รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ยืนยันคำพูดของเขาในสมัยสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้อภิปรายเกี่ยวกับสิทธิของผู้ทราบการกระทำที่มีเพียงเท่านั้น และขอให้ท่านประธานยุติอภิปรายเพื่อป้องกันการบันทึกข้อมูลคลาดเคลื่อนในหลักฐานการประชุม นอกจากนี้ เขายังเสนอมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับอำนาจของอัยการและผู้ทราบการกระทำ รวมถึงการตีความกฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าควรตีความในทางที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และไม่ควรจำกัดสิทธิของผู้ทราบการกระทำ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ก็ต้องขออนุญาตชื่นชมท่านประธานนะครับ ที่ได้พยายามแก้ไขสถานการณ์ที่ค่อนข้าง ตึงเครียดตลอด ๑๐ กว่าวันที่ผ่านมา แต่ผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ ๘ คือวันศุกร์ที่แล้วเราได้เปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไว้ค่อนข้างแยะ ตลอดทั้งวัน และผมนั่งฟังอยู่ตลอดทั้งวัน แล้วก็เป็นหนึ่งที่ได้เข้าชื่อไว้และกำลังจะถึงคิวที่ผม จะได้รับสิทธิอภิปราย

ประเด็นหนึ่ง ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าเมื่อวันศุกร์ที่มี การอภิปรายกันตลอดทั้งวันนั้นมีข้อมูลหลายสิ่งหลายอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ แล้วคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง ซึ่งผมเห็นว่าถ้ามีการหยุดอภิปรายไว้เพียงนั้นครับ ก็จะทำให้หลักฐาน คือบันทึกการประชุม ของสภาแห่งนี้นั้นได้บันทึกข้อมูลที่คลาดเคลื่อนต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะว่าที่สุดในอนาคตก็อาจจะต้องใช้หลักฐานการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่แล้วนั้นเป็นเอกสาร ทางประวัติศาสตร์ต่อไปว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับการตีความ ของมาตรา ๖๘ ไว้อย่างไร ท่านประธานครับ ผมจะยกตัวอย่างว่ามีเพื่อนสมาชิกบางท่านกล่าวอ้าง ไปถึงคำอภิปรายของผมในสมัยที่ผมเป็น สสร. เกี่ยวกับมาตรา ๖๘ แม้จะไม่ได้ระบุชื่อก็ตาม แต่ท่านก็ยืนยันว่าเป็น สสร. ซึ่งนั่งทำหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในขณะนี้ นอกจากนี้ มีการนำเอาคำอภิปรายของผมในสมัยที่เป็น สสร. ตอนที่ผมแปรญัตติ มาตรา ๖๘ มาแจกจ่าย ในห้องอาหารของสภาแห่งนี้ด้วย ซึ่งผมถือว่าเป็นการกล่าวอ้างมายังตัวผมโดยตรงนะครับ ผมก็จะขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานคิดว่าท่านประธานจะยุติ การอภิปราย ผมเห็นด้วยว่าเป็นแนวทางที่ดีมาก แต่ก็ขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ ครับว่าสิ่งที่ผม อภิปรายไว้เมื่อปี ๒๕๕๐ คือวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ นั้น ผมอภิปรายในฐานะที่เป็นผู้แปรญัตติ ในมาตรา ๖๘ ตรงประเด็นที่ใช้ข้อความว่า จากผู้รู้เห็น เป็น ผู้ทราบการกระทำ แล้วก็ส่วนตัว ได้อภิปรายเลยไปในประเด็นอีกนิดหนึ่งว่า ผู้ทราบการกระทำมีสิทธิที่จะยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดนั้นตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ผมมิได้อภิปรายว่า สิทธิของผู้ทราบการกระทำ มีเพียงเท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าไม่อยู่ในกรอบประเด็นการถกเถียง ของประชุมสภา สสร. ในสมัยนั้น และไม่ได้อยู่ในกรอบที่ผมแปรญัตติ ซึ่งผมเชื่อว่าพวกเรา ทุกคนคงทราบดีว่าผู้สงวนคำแปรญัตตินั้นอภิปรายได้เฉพาะในประเด็นที่ตัวเองแปรญัตติ อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดข้อถกเถียงในประเด็นนี้ขึ้นมาท่านประธาน ผมก็ตามไปค้นคว้าเอกสาร การประชุมต่อเนื่องเมื่อปี ๒๕๔๐ คือในสมัยที่มีการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญตอนคราวที่ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธาน เหตุผลที่ต้องย้อนหลังกลับไปดูประวัติศาสตร์ เมื่อ ๑๕ ปีที่ผ่านมานั้น เนื่องจากมาตรา ๖๘ มีฐานที่มาก็คือมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ๓ วรรคแรกไม่มีการแก้ไขอะไรเลยครับ นอกจากประเด็นที่ผมแปรญัตติ และที่ประชุม สสร. ปี ๒๕๕๐ เห็นด้วยกับผมครับ คือแก้จากผู้รู้เห็น เป็น ผู้ทราบการกระทำ เท่านั้นเอง นอกนั้นเหมือนเดิมหมดครับ ผมก็ตามไปดูการประชุมสภา สสร. ปี ๒๕๔๐ ท่านประธาน ที่ประชุมสภา สสร. ไม่มีผู้ใดอภิปรายมาตรานี้ ผมไม่ละความพยายาม ผมตามไปดู รายงานการประชุมของกรรมาธิการยกร่างเมื่อปี ๒๕๔๐ ก็พบว่ามีการพูดในเรื่องของมาตรา ๖๓ ซึ่งปัจจุบันก็คือ มาตรา ๖๘ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาประชุมเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๐ ท่านประธานนิดเดียวนะครับ เพื่อให้ข้อเท็จจริงตกผลึก และผมเชื่อว่าต่อไปพวกเรา จะได้ไม่ต้องมาถกเถียงในเรื่องประเด็นนี้ เพราะว่ามันกลายเป็นประเด็นทางสังคม และเนื่องจากมีการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนกันไป โดยที่มีบางส่วนพาดพิงมาที่ตัวผม ซึ่งผมถือว่าทำให้ผมได้รับความเสียหายไปด้วยนั้น ผมตามไปดูรายงานการประชุม ของกรรมาธิการยกร่าง ปี ๒๕๔๐ ท่านประธาน พบข้อมูลอยู่นิดหนึ่ง ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ท่านกรรมาธิการยกร่างในสมัยนั้น ท่านบุญเลิศ คชายุทธเดช ท่านอภิปรายไว้อย่างนี้ครับว่า ถ้าให้อัยการสูงสุดเป็นคนพิจารณา อัยการสูงสุดมีอำนาจที่จะไม่เสนอต่อศาลก็ได้ หรือว่า มีอำนาจหน้าที่แต่เพียงว่าต้องยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะมาตรา ๖๓ ที่กำลัง พิจารณาอยู่นี้ คือกฎหมายหลัก ท่านอาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ขออภัยที่เอ่ยนามครับ ท่านตอบไว้อย่างนี้ครับว่าสิ่งที่กรรมาธิการบุญเลิศได้อภิปรายในเชิงตั้งคำถามไว้นั้น ท่านเห็นว่า เป็นรายละเอียดที่จะต้องไปกำหนดเป็นกฎหมายลูกประกอบ ก็คือยังหาข้อยุติไม่ได้ว่า ที่สุดยื่นกับอัยการแล้ว อัยการต้องยื่นต่อไปที่ศาลทุกกรณีหรืออัยการมีสิทธิที่จะใช้ดุลยพินิจ มีอีกท่านหนึ่งที่อภิปรายต่อก็คือ ท่านประชุม ทองมี อภิปรายไว้อย่างนี้ว่าแล้วถ้าอัยการสูงสุดยื่น หรืออัยการสูงสุดไม่ยื่นก็จะเป็นปัญหา ถ้าให้อำนาจมาก คือใช้ดุลยพินิจ ผมเห็นด้วย แต่ถ้าใช้ดุลยพินิจแล้วต้องมีองค์ประกอบ ให้เขาใช้ดุลยพินิจ ที่สุดเลขานุการของคณะกรรมาธิการยกร่างในสมัยนั้นสรุปว่าถ้าอย่างนั้น จะขอเปลี่ยนถ้อยคำของมาตรา ๖๓ เป็นข้อความใหม่ดังนี้ครับ เลขานุการชี้แจงให้ที่ประชุม ทราบว่าขอตัดถ้อยคำ และปรับถ้อยคำใหม่ เป็นว่า เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ ข้อเท็จจริง แล้วยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการ เปลี่ยน และ เป็น แล้วให้ นะครับ เพื่อให้มีความชัดเจนว่าอัยการรับเรื่องแล้ว อัยการเป็นผู้ยื่นกับศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่เรื่องยังไม่จบครับ มีกรรมาธิการอีก ๑ ท่านเสนอขึ้นมา อภิปรายเสนอมา ขออภัยต้องเอ่ยนาม ท่านนี้ด้วยครับ ชื่อท่านกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ท่านอภิปรายในที่ประชุมอย่างนี้ครับว่า ส่วนความในวรรคสองท่านขอแปรญัตติแก้ไขเป็นว่า ในกรณีที่พรรคการเมืองกระทำการ ตามวรรคหนึ่ง ผู้พบเห็นทราบถึงการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องต่อตุลาการ รัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว อีกท่านหนึ่งเสนอว่าผู้ทราบการกระทำ ควรมีสิทธิเสนอเรื่องต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ยุคนั้นยังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญครับ มีแต่ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่สุดที่ประชุมมีความเห็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ที่สุดประธานที่ประชุม คือท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านอานันท์ ปันยารชุน ท่านถามความเห็นว่า มีผู้ใดติดใจเรื่องคำแปรญัตติหรือไม่ ถ้าไม่มีผู้ใดติดใจเรื่องคำแปรญัตติ เพราะฉะนั้นถือว่า มาตรา ๖๓ ผ่านไปตามที่มีการแก้ไข จึงเป็นที่มาที่เลขานุการเสนอว่าให้เปลี่ยน และ เป็น แล้ว นั้น กลับมาใช้ และ อย่างเดิม คือให้ผู้ทราบการกระทำมีสิทธิเสนอเรื่องต่ออัยการเพื่อตรวจสอบ ข้อเท็จจริง และเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้สั่งยุติการกระทำ เมื่อผมตรวจรายงาน การประชุมของคณะกรรมาธิการพบอย่างนี้นั้นนะครับ ผมจึงมีความเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราถือตามเจตนารมณ์ของต้นตอที่มาของมาตรา ๖๘ ซึ่งมีรากฐานที่มา คือมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะพบเจตนารมณ์ว่าในชั้นคณะกรรมาธิการนั้น มีผู้เสนอ ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ก็คือเสนอเรื่องแล้วอัยการมีสิทธิใช้ดุลยพินิจหรือไม่ กับ

ประเด็นที่ ๒ ผู้ทราบการกระทำ ควรมีสิทธิที่จะเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้โดยตรง และที่ประชุมตกลงตามนั้นครับ เมื่อตกลงตามนั้นก็แปลว่าผู้ทราบการกระทำนั้น มีสิทธิ ๒ ประการ

สิทธิประการที่ ๑ ก็คือเสนอต่ออัยการ และอัยการมิได้ทำหน้าที่แต่เป็นเพียง บุรุษไปรษณีย์ ท่านมีสิทธิใช้อำนาจตรวจสอบประกอบดุลยพินิจของท่าน

สิทธิประการที่ ๒ ของผู้ทราบการกระทำ ก็คือเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรง

นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ปรากฏอยู่ในรายงานการประชุม ของสภาแห่งนี้ แต่เป็นดุลยพินิจอิสระของเพื่อนสมาชิกว่าเพื่อนสมาชิกจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง อันนั้นเป็นดุลยพินิจของเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ด้วยความเคารพครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ ผมยังเห็นต่อไปอย่างนี้ครับว่าเมื่อที่ประชุมแห่งนี้ ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้มีการอภิปรายไว้ตลอดวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ผมเคารพความเห็นทุกฝ่าย เรายังคงมีความเห็น แตกต่างกันอยู่

ส่วนหนึ่งเห็นว่าผู้ทราบการกระทำ ไม่มีสิทธิเสนอเรื่องโดยตรงไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต้องเสนอผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น

ส่วนหนึ่งเห็นว่าควรที่จะมีสิทธิ ๒ อย่าง คือนอกจากเสนอต่อพนักงานอัยการแล้ว ถ้าพนักงานอัยการมิได้ดำเนินการในเวลาอันสมควร หรือมีความเห็นแตกต่างไปจากผู้ยื่นคำร้อง ผู้ทราบการกระทำมีสิทธิที่จะนำเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เองโดยตรง นี่คือความต่าง บนความงดงามของระบอบประชาธิปไตย แต่ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเมื่อใดที่เรามี ความเห็นแตกต่างกันที่จะต้องตีความกฎหมาย เมื่อการตีความกฎหมายนั้นสามารถตีความได้ ๒ ทาง เราควรจะเลือกทางที่ ๑ คือจำกัดสิทธิของผู้ทราบการกระทำซึ่งเป็นสิทธิตามหมวด ๓ คือสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือให้เขามีช่องทางเดียว หรือเราควรจะตีความอย่างกว้าง คือให้มีสิทธิ ๒ ทางเพื่อให้สอดรับกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ด้วยความเคารพ อีกเช่นกันครับ ผมในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ผมมีความเห็นว่ากฎหมายมหาชนถ้าต้องตีความ เราจะต้องตีความในทางที่คุ้มครองสิทธิ ไม่ใช่ตีความในทางจำกัดสิทธิ เพราะถ้าตีความ ในทางจำกัดสิทธิแล้วมันอาจจะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ ด้วยท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตสั้น ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ นั้น ๒ มาตรานี้เขียนแล้ว ผมไม่รบกวน ไม่อ่านหรอกครับ แต่อยากจะ กราบเรียนว่า ๒ มาตรานี้เขียนแล้วรวมความได้สาระสำคัญดังนี้ครับ สิทธิเสรีภาพ ของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้นั้น ผูกพันฝ่ายนิติบัญญัติในการออกกฎหมาย ผูกพันฝ่ายบริหารในการใช้กฎหมาย และผูกพันฝ่ายตุลาการในการตีความกฎหมาย เมื่อรัฐธรรมนูญ ๒ มาตรานั้นเขียนอย่างนั้น ผมจึงเห็นว่าการที่ศาลตีความไปในทาง ที่คุ้มครองสิทธิจึงสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ แล้ว

ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ประเด็นที่เราหารือกันมาตลอด ย่างเข้าวันนี้เป็นวันที่ ๒ ที่ท่านประธานอยากได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจของท่าน แม้ว่า ณ วันนี้ท่านได้กรุณาตัดสินใจแล้ว และขออนุญาตชื่นชมอีกครั้งหนึ่งนั้นก็คือสภาแห่งนี้ ควรที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมกราบเรียนครับว่าที่ฟังเพื่อนสมาชิก อภิปรายตลอดวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ผมคิดว่าพวกเราหลายท่านยังหลงประเด็น แม้กระทั่ง ทีมกฎหมายของท่านประธานเองก็หลงประเด็นที่ชี้มาว่ารัฐสภามิได้เป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๑๖ ของรัฐธรรมนูญ คือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ผูกพันรัฐสภา แล้วก็หลงประเด็นเลยไปถึงขั้นถกเถียงกันว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คำวินิจฉัย ผมดูจากเอกสารที่ท่านประธานได้กรุณาแจกพวกเราในที่ประชุมที่แนบท้าย หนังสือแจ้งคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เปิดไปก็เจอบรรทัดแรกเลย ชื่อคู่ความในคดีประกอบไปด้วย พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม กับพวก ผู้ถูกร้องที่ ๑ ตัวท่านประธานเอง ประธานรัฐสภา เป็นผู้ถูกร้องที่ ๑ ผมอ่านรายชื่อผู้ถูกร้องทั้งหมดไม่ปรากฏว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้ถูกร้อง นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ ท่านประธานครับ หมายความว่ารัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้เป็นคู่กรณี หรือคู่ความในคดีเลยนะครับ แล้วหนังสือที่เขามีมาถึงนั้นเขาถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และเขาบอกให้เลขาธิการแจ้งคำสั่งให้ท่านประธานทราบ ตรงนี้คือประเด็นสำคัญที่ผมอยากให้ ท่านประธานรับฟังด้วยความตั้งใจครับว่าเขาแจ้งเลขาธิการให้แจ้งประธานรัฐสภา มิได้ให้แจ้ง รัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นการที่พวกเราอภิปรายกันว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น จึงคนละเรื่องกับที่ศาลเขาแจ้งมา ศาลเขาแจ้งให้ท่านประธานเป็นคนชะลอเรื่อง เพราะท่านประธานเป็นคนที่มีอำนาจหน้าที่ ตามข้อบังคับการประชุมในการที่จะบรรจุระเบียบวาระการประชุมเรื่องหนึ่งเรื่องใด เรื่องก็มี เท่านั้นเองละครับ เพราะฉะนั้นการที่เราลามไปถึงเรื่องของการที่ตุลาการขยายเขตอำนาจ มาสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นรัฐสภานั้น ผมด้วยความเคารพครับเห็นว่าเป็นการอภิปราย ซึ่งสร้างความคลาดเคลื่อนให้สังคมมีความเข้าใจผิดแล้วจึงเป็นเหตุให้มีพี่น้องเสื้อแดง มาชุมนุมกันเมื่อวันพฤหัสบดี แล้วก็อภิปรายโจมตีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกันยกใหญ่ว่า ก้าวก่ายอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลยครับ ต้องกราบเรียนครับ และผมขออนุญาตกราบเรียนอีกนิดหนึ่งท่านประธานครับ