รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล หารือเรื่องการปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่รัฐบาลเสนอให้รัฐสภา โดยเฉพาะเรื่องการเข้าไปในเขตปลอดทหาร และการงดเว้นการกระทำที่ทำให้ข้อพิพาทในศาลรุนแรงขึ้น และเรียกร้องการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ครับ ผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอเรียนข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่ง มาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกที่รัฐบาลได้เสนอ ต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนี้ครับ

ผมอยากจะเล่าให้กับเพื่อนสมาชิกได้เข้าใจถึงความเป็นมาก่อนที่ เพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ สภาจะได้อภิปรายนะครับ คือสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๔ หลังจากสงกรานต์ของปีนี้ครับ กัมพูชาได้ยื่นคำขอต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ๒ ประการ

ประการแรก กัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี ๒๕๐๕ ซึ่งกล่าวโดยสรุปคือ กัมพูชาขอให้ศาลวินิจฉัยว่า ไทยต้องเคารพอธิปไตย ของกัมพูชา ซึ่งในบริเวณปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียงถูกกำหนดโดยแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐

ประการที่ ๒ กัมพูชาขอให้ศาลมีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราว ๓ ประการ ดังนี้นะครับ

๑. ขอให้ไทยถอนทหารออกจากบริเวณปราสาทพระวิหารในดินแดน กัมพูชาโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

๒. กัมพูชาขอให้ศาลออกคำสั่งว่า ห้ามไทยดำเนินกิจกรรมทางทหาร ใด ๆ ในบริเวณปราสาทพระวิหาร

๓. ขอให้ไทยยับยั้งการดำเนินการใด ๆ ที่อาจจะกระทบต่อสิทธิ ของกัมพูชาและเพิ่มความขัดแย้งในคดีตีความคำพิพากษาครับ

ต่อมาครับ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราว ๔ ประการครับ ไม่ได้ออกตามที่กัมพูชาขอนะครับ ศาลได้ออกคำสั่งมาตรการชั่วคราว

ข้อที่ ๑ ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายถอนบุคลากรทหารซึ่งอยู่ในเขตปลอดทหารชั่วคราว หรือภาษาอังกฤษ โพรวิชันนอล ดีมิลลิทาไรซ โซน (Provisional Demilitarized Zone) หรือพีดีแซด (PDZ) ตามที่ศาลกำหนด และงดเว้นการมีทหารอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว หรือการดำเนินกิจกรรมที่ใช้อาวุธไปยังพื้นที่ดังกล่าว เดี๋ยวผมจะเอาภาพขึ้นมาแสดงให้ว่า พีดีแซดหรือโซนตรงนี้เป็นบริเวณใด

ข้อที่ ๒ ศาลได้มีคำสั่งไม่ให้ไทยขัดขวางการเข้าออกปราสาทพระวิหาร โดยอิสระของกัมพูชา หรือการส่งเครื่องอุปโภคบริโภคไปยังบุคลากรที่ไม่ใช่ทหาร ของกัมพูชาที่อยู่ในปราสาทพระวิหาร

ข้อที่ ๓ ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายดำเนินการตามความร่วมมือที่ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ตกลงกัน ในกรอบอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์ที่ตั้งขึ้นโดยองค์การดังกล่าว เข้าไปยังเขตปลอดทหารชั่วคราว

ข้อที่ ๔ ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายงดเว้นการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ข้อพิพาทในศาล ทวีความร้ายแรงหรือแก้ไขยากขึ้น โดยศาลโลกยังไม่ได้ตีความตามที่กัมพูชาขอ คือการตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี ๒๕๐๕ แต่ศาลได้ออกมาตรการชั่วคราว เพราะว่าเหตุการณ์ที่ต่อสู้กันเกิดขึ้นในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนนั้น ค่อนข้างที่จะรุนแรงตามที่พวกเราได้รับทราบกันนะครับ ศาลจึงมีมาตรการชั่วคราว ๔ ข้อนี้ออกมา

ทีนี้หลังจากที่ศาลโลกได้มีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราว เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ในวันถัดมาครับ อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องขออนุญาตนะครับ ท่านอภิสิทธิ์ ได้จัดการประชุมหารือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้นได้แสดงข้อกังวลว่า การปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวอาจจะเป็นผลให้ประเทศไทยเสียอธิปไตย ดังนั้น จึงขอให้เสนอเรื่องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีนะครับ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ซึ่งอยู่ในรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ ที่ประชุมคณะกรรมการพิเศษเพื่อพิจารณาอนุสัญญา ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายได้มีมติครับว่า อำนาจในการปฏิบัติตามคำสั่งศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอนทหารออกจากเขตปลอดทหารชั่วคราวหรือพีดีแซด เป็นเรื่องของการใช้อำนาจบริหารไม่เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวกับ การทำหนังสือสัญญา ไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ นะครับ ดังนั้นกรรมการพิเศษบางท่านจึงเสนอว่า แม้จะไม่เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง แต่หากเป็นเรื่องสำคัญก็สามารถหารือและ รับฟังความคิดเห็นของรัฐสภาได้ตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่าทีดังกล่าวนะครับ ก็ได้รับความเห็นชอบจากคณะดำเนินคดีปราสาทพระวิหารของประเทศไทย ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมานี้ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น เช่นเดียวกันว่า เรื่องนี้เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ ซึ่งเป็นพันธกรณีระหว่างไทยและกัมพูชา จึงไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญา ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ครับ คำสั่งชั่วคราวดังกล่าวไม่กระทบเขตแดน หรืออำนาจอธิปไตยของไทยและยังมีผลชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น คณะรัฐมนตรีในชุดปัจจุบัน จึงมีมติตามที่กระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ กล่าวคือ เสนอเรื่องนี้ให้ประธานรัฐสภาเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญ

ผมอยากจะกราบเรียนที่ประชุมก่อนที่จะอภิปรายนะครับว่า สำหรับ การดำเนินการของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ขอกราบเรียนอย่างนี้เลยครับว่า เป็นการดำเนินการ ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้วซึ่งมีท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีทุกประการ กล่าวคือ

๑. เราได้ใช้ทีมทนายความจากต่างประเทศชุดเดิมครับ ในโลกนี้มีอยู่ ๔๕ ท่าน ที่เป็นทนายที่มีประสบการณ์ มีความสามารถ รัฐบาลชุดที่แล้วได้ว่าจ้าง ๓ นาย เราก็ใช้ทั้ง ๓ นายนั้นต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว นอกจากนั้นครับ รัฐบาลนี้ก็ใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการพิเศษเพื่อพิจารณาอนุสัญญาต่าง ๆ ใช้ชุดเดิม ต่อจากรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วก็ใช้คณะดำเนินคดีปราสาทพระวิหาร ของประเทศไทยชุดเดิมครับ เพียงแต่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปลี่ยนจากท่านกษิตมาเป็นผมแค่นั้นเอง นอกจากนี้แล้วรัฐบาลชุดปัจจุบันยังเห็นว่า การดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในกรณีปราสาทพระวิหาร เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน สมควรที่จะได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ รัฐบาลตระหนักดีครับถึงข้อกังวล ของฝ่ายทหารซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลและเห็นด้วยกับคณะกรรมการพิเศษที่จะใช้ มาตรา ๑๗๙ เป็นกลไกที่นำเรื่องดังกล่าวหารือในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้ ฝ่ายความมั่นคงสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยหมดข้อกังวลใจจากการที่จะมีสาธารณชน ที่มีความเห็นแตกต่างนำไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือที่รู้กันว่า จอยท์ คอมมูนิเก (Joint Communique) เพราะการปฏิบัติตามมาตรการ ชั่วคราวในเขตพีดีแซดหรือเขตปลอดทหารชั่วคราว เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเสนอท่าที ของฝ่ายไทยให้ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาพิจารณา กระผมใคร่จะขอเท้าความถึงเหตุผล ที่รัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมีความเห็นว่าประเทศไทยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง มาตรการชั่วคราวของศาล ดังนี้

ประการแรก การปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณี ที่ไทยมีอยู่ตามข้อ ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่ารัฐสมาชิกมีพันธกรณี ต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลและการปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นผลดีกับภาพลักษณ์ ของไทยในฐานะนิติรัฐและรัฐสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของสหประชาชาติ

ประการที่สอง คำสั่งมาตรการชั่วคราวไม่กระทบเขตแดนหรืออำนาจ อธิปไตยของไทยอันเป็นประเด็นที่ศาลได้ย้ำหลายครั้งในคำสั่ง โดยไทยยังมีอำนาจ ทางการบริหารปกครองเต็มที่เช่นเดิม และสามารถคงเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนรวมถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ในพื้นที่ได้

นอกจากนี้มาตรการชั่วคราวมีความสมดุลเนื่องจากเป็นคำสั่งให้ทั้งไทย และกัมพูชาปฏิบัติตามและไทยสามารถปฏิบัติตามได้โดยไม่เสียเปรียบกัมพูชา หากทั้ง ๒ ฝ่ายปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ หากฝ่ายไทย ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลกัมพูชาอาจจะร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พิจารณาให้ข้อเสนอแนะหรือออกมาตรการเพื่อให้มีการปฏิบัติตามคำตัดสินตามข้อ ๙๔ วรรคสอง ของกฎบัตรสหประชาชาติ และอาจส่งผลให้คณะผู้พิพากษามีทัศนคติที่ไม่ดี ต่อท่าทีของประเทศไทยในการพิจารณาคำขอตีความ รวมทั้งกระทบต่อความเชื่อมั่น ของนานาประเทศอย่างกว้างขวางที่มีต่อไทยในการเจรจา หรือดำเนินความร่วมมือ ในด้านต่าง ๆ

โดยเรื่องทั้งหมดนี้สำหรับท่าทีของไทยที่กระผมจะนำเสนอในวันนี้เป็นท่าที ที่ส่วนราชการและกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาและเห็นชอบแล้ว ได้แก่ คณะกรรมการพิเศษเพื่อพิจารณาอนุสัญญาต่าง ๆ เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ การประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ การประชุม คณะดำเนินคดีปราสาทพระวิหารของประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๔ การประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔ การประชุม คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยที่เรื่องดังกล่าวเป็นท่าทีในการเจรจา ของประเทศไทย ดังนั้นจึงอยากขอให้เป็นการประชุมลับ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อท่าทีของฝ่ายไทยและอาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ท่านประธานครับ ท่าที ๕ ประการของฝ่ายไทยต่อไปนี้ผมจะขอเรียน ที่ประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับท่าทีในการหารือกับฝ่ายกัมพูชาในการปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการ ชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ๕ ประการ เพื่อรับฟังความคิดเห็น ของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

อันแรกครับ การปรับกำลังตามคำสั่งศาล ข้อ B (๑) ให้ทั้ง ๒ ฝ่าย ถอนบุคลากรทหารซึ่งอยู่ในเขตปลอดทหารชั่วคราวตามที่กำหนดในย่อหน้า ๖๒ ของคำสั่ง หรือ