ตวง อันทะไชย กล่าวถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาความเป็นอิสระของรัฐสภา และแสดงความเห็นว่าไม่ควรพิจารณากรณีนี้ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ เนื่องจากไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และยืนยันว่าจะไม่ขอร่วมลงมติและจะเดินออกจากห้องประชุมหากที่ประชุมลงมติ
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประทานอนุญาตท่านประธานเรามาฟังมุมของสมาชิกวุฒิสภาดูบ้างว่าเราคิดกันอย่างไร ความจริงเบื้องต้นผมได้ยกมือแต่เช้าที่จะขอบคุณท่านประธาน พอเห็นท่านประธาน ได้มีแนวทางว่าจะไม่ลงญัตติในวาระที่สาม แต่พอเปิดช่องทางให้มีการจะเสนอญัตตินั้น ผมก็ถือโอกาสไม่ขอบคุณเลย เพราะผมถือว่าถ้าจะขอบคุณนั้นท่านประธานจะต้องทำให้สิ้นสุด กระแสความ
ประการแรก ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ท่านจะต้อง ตัดสินใจต่อไปนี้ ก็คือสภาแห่งนี้ได้อาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราใดในการที่จะลงมติ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ กับสิ่งที่เขาให้เรารับทราบ ท่านประธานไปเปิดดูมาตรา ๑๓๖ ท่านประธานจะเห็นได้ชัดเจนว่าไม่ได้เขียนให้สภามีมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบในมาตรา ๑๓๖
ประการที่ ๒ ถ้าหากว่าท่านประธานไม่ต้องลงมติในวาระที่สามก็ไม่ควรที่จะต้อง มีมติใด ๆ นอกจากรับทราบอย่างที่ท่านประธานได้กรุณาพูดถึงตอนนั้นเรียบร้อยแล้ว
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ วันนี้ศาลท่านจะทำผิด ท่านจะทำถูกอย่างไร รัฐสภาไม่เสียหายอยู่แล้วครับ ความเห็นทางกฎหมายแตกต่างกันได้ ท่านทั้งหลาย ที่เป็นนักกฎหมายทราบดีว่าเวลาลูกความเราแพ้ต่อศาลเราไม่เคยเรียกร้องให้ลูกความนั้น ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล
ประการที่ ๔ เมื่อศาลท่านได้ตัดสินแล้วมีคำสั่งไปแล้ว ถามว่ารัฐสภา ไม่เสียหายอยู่แล้ว คำถามก็คือว่าแล้วเราจะเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทำไม ผมถามท่านประธาน ท่านประธานจำได้ไหมครับ เราต้องการให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นที่หวัง ของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคม วันนี้เรากำลังจะดึงเอารัฐสภาไปเกี่ยวข้อง กับความขัดแย้งที่มันเริ่มขยายวงจากศาล อัยการและรัฐสภา กำลังจะครบ ๓ ส่วนขององค์อำนาจ ที่มีอยู่แล้ว
ประการที่ ๕ ท่านประธานครับ ถ้าสภาแห่งนี้มีมติรับหรือไม่รับ หรือปฏิเสธ คำสั่งศาล ปัญหาที่นับแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปมันจะสลับซับซ้อนเกินกว่าที่สภาแห่งนี้จะแก้ไข จะนำไปสู่ปัญหาแม้หลังจากที่เราผ่านวาระที่สามไปแล้ว ท่านประธานเปิดไปดูมาตรา ๑๕๔ ครับ ก็จะมีคำถามต่อไปว่าถ้ามีคนใช้มาตรา ๑๕๔ (๒) บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๒) ท่านประธานช้า ๆ ครับ มาตรา ๒๙๑ (๒) ผมพูดอย่างนี้ตั้งแต่ วาระที่หนึ่งว่าสภาแห่งนี้ไม่อาจจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ เพราะมาตรา ๒๙๑ (๒) บอกว่า เวลาที่คุณจะแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ทำได้อย่างเดียวก็คือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น ไม่อาจจะยกร่างได้ ผมยืนยันตั้งแต่วาระที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสภาแห่งนี้จะมีมตินั้น จะต้องถามก่อนว่าท่านใช้อำนาจตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราใด
ประการสุดท้าย เมื่อสภาผ่านวาระที่สามไปแล้ว สมาชิกรัฐสภาในห้องนี้ลงชื่อกัน เพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความว่ามันขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ก็จะเป็นคำถามว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้เขียนว่าเป็นรัฐธรรมนูญ แต่เขียนว่า เป็นพระราชบัญญัติ และจะใช้มาตราใด ก็กลับไปใช้ช่องทางมาตรา ๗ นั่นแปลว่าต้องกลับมา สู่ช่องทางมาตรา ๑๕๔ ถามต่อท่านประธานผ่านไปยังสภาว่าเมื่อท่านประธานได้วินิจฉัย และตัดสินใจถูกต้องชอบธรรมแล้ว ทำไมเราต้องมาสร้างเงื่อนไขและปมปัญหาใหม่ขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ไม่มีประโยชน์ต่อสภาแห่งนี้ ไม่มีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แล้วก็ไม่มีประโยชน์ ต่อการตัดสินใจในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างที่ท่านทั้งหลายตั้งใจทำ
สุดท้ายท่านประธาน ผมวิงวอนฝากท่านประธานว่าวันนี้อนาคตของประเทศ ฝากไว้ในมือท่านประธานแล้ว ท่านพูดเมื่อเช้า ถือว่าเป็นคนอีสานด้วยกัน น้ำตาแทบไหล ท่านได้มองเห็นเส้นทางของประเทศว่าจะต้องไปสู่เส้นทางที่ไม่ใช่รัฐแห่งความล้มเหลว เส้นทางที่ทุกคนเชื่อศาล เส้นทางที่ทุกคนเชื่อกฎหมาย และเส้นทางที่รัฐสามารถควบคุมได้
ประการที่ ๑ วาระที่เราได้พิจารณาไปนี้ เป็นวาระประธานแจ้งที่ประชุมทราบ และได้มีความเห็นรับทราบต่อวาระที่ท่านประธานได้แจ้งเรื่องคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น จบไปเป็นการเรียบร้อยแล้ว การเสนอญัตติเมื่อสักครู่เป็นการเสนอนอกวาระ ซึ่งไม่ได้ มีการพิจารณานัดหมายมาก่อน อันนี้เป็นเหตุผลประการที่ ๑ ที่ผมคิดว่าถ้าจะนำไปสู่การลงมติใด ๆ ก็จะมีปัญหาต่อไปในอนาคต
ประการที่ ๒ ผมถือว่าท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจไปแล้วต่อคำสั่ง ของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจไปเมื่อมีคำสั่งให้งดการลงมติ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่สาม เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายนที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากคำสั่ง ให้ชะลอการลงมติวาระที่สามของศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับประธานรัฐสภาได้ใช้ดุลยพินิจ ไปเสร็จสิ้นแล้ว และถ้าท่านประธานจะเปลี่ยนดุลยพินิจท่านต้องมีคำตอบที่ชัดเจนต่อรัฐสภา และต่อสาธารณะ แม้แต่เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ได้กรุณายืนยันถึงความคิดเห็นของท่านประธาน ชัดเจนสอดคล้องกับที่ท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจไปก่อนหน้า
ประการที่ ๓ ดังที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคำถามต่อท่านประธาน สมัยประชุมนี้เป็นสมัยสามัญนิติบัญญัติ จะพิจารณาได้เฉพาะกรณีที่เป็นกฎหมายและที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ เปิดโอกาสให้กระทำได้เท่านั้น กรณีนี้ถือว่าเป็นกรณีญัตติไม่สามารถที่จะพิจารณาได้ ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ
ประการที่ ๔ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ ระบุไว้ชัดเจนว่าสำหรับที่ประชุมร่วมรัฐสภา จะพิจารณาได้เฉพาะ ๑๖ กรณี ซึ่งระบุไว้ชัด ไม่มีกรณีที่สมาชิกได้เสนอให้ลงมติเมื่อสักครู่ แต่อย่างใด
และประการสำคัญในประการที่ ๕ ก็คือว่าผมเชื่อว่ารัฐสภาไม่มีอำนาจที่จะ ลงมติว่าจะฟังคำสั่งศาลหรือไม่ แต่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล เพราะคำสั่งศาลนั้น เป็นคำสั่งที่ชอบ มีผู้ท้วงติงว่าคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งมานั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ คือไม่มีผลผูกพันรัฐสภา แต่ผมขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ออกคำสั่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ แต่ศาลรัฐธรรมนูญออกคำสั่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ออกคำสั่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ วรรคหนึ่ง และตามข้อกำหนดศาล ข้อ ๖ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ ซึ่งกล่าวโดยสรุปว่าเมื่อมีบุคคลใดพบการกระทำว่ามีผู้พยายามที่จะล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ สามารถที่จะยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ ที่จะรับเรื่องเพื่อวินิจฉัยว่าจะสั่งให้ยุติการกระทำนั้นหรือไม่ และในระหว่างการพิจารณา ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ขีดเส้นใต้นะครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ชะลอการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย ความเห็นของพวกผมก็คือจึงเห็นว่าคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นคำสั่งที่ชอบและต้องปฏิบัติตาม และต้องเคารพอำนาจซึ่งกันและกันระหว่างบริหาร นิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ดังที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้อภิปรายไว้ก่อนหน้านี้ครับ คำถามก็คือว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการก้าวก่ายหรือสั่งอำนาจนิติบัญญัติหรือไม่ ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า ผมไม่ทราบและไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้วินิจฉัย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธานได้ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งรัฐสภาซึ่งเป็นองค์อำนาจนิติบัญญัติ ถ้าถามว่าแล้วศาลรัฐธรรมนูญ สั่งใคร ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งคือใคร คือเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา โดยสั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจ้งประธานรัฐสภาให้รอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อนครับ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามคำสั่ง ที่ ศร ๐๐๐๖/๔๔๐ ถามว่าแล้วศาลรัฐธรรมนูญ สั่งได้หรือไม่ คำตอบที่พวกผมไปศึกษา เพราะพวกผมก็ต้องใช้ดุลยพินิจว่าจะต้องดำเนินการ ต่อไปอย่างไรหรือไม่เช่นเดียวกัน เมื่อมีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญมา คำตอบก็คือ สั่งได้ ถ้าสั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ สั่งโดยอาศัยกฎหมายใด คำตอบคือ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ วรรคหนึ่ง ข้อกำหนดศาล ข้อ ๖ และ วิ. แพ่ง มาตรา ๒๖๔ ทำไมสั่งได้ ที่สั่งได้เพราะว่าเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายไหน คำตอบคือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๔ ระบุไว้ชัดเจนครับ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมไม่เสียเวลาที่จะหยิบยกขึ้นมาอ่าน ประธานรัฐสภา เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ เป็นครับ เป็นตามกฎหมายใด เป็นตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา ๔ ระบุไว้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงประธานรัฐสภาซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎกระทรวง ข้อ ๑ (๒) ที่ออกตามมาตรา ๕ พระราชบัญญัติ บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปี ๒๕๔๒ ระบุชัดเจนว่าประธานรัฐสภาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะฉะนั้นเมื่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภารับทราบคำสั่งแล้ว ถ้าถามว่า มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหรือไม่ ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับ ควรต้องปฏิบัติตาม ในฐานะอะไร ไม่ใช่ในฐานะอำนาจนิติบัญญัติ แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐครับ ถามต่อไปว่า แล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาต้องปฏิบัติตามด้วยหรือไม่ ผมไม่ล่วงล้ำไปวินิจฉัยตรงนี้ แต่ขอกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าตามกฎหมายระบุไว้ชัดเจน ทั้งกฎหมาย ป.ป.ช. และกฎหมายบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ สมาชิกรัฐสภาทุกคน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเช่นเดียวกัน ท่านหยิบบัตรประจำตัวของท่านขึ้นมาดูสิครับ ระบุชัดเจนว่า นั่นคือบัตรประจำตัวสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ที่ชอบของศาล ก็อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ เพราะฉะนั้นหากจะมีการลงมติว่า จะให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลหรือไม่ พวกผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าพวกผมจะไม่ขอร่วม ลงมติใด ๆ เพราะเห็นว่าทั้งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา ควรต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
และเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือว่าพวกผมไม่ประสงค์ต้องการที่จะเป็น เครื่องมือในการที่จะนำไปสู่การอ้างมติวันนี้ว่าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลแล้วก็นำไปสู่ การนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภาลงมติแก้รัฐธรรมนูญในวาระที่สาม ขณะที่ศาลยังสั่งให้ชะลอ การลงมติไว้ต่อไป ที่สำคัญอย่างยิ่งคือถ้าเราลงมติวันนี้นำไปสู่การลงมติแก้รัฐธรรมนูญวาระที่สาม ผลที่จะตามมาอีกอันหนึ่งซึ่งสำคัญยิ่งก็คือว่าจะต้องมีการดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน กระบวนการรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือว่าจะต้องส่งไปให้นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ที่จะต้อง นำร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน ๒๐ วันนับแต่รับร่าง ซึ่งเท่ากับว่าเรานับหนึ่ง เปิดประตูให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา มีมลทินขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไปภายใน ๒๐ วันนับแต่วันรับร่าง ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานมาทั้งหมด จึงขออนุญาต กราบเรียนเป็นจุดยืนว่าหากที่ประชุมยังดึงดันลงมติ พวกผมได้ร่วมกับท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกพวกเราหลายคนที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ว่าพวกผม จะไม่ขอร่วมลงมติและจะขอเดินออกจากห้องประชุม เพราะมั่นใจว่ามตินี้จะเป็นมติ ที่เป็นปัญหาต่อไป และเมื่อถึงวาระของการพิจารณาข้อตกลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นวาระต่อไปที่ผมเห็นด้วยสนับสนุนพวกผมก็พร้อมจะกลับเข้ามาลงมติสนับสนุน ข้อตกลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ