อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นนโยบายกระทรวงพาณิชย์ในการเจรจาขอทบทวนระบบโควตาภาษีกับอียู เพื่อปกป้องผลประโยชน์เกษตรกรและผู้ส่งออกไทย โดยเสนอให้กลับไปใช้ระบบเดิมแทนการใช้ข้อ ๒๘ ของแกตต์ และเรียกร้องให้รัฐบาลเจรจาทั้งในระดับทวิภาคีและดับเบิลยูทีโอเพื่อชดเชยความเสียหาย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ กระผมมีคําถามสั้น ๆ ไปถึงท่านรัฐมนตรีเพียงสั้น ๆ นะครับว่า ในกรณีที่ทางคณะรัฐมนตรีได้นําเสนอร่างข้อตกลงในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่าง สหภาพรัฐสภาและประเทศไทยตามข้อ ๒๘ ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากร และการค้า ปีคริสต์ศักราช ๑๙๙๔ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขข้อผูกพันในเนื้อสัตว์ปีกแปรรูป ที่มีอยู่ในข้อผูกพันของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงแกตต์ที่ได้กล่าวถึงนั้น จําเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบเพื่อที่ทางรัฐบาลจะได้ดําเนินการต่อไป \
คําถามของกระผมก็คือว่าข้อที่ ๑ ภายใต้การเจรจาและความตกลงที่จะมีผล หลังจากนี้ถ้าหากว่ารัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ ทางรัฐบาลได้เตรียมการในการดูแลปัญหา การบริหารโควตาการนําเข้าสัตว์ปีกของเราสู่ประเทศยุโรปอย่างไร เพราะว่าในปี ๒๕๔๙ อียู (EU) เคยมีปัญหาในเรื่องการบริหารการนําเข้าภายใต้ระบบโควตาแล้วก็ผลักภาระมาให้กับ ผู้ส่งออกของไทย ประเด็นนี้เนื่องจากว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญจากการที่เรา สามารถส่งออก ประเทศไทยและประเทศบราซิลสามารถส่งออกไปยังอียูได้โดยใช้ระบบ คํานวณภาษีที่ราคาหรือว่าน้ําหนัก แต่คราวนี้อียูเองก็ต้องการจะดูแลตลาดของตัวเอง ดูแลผู้ผลิตของตัวเอง ก็บริหารตลาดโดยการเปลี่ยนเป็นระบบโควตาภาษีก็คือกําหนดให้ โควตาที่เจรจาตกลงกันได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ตันเศษต่อปี คิดภาษีต่ํา แต่ถ้านอกโควตา ก็จะคิดภาษีสูง แต่ว่าปริมาณโควตาที่ได้รับมาก็ยังน้อยกว่าปริมาณความต้องการโดยรวม และสินค้าเรามีคุณภาพเพราะฉะนั้นก็เป็นที่ต้องการ ก็จะมีปัญหาว่าถ้าหากไปทําความตกลง ในส่วนนี้โดยที่ขาดหลักประกันแล้วก็ไม่นําบทเรียนในอดีตมาเป็นเงื่อนไขข้อสังเกตของ ความตกลงดังกล่าวหรือภาคผนวกก็จะมีปัญหาในเรื่องของภาระผู้ส่งออกของไทยที่อาจจะ ถูกผลักมาจากเรื่องของการแก่งแย่งโควตาการนําเข้าของอียู
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่ากระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลมีนโยบายหรือไม่ในการ ที่จะไปเจรจากับทางอียูในประเด็นที่ขอทบทวนให้กลับไปใช้ระบบเดิม ความจริงก็ต้องบอกว่า ภายใต้ระบบใหม่ที่เป็นการนําเข้าด้วยระบบโควตาภาษีนั้นก็เป็นผลกระทบโดยตรงกับ ประเทศไทยแล้วก็ประเทศบราซิล เมื่อคืนผมไปงานวันชาติประเทศบังกลาเทศก็ได้พบกับ ท่านเอกอัครราชทูตบราซิลท่านใหม่ เราก็ได้คุยกันว่าประเทศบราซิลกับประเทศไทย เป็นประเทศผู้ส่งออกอาหาร โดยเฉพาะอียูหลังจากเกิดวิกฤติแล้วก็มีแนวโน้มของการ ที่พยายามปกป้องตลาดภายในของตัวแล้วก็พยายามหาช่องทางในแกตต์ เช่นอย่างข้อ ๒๘ ในการที่จะใช้เพื่อจะปกป้อง เราไม่เรียกว่าเป็นการกีดกันทางการค้า แต่ว่ามันก็เป็นช่องหนึ่ง ที่ตีความหมายได้อย่างนั้นแต่มันมีผลกระทบต่อเกษตรกรของเรา ต่อผู้ส่งออก และการค้า ของเรา ดังนั้นไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีมีแนวทางของการไปขอเจรจาทั้งในระดับทวิภาคี แล้วก็ในส่วนของที่เจนีวาที่ดับเบิลยูทีโอที่นั้นหรือไม่อย่างไร เพื่อให้อียูได้ทราบสัญญาณว่า ฝ่ายเราก็ไม่ได้เห็นด้วย แต่การใช้ข้อ ๒๘ ภายใต้แกตต์ทางประเทศที่เป็นภาคีสมาชิก อย่างอียู สามารถใช้ได้ในการเปลี่ยนแปลงแต่ต้องชดเชยความเสียหายให้เรา ดังนั้นจึงมีการเจรจา จึงได้มีการเจรจาเพื่อชดเชยและกําหนดโควตาซึ่งเราก็เรียกว่าในช่วงที่รัฐบาลท่านอภิสทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ก็ได้บรรลุที่ทําให้โควตาที่จะเอาไปรวมคิดเหมารวมกับ ประเทศอื่น ๆ มาสู่การคิดเป็นรายประเทศ เราก็ได้ประโยชน์ตรงนี้อย่างมาก แต่นั่นคือภาวะ ที่เราต้องจํายอมภายใต้ข้อ ๒๘ ของแกตต์ แต่ถ้าเราจะได้ประโยชน์สูงสุด คือการขอให้อียู กลับไปใช้ระบบเดิมกับเรา ก็คือการนําเข้าภายใต้ระบบการคิดภาษีแบบปริมาณและราคา
ข้อที่ ๓ ก็คือถ้าไม่เป็นผลเช่นนี้ ถ้ามีทางเลือกในเชิงนโยบายในการดําเนินงาน เพื่อจะให้มีการเร่งรัดการเจรจาเอฟทีเอ (FTA) ไทย-อียู หรือไม่ เพราะตรงนี้จะทําให้ เขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับอียูนั้นจะลบล้างระบบดังกล่าวในเรื่องโควตาต่าง ๆ มาสู่การเปิดการค้าเสรี อันนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากจะเรียนถามเพราะว่ามันเป็นประโยชน์โดยตรง เนื่องจากว่าปีหนึ่งเราส่งออกไปร่วม ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับสัตว์ปีกแล้วก็เป็นปริมาณ ร่วมถึง ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ก็ถือว่ามีผลกระทบต่ออนาคตข้างหน้าของเราโดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งก็อยู่ในชนบท ไม่ว่าจะอยู่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคใต้ หรือแม้แต่ในกรุงเทพมหานครชานเมือง ก็ฝากเรียนคําถามสั้น ๆ เหล่านี้ว่าภายใต้การขออนุมัติรัฐบาลที่มารับไม้ต่อนี่ ท่านรัฐมนตรี มารับไม้ต่อได้มีความรอบคอบ แล้วก็ได้มีแนวเชิงรุกในการแก้ไขปัญหานี้ทั้งเชิงระยะสั้น ระยะยาวอย่างไร แต่เรียนว่านี่คือภาวะจํายอมที่เราต้องยอมภายใต้ความตกลง ข้อ ๒๘ ของแกตต์ แต่ถามบอกว่าถึงแม้เราสามารถที่จะเจรจาในช่วงที่ผ่านมาจนได้มากที่สุด เกินคาดหมายด้วยซ้ําไป แต่มันไม่ใช่แนวทางที่เราต้องการ เราต้องการที่จะกลับไปสู่ระบบเดิม หรือ ๒. เร่งรัดเรื่องเอฟทีเอ ไทย-อียู ซึ่งอียูก็เปิดช่องมาแล้ว แล้วผมก็ได้คุยได้พบกับทาง ทูตอียูประจําประเทศไทย เขาก็ยังติดตามเรื่องนี้อยู่ตลอด ก็ถามว่าทางกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ทาง กนส. ได้มีแนวทาง มีการประชุมหรือยังในการดําเนินการเรื่องนี้ หรือว่ายังไม่ได้ ประชุมเลย ซึ่งก็ถือว่าล่าช้ามาก ขณะนี้ถือว่าล่าช้ามากเพราะว่าเรื่องนี้ผ่านมาร่วมปีแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้เข้ามาสู่รัฐสภา และอาจจะทําให้กําหนดการที่หวังว่าจะมีผลบังคับใช้ภายใน อีก ๒-๓ เดือนข้างหน้า คือวันที่ ๑ กรกฎาคมไม่สามารถเป็นไปตามนั้น และจะส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกซึ่งตอนนี้การส่งออกเราก็ตกต่ํามาก ตกต่ํามากจนน่าวิตกนะครับ ดังนั้นก็เป็น ๓ คําถามที่ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีครับ