ตวง ชี้รัฐบาลขาดงบเตรียมความพร้อมสู่อาเซียน ย้ำ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕

ตวง อันทะไชย ตั้งคำถามรัฐบาลเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ SMEs และผลิตภัณฑ์ยาแผนโบราณให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียน โดยยกตัวอย่างปัญหาข้อกฎหมายและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตวง อันทะไชย ระบุว่ารัฐบาลขาดงบประมาณและกลไกในการเตรียมพลเมืองเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างจริงจังตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ส่งผลให้ประชาชนโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขาดความพร้อมด้านภาษาและการฝึกฝนจนอาจไม่ทันกำหนดการ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงเรื่องกรอบการเจรจา ความตกลงด้านมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองภายใต้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านมาตรฐาน คุณภาพของอาเซียน และกรอบการเจรจาความตกลงด้านมาตรฐานและการตรวจสอบ รับรองรายสาขา รวม ๖ กลุ่มผลิตภัณฑ์ ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรี ๒ เรื่อง

เรื่องแรก คือภาพรวมของการเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งผมคิดว่า โอกาสนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะฝากถึงรัฐบาล

เรื่องที่ ๒ เป็นคำถามและข้อสังเกตในกรอบการเจรจาที่ท่านขอต่อสภา

ผมเริ่มต้นเรื่องแรกท่านประธานครับ เรื่องของการเตรียมเข้าสู่ประชาคม อาเซียน ประเทศไทยที่ผ่านมา ผมย้อนลัดตัดตอนตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ล่าสุดปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา แล้วเราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๘ มันเป็นวาทกรรมท่านประธานครับ งบประมาณ ในการที่จะเตรียมพลเมืองเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้นเป็นเบี้ยหัวแตก ล่าสุดปีนี้แม้จะมี ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่มันซ่อนเอาไว้แต่ละแห่ง เงินไม่สามารถจะไปเตรียมประชาชนได้เลย ผมยกตัวอย่างเช่นข้อตกลงว่าด้วย ๗ สาขาวิชาชีพ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรม ท่านประธานเชื่อไหมครับ เรายังจัดการเรียนการสอนแบบเดิม แต่ได้ทำข้อตกลง เสร็จเรียบร้อยว่าถ้าจะไปประกอบอาชีพที่ประเทศสิงคโปร์ทำอย่างไร ประเทศสิงคโปร์ มาประเทศไทยทำอย่างไร ประเทศไทยไปประเทศเวียดนามทำอย่างไร แต่หลักสูตรการเรียน การสอนในมหาวิทยาลัยนั้นยังคงสอนแบบเดิม ยังคงดำเนินการเหมือนไม่มีอะไร จะเปลี่ยนแปลง หรือข้อตกลงที่อาเซียนตกลงให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาอาเซียนนั้น ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ไปยังรัฐบาลว่ามันต้องทำให้เป็นจริงครับ ไม่เตรียมตัว วันนี้ วันหน้าต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาอาเซียน เพราะอาเซียนบอกว่าต่อไปนี้การประชุม หรือการเจรจาทวิภาคี พหุภาคีก็ตามจะไม่มีล่ามให้อีกต่อไป มี ๒ ประเทศที่ไม่มีล่าม คือประเทศไทย กับประเทศลาวครับ นอกนั้นจะต้องเตรียม เตรียมคนของเรา ผมเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดมา ความจริงถ้ามีเวลามากจะเล่าให้ท่านรัฐมนตรีฟัง ผมได้ออกไปในเวทีชาวบ้านทั่วประเทศ ผมพบว่าสิ่งที่ผมได้กราบเรียนว่าเราไม่ได้เตรียมนั้น มีงานวิจัยและงานสำรวจยืนยันอยู่ ๒-๓ ชิ้น ที่อยากจะขอให้ประธานได้กรุณาบันทึกเอาไว้ ชิ้นแรกสมาชิกวิจัยการตลาด ผลการวิจัย คนกรุงเทพฯ เกินครึ่งไม่รู้จักเออีซี ร้อยละ ๕๑ ที่ไม่รู้จักเออีซี นี่คือประเด็นสำคัญครับ ไม่พอท่านรัฐมนตรีครับ นิด้าโพล (NIDA Poll) ล่าสุดนี่ละครับ วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ ๕๔.๐๕ ไม่ทราบว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนครับ เอาอีกสักชิ้นหนึ่งครับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลการวิจัยเชิงสำรวจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่านักเรียน นักศึกษาไทย ๘ ใน ๑๐ คนไม่กล้าไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนเพราะกลัว เรื่องภาษา ในขณะเดียวกันพอไปถามนักศึกษาในประเทศอื่นทุกคนอยากมาทำงานในเมืองไทย ผมเอาแค่นี้พอ เพื่อยืนยันว่าเจรจา ไม่ว่าจะเป็นกรอบการเจรจาในรอบที่ ๘ ที่เราจะคุยต่อไปนี้ เรายังไม่ทำอะไร แต่เราชอบเป็นผู้นำเจรจาอาเซียน เราชอบเป็นผู้ดำเนินการ เราชอบเป็น ประธาน แต่เราไม่เคยเตรียมสำหรับประเทศไทย ท่านประธานครับ วกมาที่กรอบนี้ แทบไม่ น่าเชื่อว่าคนไทยไม่เคยบอกกันเลยว่ากรอบที่เราจะเจรจาต่อไปนี้อาเซียนได้ตกลงกันเอาไว้ว่า ให้ประเทศเหล่านี้เป็นผู้ดำเนินการในการทำมาตรฐานและกรอบตรวจสอบภายใต้ คณะกรรมการ ประเทศพม่ารับผิดชอบมาตรฐานเกษตรและประมงครับ ประเทศมาเลเซีย รับผิดชอบยางพาราและสิ่งทอ ประเทศสิงคโปร์รับผิดชอบเทคโนโลยีสารสนเทศและสุขภาพ ประเทศฟิลิปปินส์รับผิดชอบอิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทยรับผิดชอบท่องเที่ยวและการบิน ประเด็นที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้นะครับก็คือว่า เพราะกรอบการเจรจา ความตกลงด้านมาตรฐานและตรวจสอบที่เราพูดถึงมาตรฐาน พอเราตกลงกันอย่างนี้ เราต้องมาปรับมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองที่แตกต่างกันของประเทศแต่ละประเทศ ในสมาชิก ๑๐ ประเทศให้สอดคล้องตรงกัน มันมีสิ่งใดที่ตรงกัน มีสิ่งใดที่เราจะกำหนด เป็นมาตรการในการกีดกันบ้าง อย่างเช่นกรณีของข้อตกลงแพทย์ คนที่จะมาเป็นแพทย์ ในเมืองไทยก็จะต้องสอบได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นภาษาไทยผ่านแพทยสภา เราจะไปเป็นแพทย์ที่ประเทศเวียดนามก็ต้องสอบได้ใบอนุญาตของภาษาเวียดนาม นั่นก็คือ ข้อตกลงกิจการภายใน แต่ข้อตกลงที่มันตรงกันจะทำอย่างไร พอกลับไปดูในเงื่อนไข ผมขอประทานอนุญาตไม่เอาทุกมาตรฐาน ผมไปดูมาตรฐานและการตรวจสอบรับรอง ยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ท่านประธานครับ ความจริงมีอดีตท่านรัฐมนตรี ได้พูดไปแล้ว แต่ผมจะสะท้อนในมุมของชาวบ้านที่เป็นคนจะได้รับผลกระทบจากกรอบเจรจานี้ ซึ่งเป็นคำถามดังต่อไปนี้

ประการที่ ๑ ถามว่ารัฐบาลได้มีการเตรียมการผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อมหรือรายย่อยที่ได้ทำเรื่องยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้ได้คุณภาพของอาเซียนหรือไม่ อย่างไร ใครเป็นคนดำเนินการ มาตรฐานเหล่านี้ไปถึง ประชาชนเหล่านี้หรือไม่ ได้ดำเนินการอย่างไร คนไทยรับรู้ไหม มาตรฐานมี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ นี่ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยก็คือว่าจะไปเจรจาความอย่างไรนี่ กฎหมายของประเทศไทยมันไม่เหมือนกฎหมายในอาเซียนท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่าง กรณีสุนัขครับ เรายังต้องใช้ตำรวจตามจับคนขนสุนัขไปขาย แต่กฎหมายบางประเทศเขากินได้ หรือสัตว์บางชนิดซื้อจากชายแดนเข้ามา แต่พอมาถึงประเทศไทยกฎหมายไทยบอกว่า เป็นสัตว์สงวนถูกจับครับ เหมือนกันคำถามผมถามไปยังท่านรัฐมนตรี รัฐบาลว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยยาแผนโบราณผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ปี ๒๕๑๐ และพระราชบัญญัติ อาหาร ปี ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีคุ้มครอง ผู้บริโภค มันเหมือนและแตกต่างกันอย่างไรกับกลุ่มประเทศอาเซียน มันแตกต่างกันอย่างไร เพราะในอาเซียนนั้นมันมีความแตกต่างในเรื่องวัฒนธรรม วัฒนธรรมพุทธก็จะมีประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา วัฒนธรรมอิสลาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศบรูไน หรือวัฒนธรรมคริสต์ ก็คือประเทศฟิลิปปินส์ ขงจื้อก็คือ ประเทศเวียดนาม เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ผมพูดถึงนี่มันจึงแตกต่างหลากหลาย ท่านได้เตรียม ประชาชนคนไทยให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่มันจะไม่เหมือนเราอย่างไร ท่านได้เตรียม มาตรการในการกีดกันเวลาเปิดเสรีแล้วอย่างไรเอาไว้บ้าง ปัญหาข้อกฎหมายซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องใหญ่สำหรับข้อตกลงด้านนี้ วันนี้ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะทบทวนข้อกฎหมาย บางข้อที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในการที่จะเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน

ประการที่ ๓ เป็นมาตรฐานที่ผมคิดว่าเป็นข้อสังเกตสำหรับพี่น้องประชาชน ที่จะได้ประโยชน์ คือมาตรฐานและการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ยางของอาเซียน ซึ่งยางนั้น อาเซียนตกลงให้ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพหรือเป็นผู้ประสานงานหลัก แน่นอนทีเดียว เขาก็ต้องเขียนมาตรฐานให้ได้อย่างที่เขาได้เปรียบละครับ คำถามผมก็คือว่าวันนี้เราปลูกยาง กันทั่วประเทศ ภาคอีสานบ้านผมท่านประธานครับ ปลูกยางครับ ไม่ทำนาแล้วครับ มาปลูกยาง กันหมด พอเราเปิดตลาดการค้าเสรีอาเซียนหรือจะในรอบเจรจา รอบที่ ๘ ที่เราพูดถึง ท่านประธานที่จะคุยต่อไปนี้นี่ พอเปิดเสร็จเรียบร้อยมาตรฐานที่ตกลงกันนี่ถ้าทำไม่ได้ ก็คือขายไม่ได้ละครับ ถ้าทำไม่ได้ก็คือเขาทำได้เขาต้องมาขาย แต่เราไม่ไปขายเขาเขาก็ไม่ได้ หรือเรื่องของภาษีเราก็ไม่สามารถจะได้สิทธิประโยชน์ คำถามก็คือว่าประเทศไทยนี่ รัฐบาลไทยได้พัฒนายกระดับเกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาง ยางดิบ วัตถุดิบเหล่านี้ อย่างไร แค่ไหน เกษตรกรทั่วประเทศผู้ประกอบการเหล่านี้ทราบหรือยังว่ามาตรฐาน ของอาเซียนสำหรับผลิตภัณฑ์ยางคืออะไร เขาจะเตรียมตัวอย่างไรที่จะไปแข่งขันในอาเซียน ๑๐ ประเทศได้ มาตรการกีดกันของคนไทยที่สามารถออกแบบโดยรัฐบาลนั้นมีอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าพอเวลาเราไปเจรจาความแล้วตกลงเอาไว้ แต่พอ หันกลับมาประเทศไทยเราทำไม่ได้สักอย่างท่านประธานครับ อันนี้คือน่าสนใจมาก ท่านประธานจำข้อตกลงอาฟตาได้ไหมครับ เราทำเอาไว้ปี ๒๕๓๕ แล้วเราก็บอกว่ามันจะ มีผลปี ๒๕๕๓ เรื่องภาษีเป็น ๐ วันดีคืนดีพี่น้องที่อยู่ชายแดนไม่รู้ว่ามันมีภาษีเป็น ๐ ต้องมาเดินขบวนที่สภานี่ละครับ เพราะอะไร เพราะว่าเราไม่ได้เตรียมพลเมืองของเราให้พร้อม กับข้อตกลง คนไปตกลงก็ไปเจรจาเรื่อยละครับ คนไปทำงานก็ทำไปเรื่อยครับ แต่ไม่ยอมเอา ข้อตกลงเหล่านั้นกลับมาเตรียมประชาชนของตัวเองให้พร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

ประการที่ ๔ ผมฝากท่านประธานเอาไว้ แม้ว่าผมจะเห็นด้วยกับกรอบการเจรจา ความตกลงด้านมาตรฐานและตรวจสอบรับรองภายใต้มาตรฐานและคุณภาพของอาเซียน ก็ตาม แต่สิ่งที่ผมเห็นชัดเจนซึ่งฝากท่านรัฐมนตรีไปเลยก็คือว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ผมไปพลิกดูนโยบายของรัฐบาลเรื่อยมาท่านรัฐมนตรีครับ ผมพบว่ารัฐบาลไม่ได้สนับสนุน เรื่องการเตรียมพลเมืองเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างจริงจังเป็นระบบและเป็นกระบวนการ กล่าวคือไม่ได้มีงบประมาณให้ พอไม่มีงบประมาณให้ก็ไม่มีเงิน ท่านประธานครับ พอไม่มีเงินให้ ก็ไม่มีคนทำงาน และเราก็ปล่อยตามเลย คนจะเตรียมเข้าสู่อาเซียนก็ต้องเตรียมตามศักยภาพ ของแต่ละคน ที่น่าตกใจคือว่าโรงเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบ้านผม พูดไม่อาย ท่านประธานครับ เตรียมพลเมืองของตัวเองเข้าสู่อาเซียนต้องไปหาผ้าป่า เพื่อจะได้เงินมา เตรียมคน เรียนรู้ภาษา ฝึกฝนภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาที่อยู่ชายแดน ภาษาลาว ภาษากัมพูชา ก็ตาม เหล่านี้ต้องให้งบประมาณเพียงพอต่อการเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

ประการที่ ๕ ไม่มีหน่วยงานองค์กรกลไกใดที่จะมาเป็นตัวรับผิดชอบ ท่านประธานย้อนกลับไปดู ท่านรัฐมนตรีย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เราทำความตกลง ปี ๒๕๑๐ ปี ๒๕๔๐ เริ่มต้นทำวิชั่น อาเซียน (Vision ASEAN) ปี ๒๕๔๖ ตกลงกรอบที่จะ เข้าไปสู่ประชาคมอาเซียน และปี ๒๕๕๐ เร่งให้มาเป็นปี ๒๕๕๘ แต่ปรากฏว่าไม่มีกลไก หน่วยงานใดรับผิดชอบในการขับเคลื่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเลย ปล่อยให้แต่ละกรมนั้น งบประมาณเป็นเบี้ยหัวแตกไปทำครับ แล้วที่สุดเราก็ตอบไม่ได้ว่าเราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จะทันเขาหรือเปล่า จะพูดภาษาอังกฤษได้หรือเปล่า พูดภาษาประเทศเพื่อนบ้านทันหรือเปล่า แม้แต่จะไปขายมอเตอร์ไซค์สักคันยังทำไม่ได้

ท่านประธานครับ ผมขอตัวอย่างสุดท้าย ผมไปร่วมแลกเปลี่ยนงานวิจัย นานาชาติที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เรื่องการเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ๓ ประเทศ มีประเทศไทย ประเทศลาว และประเทศเวียดนาม ผมคนหนึ่ง ข้อสะท้อนในเวทีวันนั้น มีนักธุรกิจคนหนึ่งว่าเขาจะไปขายมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งที่ประเทศเวียดนาม เขายังนึกไม่ออกเลยว่า ข้อกฎหมายของประเทศเวียดนามต้องทำอย่างไรบ้าง มีใครให้คำแนะนำบ้าง มีผู้เชี่ยวชาญ ประจำอาเซียน ประจำประเทศไทยในประเทศนั้นให้ความเห็นหรือไม่ ไม่มีครับ เขาต้องมา ถามว่าท่าน ส.ว. จะทำอย่างไร จะเปิดร้านขายมอเตอร์ไซค์ มีคนจะซื้อแต่ขายไม่ได้ เราไม่มี ผู้เชี่ยวชาญประจำอาเซียน ประจำประเทศไทย ๑๐ ประเทศครับ เพราะเราไม่มีตำแหน่งให้ เพราะเราไม่มีงบประมาณให้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานฝากผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีได้โปรด นำความเห็นของรัฐสภาวันนี้ไปเรียนต่อคณะรัฐมนตรี วันนี้ใส่งบประมาณไม่ทัน แต่ให้นโยบาย หาเจียดงบประมาณไปเตรียมประชาชนเข้าสู่อาเซียนให้พร้อมที่จะสู้ในการแข่งขัน ในปี ๒๕๕๘ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ