาดําเนินโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) กุลนที ๘๙/๒ สภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทย ตามมาตรา ๑๗๙ แห่งรัฐธรรมนูญนั้น ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ให้รายละเอียดอย่างชัดเจน ผมคิดว่าการที่รัฐมนตรี ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศก็ดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ดี ให้ข้อมูล ที่ละเอียดอย่างนี้ ผมว่าปัญหาคงไม่ถึงวันนี้นะครับ วันนี้เองเดิมทีเมื่อครั้งก่อนก็บนพื้นฐาน แห่งความไม่เข้าใจกัน บนพื้นฐานแห่งความหวาดระแวง จึงทําให้รัฐบาลไม่สามารถเดินหน้า ต่อไปได้ว่าจะเป็นอํานาจของคณะรัฐมนตรีที่สามารถทําความตกลงได้เลยหรือไม่ หรือต้องเข้าตามมาตรา ๑๙๐ หรือเพียงขอความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๙ ในวันนี้
ท่านประธานครับ ในส่วนรายละเอียดนั้นคงไม่ขอกล่าว เนื่องจากว่ารัฐมนตรี ได้พูดละเอียดครบถ้วนแล้วนะครับ ผมเองก็คงมีข้อสังเกตในบางประการเกี่ยวกับประเด็น ในเรื่องนี้นะครับ เนื่องจากว่าตามที่ทางประเทศสหรัฐอเมริกาหรือองค์การนาซ่าจะมาใช้ พื้นที่สนามบินอู่ตะเภาเป็นพื้นที่ทดสอบทางด้านการก่อตัวของเมฆและเป็นการใช้ชั่วคราว ระยะเวลาเพียง ๒ เดือน มีภารกิจที่ชัดเจน และมีเงื่อนไขในการตรวจสอบในการขึ้นบิน แต่ละครั้ง ข้อมูลแต่ละอย่าง แล้วก็มีนักวิชาการแต่ละอย่างบอกว่า ถ้ามาตรการตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับสภาแห่งนี้ผมว่าเพียงพอในความเข้าใจได้ ซึ่งจะทําให้ความรู้ ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเราถึงแม้ว่าประเทศเรามีคนเก่งเยอะแต่ก็ไม่มีโอกาส ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รสรินทร์ ๙๐/๑ ดังนั้นเองการที่โครงการต่าง ๆ ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงมาใช้หรือมาใช้ฐานของเรานั้น ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้ นอกเหนือจากการเรียนรู้ซึ่งกันและกันเราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเสียเงิน ๓๐ ล้านเหรียญมาทําอะไรให้เมืองไทย เขาก็คงต้องการ หาทดสอบความรู้ในพื้นที่ว่าพื้นที่ในเอเชียอาคเนย์ซึ่งเป็นพื้นที่มีหัวใจสําคัญ ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ให้ความสําคัญในพื้นที่ในภูมิภาคนี้เช่นเดียวกันก็เสียเงิน ๓๐ ล้านเหรียญ ก็คงต้องการแหล่งความรู้ องค์ความรู้ในภูมิภาคนี้เช่นเดียวกัน แต่คนไทยเอง เราก็คงหาโอกาสนี้ในด้านวิทยาศาสตร์ คงต้องหาโอกาสนี้ในการเรียนรู้ ซึ่งทางรัฐมนตรีเอง ก็ว่ามีงบประมาณถึง ๒๐๐ ล้านบาทให้กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ทําวิจัยและแลกเปลี่ยน เรียนรู้ แล้วก็โดยเฉพาะเราต้องเรียนรู้กับเขาทางด้านวิทยาศาสตร์ ส่วนเรื่องความมั่นคง ความมั่นคงเองทางรัฐมนตรีเองก็รายงานว่าได้ศึกษาหรือสอบถามกับหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว แล้วก็เป็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งการต่าง ๆ นั้นตรวจสอบได้ เพราะว่าขั้นตอนนี้ ไม่เพียงทํานอกเหนือจากที่ตกลงนะครับ เพราะว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีการตรวจสอบ โครงการนี้เป็นโครงการที่ทุกภาคส่วนให้ความสนใจ ดังนั้นเองผมเชื่อมั่นว่าโครงการนี้ ก็สามารถที่จะไม่ใช่ปัญหาความมั่นคงหรือแม้กระทั่งเรื่องความเชื่อมั่นเอง ถ้าวันนี้เอง ถ้าสภาแห่งนี้ถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่ทางรัฐบาลนําเรื่องประเด็นนี้มาขอความคิดเห็นกับสภา และรัฐสภาแห่งนี้ตามมาตรา ๑๗๙ เพื่อพิจารณาความเห็นมุมมองต่าง ๆ ของฝ่ายรัฐบาลก็ดี ฝ่ายค้านก็ดี หรือว่าฝ่ายวุฒิสมาชิกก็ดี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาว่ามีความคิดเห็นอย่างไร มีข้อกังวลอย่างไร ข้อเสนอแนะอย่างไร เพื่อที่รัฐบาลจะได้นําไปปฏิบัติต่อเป็นความคิด ที่รอบคอบยิ่งขึ้น เพราะว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะละเอียดอ่อน ละเอียดอ่อนในประเด็นไหน ประเด็นที่ว่าเมืองไทยเองเรื่องอย่างนี้ไม่เคยมีมานานแล้ว ถ้าเมื่อปี ๒๕๑๐ กว่า ทางประเทศสหรัฐอเมริกาเคยใช้ฐานทัพที่อู่ตะเภาคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัจจุบันนี้ มันยุค ๒๕๕๐ กว่าแล้ว ยุค ค.ศ. ๒๐๐๐ แล้ว การตรวจสอบก็ดี ความมั่นคงก็ดี ดังนั้นเอง ประเด็นนี้คงไม่น่ามีปัญหานะครับจากที่ถ้าทางรัฐบาลรับฟังในประเด็นที่ตามมาตรา ๑๗๙ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และทําอะไรต่าง ๆ นั้นนะครับ ประเทศเราไม่ใช่อาณาจักรแค่ประเทศเราต้องฟัง ความคิดเห็นของประเทศเพื่อนบ้านและเพื่อนสมาชิกอาเซียนมีความเห็นอย่างไร แต่ที่จะ สดับตรับฟังนะครับ แต่ว่ามีประเทศไทย มีประเทศกัมพูชาและประเทศสิงคโปร์ให้ความเห็น ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) รสรินทร์ ๙๐/๒ แล้วก็ที่เพิ่มมาคือประเทศอินโดนีเซีย แต่ก็ไม่ทราบว่าประเทศมาเลเซียและ ประเทศเวียดนามมีความคิดเห็นอย่างไร อย่างเช่นเราจะก่อสร้างเขื่อนน้ําโขงก็ต้องฟัง ความคิดเห็นข้างเคียง ดังนั้นประเด็นต่าง ๆ นั้นก็อยากฝากรัฐบาลว่ารับฟังความเห็น ประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเฉพาะประเทศอาเซียน รวมกระทั่งถึงประเทศที่มีอิทธิพล ในเอเชียคือประเทศจีนคงปฏิเสธไม่ได้นะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็ละเอียดอ่อน แต่ตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พูดคุยกับทางประเทศจีนแล้วว่า ไม่ขัดข้องเพราะโครงการนี้มีมานานแล้วและประเทศจีนใช้อยู่ เพราะฉะนั้นเองประเด็นนี้ คงไม่ใช่ประเด็นอะไร แล้วก็ส่วนเรื่องประเด็นทางการเมือง ประเด็นการเมืองนั้นคงต้อง แยกแยะว่าเรื่องนี้ประเด็นอะไร ถ้าเราพูดคือว่าอันนี้คือเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของ วิทยาศาสตร์เรียนรู้ต้องตอบคําถามได้ว่าอันนี้ถ้าบนพื้นฐานแห่งความหวาดระแวง จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ดังนั้นเองคงต้องแยกแยะว่าถ้าไม่ใช่การเมืองก็คงจะร่วมมือร่วมใจกัน อย่างเช่นเรื่องด่วนเรื่องที่ ๑ ที่ผ่านมา เรื่องความตกลงกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องกําจัด สารปรอท ผมเห็นมติเป็นเอกฉันท์ ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและวุฒิสภาเห็นด้วยทุกท่าน โดยที่ไม่มีใครเห็นด้วย ดังนั้นเองก็อยากวิงวอนในรัฐสภาแห่งนี้ว่าอะไรที่เป็นประเด็น การเมืองคุณก็ว่าไป อะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์หรือเป็นองค์ความรู้ในข้อเท็จจริงก็ขอให้มี ความร่วมมือร่วมใจกันในการทํางานต่อไปนะครับ และที่สําคัญเรื่องการประชาสัมพันธ์ ความรู้ นอกเหนือจากที่ทางรัฐบาลเองจะชี้แจงกับสอบถามกับข้าราชการก็ดี จะชี้แจง ต่อสมาชิกรัฐสภาก็ดี จะฟังความคิดเห็นของประเทศเพื่อนบ้านก็ดี สิ่งที่สําคัญคือ พี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนนั้นบางทีองค์ความรู้หรือข้อมูลข่าวสารว่ารัฐบาลควรจะให้ ข้อมูลที่ชัดเจนและถ่องแท้ อย่างเช่นในวันนี้ผมคิดว่าถ้าประชาชนได้ฟัง ผมคิดว่า ความขัดข้องหรือความข้องใจคงจะหายไปเยอะ ดังนั้นเองก็ขอฝากเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะรัฐมนตรีว่าข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะปัจจุบันนี้ข้อมูลข่าวสารไม่ใช่ว่าเดี๋ยวนี้ มีทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต (Internet) หรืออะไรต่าง ๆ มากมาย ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) นงลักษณ์ ๙๑/๑ เพราะว่าช่องทางต่าง ๆ ผมว่าจะทําให้พี่น้องประชาชนนั้นเข้าใจ แล้วก็เกิดการยอมรับ จะทําให้รัฐบาลโครงการต่าง ๆ สามารถทําได้ ถ้าข้อมูลนี้เป็นจริงผมคิดว่าพวกเราทุกคน ประเทศไทยทุกคนเห็นด้วย เพราะว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีมากมาย ดังนั้นตัวกระผมเองนั้น ก็คงขอสรุปเพียงเล็กน้อยว่าในส่วนตัวเห็นด้วยในการที่จะให้รัฐบาลไปทําความตกลงเรื่องนี้ เพราะว่าเป็นเรื่องของการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อที่จะนํามาซึ่งการเรียนรู้เทคโนโลยี เป็นการเรียนรู้ที่สําคัญเป็นการบาลานซ์ (Balance) อํานาจ เราเองคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราไม่สามารถไปอิงอํานาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้คงต้องมีความร่วมมือกันทั้งประเทศพันธมิตร ของเรา คือ ในประเทศอาเซียนก็ดี ในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี อียู หรือประเทศสหรัฐเมริกา คงต้องถ่วงดุลอํานาจซึ่งกันและกัน คงไม่สามารถที่จะพึ่ง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ ก็ขอฝากเรื่องดุลแห่งอํานาจนะครับ และที่ผมขอเป็นข้อสังเกตว่า ต้องมีการยอมรับ อะไรก็ตามถ้าเราพูดถึงแฟคท์ (Fact) หรือข้อเท็จจริง คงปฏิเสธไม่ได้ ถ้าพูดถึงความเชื่อนั้นอาจจะเชื่อไม่เหมือนกัน ความคิดไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนั้น ผมคิดว่าต้องเหมือนกัน ถ้าเราเปิดเผยต่อสาธารณชนได้เอาความจริงมาพูดกันผมคิดว่า เป็นการยอมรับ
สุดท้ายที่ผมจะเป็นข้อเสนอแนะความสําคัญว่าเราพูดมาวันนี้ปากเปียกปากแฉะ กันวันนี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องด่วน ๑๓ เรื่อง ตอนนี้มาพูดเรื่องที่ ๒ เราพูดถึงมาตรา ๑๙๐ ว่าจะเข้าหรือเปล่า ดังนั้นผมก็ฝากว่ามาตรา ๑๙๐ ก็มีอยู่ในวรรคห้า บอกว่าควรจะให้รัฐบาลนั้น มีกฎหมายว่าด้วยการเขียนกรอบการเจรจาประเภทที่ชัดเจน ดังนั้นจะทําอย่างไรไม่ให้รัฐบาล ไม่สามารถบริหารได้ รัฐบาลเองมีอํานาจในการบริหาร รัฐบาลมีคะแนนเสียงที่ท่วมท้น ดังนั้นเองถึงแม้ว่าสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในด้าน สสร. ได้ แต่กฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ซึ่งเป็น พ.ร.บ. เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าเราจะมีกฎหมายประกอบ อย่างไร ถ้าไม่มีอย่างนี้ก็คงมีปัญหาอย่างนี้เรื่อย ๆ มานั่งตีความกันว่าประเด็นนี้จะเข้าใน มาตรา ๑๙๐ หรือเปล่า จะทําให้เข้าทุกเรื่อง รัฐบาลเองหรือการบริหารก็ไม่สามารถเดินหน้าได้ แต่ไม่เข้าก็เสี่ยง ดังนั้นขอฝากข้อสังเกตว่านอกเหนือจากการพิจารณาในวาระนี้แล้ว กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเนื่องด้วยตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ว่าด้วยกฎหมาย กําหนดประเภทหรือกรอบการเจรจาขอให้รัฐบาลเร่งรัดจัดการเสียเพื่อจะตีความว่าอะไร ควรจะเข้า ไม่เข้า เพื่อที่จะทําให้เราเดินหน้าต่อไป ขอขอบคุณครับ ร ๑/๒๕๕๕ (ส. ทั่วไป) นงลักษณ์ ๙๑/๒