ชวน หลีกภัย หารือเรื่องอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการเคารพอำนาจของฝ่ายตุลาการ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ข้อสังเกตบางประการหลังจากที่ได้ฟังท่านสมาชิกมีความเห็น ในเรื่องนี้ตลอดมา ที่จริงแล้วก็ยังไม่มีข้อยุติครับว่าความเห็นหรือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถูก ผิด เพียงแต่ว่าบางท่านก็บอกว่า ผิด บางท่านบอกว่า ไม่ผิด ยังไม่มีใครชี้ขาดได้ แต่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานเป็นข้อสังเกตบางประการ คือต้องยอมรับว่านี่เป็นครั้งแรกที่เรา บางท่านมีทัศนะความเห็นที่ขัดแย้งต่อสถาบันตุลาการอย่างรุนแรง ปกติแล้วเราฝ่ายนิติบัญญัติ เราจะมีปัญหากับฝ่ายบริหารมากกว่า คือเราจะกล่าวหาว่าฝ่ายบริหารแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ แทรกแซงอำนาจท่านประธาน หรือไปสั่งท่านประธาน หรืออะไรก็แล้วแต่ มักจะเป็นปัญหา อย่างนั้น ท่านประธานสังเกต แต่ท่านประธานมีประสบการณ์ผ่านมาหลายสมัย ท่านจะเห็นครับ เกือบจะพูดได้ว่าเราไม่ค่อยมีข้อขัดแย้งหรือปัญหาที่ต้องโต้แย้ง โต้ตอบกับฝ่ายตุลาการ แต่ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งแรก ๆ ที่มีทัศนะความเห็นที่รุนแรงต่อกันนะครับ อย่างไรก็ตาม ผมกราบเรียนท่านประธานพอเป็นแนวอย่างนี้นะครับว่าจริง ๆ แล้วระหว่างเรากับฝ่ายบริหาร อำนาจเราแยกไม่ค่อยเด็ดขาดหรอกครับ เพราะว่าระบบของเราเป็นระบบรัฐสภา ซึ่งต้องอาศัย เสียงข้างมาก การแบ่งอำนาจหรือการคานอำนาจซึ่งกันและกันนั้น ทางฝ่ายตุลาการจะชัดเจน เราเป็นผู้ออกกฎหมาย เขาเป็นผู้วินิจฉัยกฎหมาย ฝ่ายบริหารเป็นผู้ใช้กฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นผู้ออกกฎหมาย เพราะฉะนั้นเวลาเราทำหน้าที่ของเรา คนที่จะไปตีความว่ากฎหมาย คืออะไร เป็นอย่างไร คือฝ่ายตุลาการ เราจะบอกว่าเจตนาเราความจริงเราเป็นอย่างนี้ ตุลาการ อาจจะวินิจฉัยเป็นอีกอย่างหนึ่ง อันนั้นก็เป็นอำนาจที่ถือว่าในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาแบบของเรานั้น อำนาจแต่ละฝ่ายเราแบ่งเด็ดขาดระหว่างฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร แต่ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารนั้นเราไม่เด็ดขาด คงมีเด็ดขาด ก็เฉพาะของวุฒิสมาชิกซึ่งถือว่าไม่สังกัดพรรคการเมือง ไม่ใช่เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ส่วนสภาผู้แทนราษฎรนั้นคนที่เป็นรัฐบาลได้ต้องมีเสียงข้างมาก ไม่มีใครไปว่าอะไรครับว่า จะต้องเห็นด้วยกับรัฐบาลทุกเรื่อง หรือเห็นด้วยกับรัฐบาลทุกปัญหา ไม่มีใครไปทำอะไรได้ เพราะว่าระบบนี้ถ้าเสียงข้างน้อยก็อยู่ไม่ได้ ก็ต้องอาศัยเสียงข้างมาก แต่ว่าประเด็นที่ผมคิดว่า เราไม่ควรจะขัดแย้งทางฝ่ายตุลาการ ถ้าเรายอมรับว่าอำนาจตุลาการเขาเป็นผู้วินิจฉัยกฎหมาย เมื่อเขามีความเห็นอย่างนี้ไม่จำเป็นเราต้องเห็นด้วย แต่เราต้องยอมรับบทบาทของเขา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าพระราชกำหนด ๔ ฉบับที่เสนอไปครั้งที่แล้ว และพวกผมเห็นว่า ๒ ฉบับไม่เข้าหลักเกณฑ์กฎหมายที่จะให้เป็นพระราชกำหนด ควรจะผ่านสภาตามลำดับ แต่เมื่อตุลาการมีความเห็นว่า ๒ ฉบับที่เราค้านไปนั้น ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จนบัดนี้ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมก็ยังไม่เห็นด้วย ๑ ฉบับ คือฉบับที่ ๔ ยังไม่เห็นด้วยอยู่นั่นเองครับ แต่เคารพครับว่าตุลาการมีอำนาจในการวินิจฉัยว่าเรื่องใดขัดหรือไม่ขัด เช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ ผมก็ไม่กราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธานจะต้องชี้ว่าอะไรถูก อะไรผิด แต่ผมเห็นว่า เราต้องเคารพอำนาจซึ่งกันและกัน ถ้าเราใช้แนวนี้ข้อขัดแย้งระหว่างเรากับฝ่ายอื่นจะไม่มีครับ กล่าวคือเขาจะผิดหรือถูกเป็นเรื่องที่จะเป็นตัวชี้ต่อไปในอนาคต และถ้าเขาผิด ตุลาการผิด ตุลาการก็ต้องรับผิดชอบ แต่ว่าถ้าเราวินิจฉัยด้วยตัวเราเองว่าเขาผิดเราไม่ต้องฟังเขา ผมคิดว่า อำนาจทางฝ่ายแต่ละฝ่ายนั้น ได้กำหนดบทบาทของเราเอาไว้ชัดเจนแล้ว ถามว่าการที่เราไม่ฟัง หรือเราฟังและปฏิบัติตามที่ตุลาการมีความเห็นมาเราเสียเกียรติไหมครับ เราไม่ได้เสียเกียรติ อะไรเลยครับ เราไม่ได้เสียศักดิ์ศรีอะไรเลย ตรงกันข้ามถ้าเราไม่ทำหน้าที่ในบทบาทของเรา และไม่ยอมเคารพดุลยพินิจของฝ่ายอื่นมันก็ไม่ใช่วิถีทางของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่เราแบ่งอำนาจออกไปในลักษณะที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ก็เป็นดุลยพินิจที่ประธานจะใช้ต่อไป แต่ว่าก็ยินดีมากที่เราหลายฝ่ายได้มีความเห็น ซึ่งผมคิดว่า ทุกคนก็แตกฉาน มาตรา ๖๘ แล้วนะครับ และคงจะเป็นประโยชน์ในการที่จะพิจารณาร่วมกัน ในวันข้างหน้าว่าประเด็นใดที่ควรจะวินิจฉัยว่าอย่างไร แต่วันนี้ผมคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดไม่บังอาจ ก็เชื่อว่าท่านประธานวินิจฉัยได้เองอยู่แล้ว แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือเราเคารพอำนาจซึ่งกันและกัน ถ้าอำนาจนั้นไม่ใช่เป็นอำนาจที่ผิดกฎหมายครับ ขอกราบขอบคุณท่านประธาน