รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕

รัชดา ธนาดิเรก พูดถึงการเตรียมพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางด้วยการเตรียมแผนการและงบประมาณที่เพียงพอ และยังหารือเรื่องการพัฒนาทักษะของนักเรียนอาชีวศึกษา และการสร้างมาตรฐานกลางและห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบวัตถุดิบและชิ้นส่วนของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ และยังหารือเรื่องอุตสาหกรรมยาแผนโบราณที่กำลังเผชิญกับปัญหาการปรับมาตรฐาน อย.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา โดยหลักการแล้วในการขอความเห็นชอบในกรอบการเจรจาความตกลง ด้านมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองภายใต้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านมาตรฐาน และคุณภาพของอาเซียนในอุตสาหกรรม ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดิฉันเห็นชอบในหลักการค่ะ เพียงแต่ว่าเนื่องด้วยทางคณะรัฐมนตรีไม่ได้แนบเอกสารในรายละเอียดว่าเมื่อท่านจะไปเจรจา แล้วในรายละเอียดจะมีประเด็นใดบ้าง และจากการที่ท่านได้ไปพบปะกับกลุ่มภาคเอกชน ได้มีข้อกังวลใจอะไรบ้างที่เขาอยากจะให้รัฐบาลดำเนินการควบคู่กันไป เนื่องจากไม่มีข้อมูล มารายงานให้รัฐสภาแห่งนี้รับทราบ ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าการที่รัฐบาลจะเดินหน้าไปตกลงเจรจา ในกรอบมาตรฐานสินค้าใน ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์นั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำควบคู่ไปพร้อมกับ การเดินหน้าเจรจา รัฐบาลจะทำอย่างเข้าใจ จะทำแล้วเกิดผลประโยชน์สามารถรองรับผล ที่จะเกิดขึ้น จากการสร้างกรอบมาตรฐานใน ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์ได้จริงหรือเปล่า แน่นอนค่ะ ในการที่จะกำหนด มาตรฐานสินค้านั้น ดิฉันเห็นด้วยในประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการยกระดับ การผลิตสินค้าภายในกลุ่มประเทศอาเซียน ยังจะมีประโยชน์ในเรื่องของการลดขั้นตอนในการนำเข้า ส่งออก และลดการตรวจสอบที่ซ้ำซ้อนนะคะ แต่ข้อกังวลก็มีอยู่ว่าเมื่อมีมาตรฐานกลาง ในกลุ่มประเทศอาเซียนเกิดขึ้นสินค้ามีมาตรฐาน ผู้ประกอบการของแต่ละประเทศจะสร้างจุดต่าง ของสินค้าตัวเองอย่างไรก็มีอยู่ ๒ แนวทางหลัก ๆ ก็คือสร้างความแตกต่างโดยเน้นในการสร้าง นวัตกรรมสินค้าให้มีความโดดเด่น สร้างมูลค่าเพิ่ม หรือจะผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานแต่มีราคา ที่ถูกกว่า คือเน้นที่การลดต้นทุน แต่ไม่ว่าจะเลือกทิศทางใด จะเป็นเน้นที่การเพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับสินค้าให้สูงกว่ามาตรฐานของอาเซียนหรือผลิตให้ได้มาตรฐานแต่ราคาถูกกว่าคู่แข่งนั้น ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้มันก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้ผลิตว่าจะมีกำลังทุนในการใช้ เครื่องมือ อุปกรณ์ในการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน บุคลากรในบริษัท ในวิสาหกิจนั้น ๆ จะมีความรู้ความสามารถมากน้อยแค่ไหน และความเข้าใจในตลาดแต่ละ ประเทศ ในกลุ่มประเทศอาเซียนจะมีมากน้อยเพียงใด ทุกวันนี้ดิฉันไม่มั่นใจผู้ประกอบการ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือที่เรียกว่า เอสเอ็มอี นะคะ ในระดับของผู้ผลิตโรงงานขนาดใหญ่ ดิฉันเชื่อว่าการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การเข้าไปสู่การสร้างมาตรฐานสินค้า ของอาเซียนนั้นไม่ได้เป็นที่กังวลใจของผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่มันจะเป็นปัญหา ของผู้ประกอบการในระดับเอสเอ็มอี ลำพังเพียงแค่ความรู้ในเรื่องของประชาคมอาเซียน ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดไปแล้วว่าประเทศไทยนั้นความตระหนักรู้ไม่ว่าในระดับประชาชน ระดับนักศึกษา ระดับผู้ประกอบการมีความรู้น้อยมาก มีความตื่นตัวน้อยมากในเรื่องของ ประชาคมอาเซียน และวันนี้ผู้ประกอบการในระดับเอสเอ็มอีจะต้องเตรียมตัวเข้าสู่การปรับ วิธีการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน ซึ่งแตกต่างจากวิธีการที่เขาเคยผลิตแบบเดิม ๆ ดิฉันคิดว่า เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากยิ่งขึ้น แต่ถ้ารัฐบาลจะปล่อยไปตามยถากรรมให้เอสเอ็มอีเหล่านั้น ช่วยเหลือตัวเอง รอวันว่าเขาจะตื่นตัวดิฉันคิดว่าประเทศไทยก็คงจะไปไม่รอด ในภาพรวม ดิฉันจึงมีความเป็นห่วงว่าวันนี้รัฐบาลได้มียุทธศาสตร์ ได้ตั้งงบประมาณที่จะช่วยเหลือ ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ได้มากน้อยอย่างไร ดูจากการที่ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมปีที่แล้วได้ตั้งงบประมาณ เพื่อการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับสู่ประชาคมอาเซียน ปีที่แล้วตั้งเอาไว้ ๑๕๐ ล้านบาท ปีนี้ให้งบ ๑๘๐ ล้านบาท ตั้งเป้าจะพัฒนาผู้ประกอบการและบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี ๒๕๕๕ ตั้งเป้าไว้ว่าจะพัฒนาบุคลากร ๘,๐๐๐ คน ให้มีความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่จนถึงวันนี้ ท่านประธานคะ ทำได้ ๔๘๑ คนค่ะ ปีนี้ตั้งเป้าไว้ ๒๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ ดิฉันไม่ทราบว่าถ้ายังมีวิธีการบริหาร งบประมาณ มีวิธีการดำเนินงานแบบเดิม ๆ ที่ตั้งเป้าไว้ ๘,๐๐๐ คน และจริง ๆ แล้วทำได้ ๔๘๑ คน น่าเป็นห่วงมากนะคะ ตัวเลขจากสถาบันนานาชาติเพื่อการจัดการหรือที่เรียก สั้น ๆ ว่าไอเอ็มดี (IMD) เขาได้ชี้จุดอ่อนของประเทศไทยไว้ว่าปัญหาของภาคการผลิต ของประเทศไทยอยู่ที่ประสิทธิภาพแรงงานอยู่ในระดับต่ำ และประสิทธิภาพของวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมก็อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน ที่น่ากังวลก็คือปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศก็อยู่ในระดับต่ำ หมวดปัจจัยโครงสร้างที่เขาพูดถึงก็คือระดับการศึกษา โครงสร้าง ทางเทคโนโลยี โครงสร้างทางวิทยาศาสตร์ โครงสร้างทางสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ดิฉันคิดว่า เมื่อการจัดงบประมาณปีนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาซึ่งหลาย ๆ งบประมาณของแต่ละ กระทรวงไม่ได้สอดคล้องที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาจุดด้อยของประเทศเลย และโดยเฉพาะ ในกลุ่มของเอสเอ็มอีก็คงต้องฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปยังท่านคณะรัฐบาลให้พิจารณาว่า เอสเอ็มอีคือกลุ่มภาคเอกชนที่รอรับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

มาถึงในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทยของเราจะเป็นที่ ๑ ในอาเซียนได้คงไม่ใช่เพียงแค่แหล่งเงินทุน ไม่ใช่ในเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะต้อง สามารถพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษาอังกฤษ ในเรื่องของการบริหาร ในเรื่องของเทคโนโลยี ในเรื่องทางด้านของวิศวกรรม แต่เสียงสะท้อน จากสภาอุตสาหกรรม เขาได้บอกว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นตัวผลักดันให้แต่ละอุตสาหกรรม มีแผนพัฒนากำลังคนใน ๕ ถึง ๑๐ ปีข้างหน้า เรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีก ๓ ปี แต่วันนี้แผนพัฒนาบุคลากรในแต่ละภาคอุตสาหกรรม เรายังไม่มีเลย และบัณฑิตที่จบใหม่ จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร จะให้เขาตกงานอยู่อย่างนี้ หรือจะให้เขาเป็นบุคลากรที่สามารถ เป็นคนที่สร้างสรรค์เศรษฐกิจ และส่งออกให้ไปเป็นบุคลากรทำงานในประเทศอื่นได้ จะสำเร็จ หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลชุดนี้จะริเริ่มให้มีแผนพัฒนาทรัพยากรบุคคลในอุตสาหกรรมหลัก ๆ ได้แล้วหรือยัง สภาอุตสาหกรรมได้สะท้อนว่าทุกวันนี้ฝีมือแรงงานในกลุ่มยานยนต์ขาดแคลน แรงงานกว่า ๑.๖ แสนคน ก็คือ ๑๖๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะ ระดับช่างเทคนิค ช่างฝีมือและวิศวกร จึงจำเป็นมากในการเร่งพัฒนาวิศวกรแรงงาน ทางเทคนิค แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าด้วยนโยบายของรัฐบาลที่จะให้เงินเดือนปริญญาตรี เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ดิฉันเห็นด้วยว่าสินค้า ข้าวของมันแพง ชีวิตความเป็นอยู่มันยากลำบาก การเพิ่มเงินเดือนให้กับพี่น้องประชาชนในส่วนที่ทำได้ ในส่วนที่เป็นราชการก็จำเป็นครับ แต่เมื่อมีนโยบายที่จะเพิ่มเงินเดือนปริญญาตรีเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ก็ทำให้นักศึกษา นักเรียน ที่อยู่ในสายอาชีพ ปวช. ปวส. คิดที่จะไปอยู่ในสายอุดมศึกษามากกว่า ทั้ง ๆ ที่ถ้าเขาเรียน ในสาย ปวช. ปวส. ก็จะมีโอกาสที่ได้งาน และถ้าเลือกเรียนในสาขาวิชาชีพที่ภาคอุตสาหกรรม ต้องการ มันจะตรงกับความต้องการของแรงงานในประเทศมากกว่าที่จะไปอัดกันแน่น ในระดับอุดมศึกษาที่จบกันมาแล้วก็ตกงานนะคะ

ในเรื่องของการศึกษานี้ ทางสภาอุตสาหกรรมเขาบอกว่ามหาวิทยาลัยมีเพียง ๒๐ แห่งเท่านั้นที่ภาคเอกชนอยากรับผู้สำเร็จการศึกษาเข้าไปทำงานในสาขาวิศวกร อีก ๑๐๐ กว่าแห่งคาดว่าน่าจะตกงาน เพราะว่ามาตรฐานการศึกษาทางด้านวิศวกรรมนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับของภาคเอกชน ดังนั้นการที่จะเข้าไปสู่ประชาคมอาเซียน การที่จะพัฒนา บุคลากรให้มีความพร้อมที่จะผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน เราต้องย้อนกลับมาดูว่าหลักสูตร ของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นเป็นที่ยอมรับจริงหรือเปล่า แล้วก็ในบางเรื่องก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียน ในระดับอุดมศึกษา ทำไมรัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะผลักดันให้เขาเรียนใน ปวช. ปวส. เพื่อที่ว่า จบมาแล้วได้มีงานทำในเซคเตอร์ (Sector) ที่เขาต้องการ เมื่อพิจารณาในงบประมาณก็มี

อีกประเด็นหนึ่ง ที่ดิฉันอยากจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าในแต่ละปีจะมีนักเรียนจบ ปวช. ปวส. รวมปีละประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน หากไม่มีแผนที่เหมาะสม อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่น่ากลัวมาก เป้าหมายของกรมอาชีวศึกษา ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีนักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ ปี ๒๕๕๕ ๙๐ คน จากนักเรียนที่ทั้งประเทศจะมีจำนวนคนถึงประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่จะจบ ปวช. ปวส. แต่กรมอาชีวศึกษาตั้งเป้าเพียงแค่ ๙๐ คนเท่านั้นที่จะได้รับการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ ๙๐ คน จาก ๓๐๐,๐๐๐ คน ที่จะจบมาจะไปทำอะไรกินคะ รัฐบาลให้งบกรมอาชีวศึกษา ๑๐๐ ล้านบาท อันนี้งบปีนี้เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรอาชีวศึกษาผ่านกระบวนการ เตรียมความพร้อมด้านภาษาและทักษะด้านวิชาชีพ เพื่อให้มีความพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่ง ของประชาคมอาเซียน เป้าหมาย ปี ๒๕๕๖ นี้ ๕,๐๐๐ คน และปี ๒๕๕๗ ๖,๐๐๐ คน ให้งบไป ๑๐๐ ล้านบาท แต่ในรายละเอียดงบประมาณแผ่นดินของกรมอาชีวศึกษาไม่ได้บอกเลยว่า ๑๐๐ ล้านบาท ที่จะให้ไปพัฒนานักศึกษาและบุคลากรอาชีวศึกษาให้มีความพร้อมด้านภาษา และทักษะ ด้านวิชาชีพจะทำอะไรบ้าง ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะคะ มันเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการก็จริง แต่ว่ามันก็มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ ให้ไปดูหน้า ๑๗๐ ค่ะ เอกสารงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงศึกษาธิการ เขียนเพียงแค่ตัวเลขกลม ๆ ๑๐๐ ล้านบาท แต่ไม่บอกว่าจะเอาไปทำอะไร และงบส่วนอื่น ๆ ที่บอกว่าจัดสรรไปให้ กับหน่วยงานต่าง ๆ กระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน สถาบันการศึกษา ให้มีความพร้อม เรื่องอาเซียน เอาไปทำอะไร วันนี้ไม่ชี้แจงเลย ก็ทำให้ดิฉันมีความกังวลในประเด็นนี้อยู่มาก พอสมควรนะคะ

อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของความพร้อมในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ในเมื่อวันนี้เราผลักดันให้การผลิตสินค้าทุกชิ้นจะต้องได้มาตรฐานจาก มอก. ในอนาคต มาตรฐานการผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าด้านการเกษตร สินค้า ด้านผลิตภัณฑ์ยาจะต้องยกระดับให้เป็นมาตรฐานของอาเซียน คำถามก็คือความพร้อม ของหน่วยงานราชการในการตรวจสอบสินค้า ในการทดสอบสินค้าว่ามันมีมาตรฐานหรือเปล่า มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนคะ ห้องตรวจสอบในปีที่แล้ว ห้องแล็บ (Lab) กลาง ได้งบประมาณในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ได้งบประมาณไป ๒๐๐ ล้านบาท แต่ปีนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่ในอนาคตจะมีมาตรฐานสินค้าจำนวนมากนับพัน ๆ รายการที่รอเข้าคิวได้รับ การตรวจสอบอยู่ แต่งบประมาณก็กลับได้เพียงแค่ ๒๐๐ ล้านบาทเท่าเดิม และอย่างนี้ดิฉัน จะมั่นใจได้อย่างไรคะว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถรองรับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ของผู้ประกอบการต่าง ๆ ได้ทันเวลานะคะ

เรื่องอื่น ก็คงจะเป็นเรื่องของที่เกี่ยวข้องกับการเอื้ออำนวยให้ผู้ประกอบการ สามารถผลิตสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง วัตถุดิบจำนวนมากที่ผู้ประกอบการนำเข้าในวันนี้ เป็นการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แต่ว่าปัญหาหนึ่งก็คือ สินค้าที่นำเข้าถูกเก็บภาษีในระดับที่สูง อย่างเช่นเครื่องมือการแพทย์ เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้วสินค้าทุกชนิด จะต้องมีมาตรฐานเดียวกัน จุดต่างก็คือเมื่อมีมาตรฐานที่เท่ากันแล้วราคาละใครแพงกว่ากัน แต่ถ้าเกิดผู้ประกอบการจะต้องนำเข้าวัตถุดิบในราคาที่ต้องถูกเก็บภาษีสูงกว่า ดิฉันคิดว่า มันคงจะเป็นข้อเสียเปรียบในอุตสาหกรรม เป็นข้อเสียเปรียบกับผู้ประกอบการไทยนะคะ

ในเรื่องของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เรากำลังจะมีมาตรฐานอาเซียน มีมาตรฐานกลาง สิ่งที่ดิฉันอยากจะเสนอท่านประธานเพื่อผ่านไปยังรัฐบาลก็คือ อยากให้ รัฐบาลมียุทธศาสตร์อาหารฮาลาล เพราะว่าในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารนั้นประเทศไทย มีศักยภาพไม่ได้ด้อยกว่าประเทศอื่นเลย ถ้าเราสามารถมียุทธศาสตร์อาหารฮาลาลควบคู่ไป ในเวลานี้ด้วยก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันอยากจะพูดถึงนะคะ คือในเรื่องรายละเอียด ของอุตสาหกรรม ๒ ประเภท คือ

๑. กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

๒. อุตสาหกรรมยาแผนโบราณ

เสียดายที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้อยู่ในที่นี้ด้วยนะคะ ก็อยากจะขอฝากท่านประธานไปแล้วกัน ในการเข้าสู่การสร้างมาตรฐานกลางในอุตสาหกรรม เครื่องมือแพทย์นั้น เมื่อเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว โรงงานผลิตเครื่องมือแพทย์ ของไทยจะต้องผลิตให้ได้มาตรฐานไอเอสโอ ๑๓๔๘๕ ซึ่งขณะนี้บริษัทที่ผลิตเครื่องมือ การแพทย์มีประมาณ ๒๕๐ แห่งทั่วประเทศ แต่เมื่อเข้าไปสู่ประชาคมอาเซียนแล้วที่จะต้อง ผลิตให้ได้ตามมาตรฐานไอเอสโอ ๑๓๔๘๕ คาดการณ์ว่าจะมีเพียงแค่ ๕๐ กว่าแห่งเท่านั้นค่ะ ที่จะสามารถผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐานไอเอสโอนี้ อีก ๒๐๐ กว่าแห่งคงจะไปไม่รอดค่ะ ดังนั้นรัฐบาลเมื่อคิดที่จะเดินหน้าในเรื่องของการสร้างกรอบการเจรจา สร้างมาตรฐานสินค้า อาเซียนแล้ว รัฐบาลก็คงต้องพิจารณาว่าจะเข้าไปช่วยเหลือดูแลผู้ผลิตเครื่องมือการแพทย์ อย่างไร ซึ่งสิ่งที่เขาอยากจะได้ก็คือ อยากให้มีการสนับสนุนให้มีห้องแล็บกลางค่ะ ห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการแก่ผู้ผลิต ในการตรวจสอบวัตถุดิบและชิ้นส่วนต่าง ๆ เขาอยากให้มีกลไกในการประสานงานร่วม ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการวิจัยพัฒนาเครื่องมือแพทย์ เพราะผู้ผลิตขนาดกลาง ศักยภาพในการทำวิจัยคงจะมีไม่มากนัก แต่ถ้าหากภาครัฐกับภาคเอกชนร่วมมือกัน และสร้างงานวิจัยว่าเครื่องมือแพทย์จะมีการพัฒนาอย่างไรให้ทันสมัยก็จะเป็นการช่วยเอื้ออำนวย และการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ได้อย่างมากค่ะ และที่สำคัญก็คือในเรื่อง ของภาษี เขาบอกว่าภาษีการนำเข้าชิ้นส่วนที่จะมาผลิตเครื่องมือแพทย์ ณ เวลานี้ยังสูงอยู่มาก เป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต ไม่สามารถแข่งขันกับเครื่องมือแพทย์ต่างประเทศได้ ภาษี ณ เวลานี้อยู่ในระดับ ๔๐-๔๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็คงต้องพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย

ในส่วนอุตสาหกรรมยาแผนโบราณ แค่ปัจจุบันนี้มาตรฐาน อย. ก็ทำให้ อุตสาหกรรมยาแผนโบราณแทบจะไปไม่รอดแล้ว มาตรฐาน อย. เป็นสิ่งที่ดี ผลิตภัณฑ์ยา จำเป็นที่จะต้องให้ได้มาตรฐาน แต่จะทำอย่างไรให้เขาผลิตให้ได้มาตรฐานแล้วเขาสามารถ อยู่ในธุรกิจได้ ถ้ารัฐบาลไม่เข้ามาช่วยเหลือดิฉันเกรงว่า ไม่ต้องไปถึงอาเซียนหรอกค่ะ เพียงแค่มาตรฐาน อย. เขาก็ต้องล้มหายตายจาก และในอนาคตภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเรา ในเรื่องของยาหอม ยาลม ยาบำรุงต่าง ๆ ก็คงจะไม่เหลือ เพราะไม่มีผู้ประกอบการยาแผนโบราณใด ๆ เขาอยากจะทำธุรกิจนี้ต่อเพราะเขารับภาระค่าใช้จ่าย ภาระในการผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน อย. ไม่ไหวนะคะ ในอนาคตเมื่อมีมาตรฐานอาเซียนซึ่งจะต้องเข้าสู่ระบบจีเอ็มพี (GMP) ของพีไอซีเอส (PICS) ผู้ผลิตยาเขาอยากจะได้การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นอย่างยิ่งก็คือห้องแล็บ ห้องแล็บกลางที่มีความจำเป็นมาก แล้วก็การสนับสนุนในเรื่องของแหล่งเงินทุนต่าง ๆ และในเรื่องของการพัฒนาบุคลากร เพราะทุกวันนี้สิ่งที่ผู้ผลิตยาแผนโบราณสะท้อนมาให้ ดิฉันฟังก็คือว่า อย. นั้นเป็นสถาบันที่มีผู้ทรงคุณวุฒิอยู่จำนวนมากนะคะ แต่ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องยาแผนปัจจุบัน การผลิตยาแผนปัจจุบัน กับการผลิตยาแผนโบราณนั้นมันมีความแตกต่างกัน ถ้าจะใช้กฎเกณฑ์มาตรฐาน ข้อบังคับ เดียวกันไปไม่รอดแน่นอนค่ะ ก็เป็นสิ่งที่ดิฉันกังวลใจและอยากจะฝากเรียนท่านประธานไปยัง คณะรัฐมนตรีว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนคงไม่ใช่ภาระความรับผิดชอบของกระทรวงใด กระทรวงหนึ่ง ที่สำคัญก็คือคณะรัฐบาลต้องมีความเข้าใจในการขับเคลื่อนแล้วก็ต้องบูรณาการ ทำงานในเรื่องกรอบมาตรฐานสินค้าอาเซียนในครั้งนี้ที่รัฐบาลเสนอมาให้รัฐสภาพิจารณา ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงอุตสาหกรรมกระทรวงเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวข้องทั้งนั้น น่าเสียดายที่ท่านเหล่านั้นไม่ได้มาอยู่ในที่นี้ ก็ขอให้ทุก ๆ ความคิดเห็นที่อภิปรายกันในที่นี้ ผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องด้วย ขอบคุณค่ะ