รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม คน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ วันนี้เป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๙ นะครับ ซึ่งถือว่า เป็นวาระสำคัญและองค์ประชุมก็มาครบเรียบร้อยนะครับ ผมขอหารืออย่างนี้ได้ไหมครับ ปกติวันนี้ตั้งใจไว้จะไม่ให้หารือนะครับ พอดีท่านรัฐมนตรีมาพอดี ฉะนั้นขออนุญาต ไม่หารือนะครับ เอาเก็บไว้เป็นวันพุธกับวันพฤหัสบดี ๒ วันเต็ม ๆ แล้วผมจะให้หารือเต็มที่ วันนี้ขอเข้าสู่ระเบียบวาระเลยนะครับ มีผู้มาลงชื่อ ๔๐๗ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

เรื่องด่วน ขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (การดำเนินการเพื่อปฏิบัติ ตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในกรณีปราสาทพระวิหาร) (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ด้วยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมีหนังสือแจ้งว่า เนื้อหาหลัก ในเรื่องของการดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดด้านกฎหมาย และมีประเด็นทางเทคนิค หลายประเด็น จึงขออนุญาตให้คุณอิทธิพร บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญา และกฎหมาย เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมครับ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วจึงอนุญาตให้เข้าร่วมประชุม ชี้แจงได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๐ ครับ ท่านศุภชัยมีอะไรครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนปรึกษาท่านประธานว่า

ประการแรกสุด ก็คือว่าเรื่องนี้มีการนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และในขณะที่ มีการเข้าพิจารณาของคณะรัฐมนตรีมันเป็นเรื่องลับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ ของมิตรประเทศ ซึ่งถ้าจะมีการอภิปรายกันอาจจะเป็นประเด็นซึ่งอาจจะกระทบกระทั่ง

ประการที่ ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาคดีในศาล เพราะฉะนั้น ต้องเรียนปรึกษาครับว่าเรื่องนี้เราควรจะมีการอภิปรายกันโดยเปิดเผยหรือไม่ อย่างไร จะเป็นการสมควรไหมครับ ขอเรียนปรึกษาท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ทราบว่า เป็นประชุมลับครับ ท่านสบายใจนะครับ เป็นประชุมลับครับ ท่านรัฐมนตรีพร้อม ก็เชิญเลยนะครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีขออภัย ท่านศุภชัยมีอะไรครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ ตกลงจะเป็นการประชุมลับนี่หมายถึงว่าสื่อมวลชน ที่อยู่ข้างบนนี่ยังสามารถที่จะฟังอยู่ได้ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังไม่ถึงขั้นตอนครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะเป็นคนเสนอ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 🔗

ครับ ผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอเรียนข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่ง มาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกที่รัฐบาลได้เสนอ ต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนี้ครับ

ผมอยากจะเล่าให้กับเพื่อนสมาชิกได้เข้าใจถึงความเป็นมาก่อนที่ เพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ สภาจะได้อภิปรายนะครับ คือสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๔ หลังจากสงกรานต์ของปีนี้ครับ กัมพูชาได้ยื่นคำขอต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ๒ ประการ

ประการแรก กัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี ๒๕๐๕ ซึ่งกล่าวโดยสรุปคือ กัมพูชาขอให้ศาลวินิจฉัยว่า ไทยต้องเคารพอธิปไตย ของกัมพูชา ซึ่งในบริเวณปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียงถูกกำหนดโดยแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐

ประการที่ ๒ กัมพูชาขอให้ศาลมีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราว ๓ ประการ ดังนี้นะครับ

๑. ขอให้ไทยถอนทหารออกจากบริเวณปราสาทพระวิหารในดินแดน กัมพูชาโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

๒. กัมพูชาขอให้ศาลออกคำสั่งว่า ห้ามไทยดำเนินกิจกรรมทางทหาร ใด ๆ ในบริเวณปราสาทพระวิหาร

๓. ขอให้ไทยยับยั้งการดำเนินการใด ๆ ที่อาจจะกระทบต่อสิทธิ ของกัมพูชาและเพิ่มความขัดแย้งในคดีตีความคำพิพากษาครับ

ต่อมาครับ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราว ๔ ประการครับ ไม่ได้ออกตามที่กัมพูชาขอนะครับ ศาลได้ออกคำสั่งมาตรการชั่วคราว

ข้อที่ ๑ ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายถอนบุคลากรทหารซึ่งอยู่ในเขตปลอดทหารชั่วคราว หรือภาษาอังกฤษ โพรวิชันนอล ดีมิลลิทาไรซ โซน (Provisional Demilitarized Zone) หรือพีดีแซด (PDZ) ตามที่ศาลกำหนด และงดเว้นการมีทหารอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว หรือการดำเนินกิจกรรมที่ใช้อาวุธไปยังพื้นที่ดังกล่าว เดี๋ยวผมจะเอาภาพขึ้นมาแสดงให้ว่า พีดีแซดหรือโซนตรงนี้เป็นบริเวณใด

ข้อที่ ๒ ศาลได้มีคำสั่งไม่ให้ไทยขัดขวางการเข้าออกปราสาทพระวิหาร โดยอิสระของกัมพูชา หรือการส่งเครื่องอุปโภคบริโภคไปยังบุคลากรที่ไม่ใช่ทหาร ของกัมพูชาที่อยู่ในปราสาทพระวิหาร

ข้อที่ ๓ ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายดำเนินการตามความร่วมมือที่ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ตกลงกัน ในกรอบอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์ที่ตั้งขึ้นโดยองค์การดังกล่าว เข้าไปยังเขตปลอดทหารชั่วคราว

ข้อที่ ๔ ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายงดเว้นการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ข้อพิพาทในศาล ทวีความร้ายแรงหรือแก้ไขยากขึ้น โดยศาลโลกยังไม่ได้ตีความตามที่กัมพูชาขอ คือการตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี ๒๕๐๕ แต่ศาลได้ออกมาตรการชั่วคราว เพราะว่าเหตุการณ์ที่ต่อสู้กันเกิดขึ้นในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนนั้น ค่อนข้างที่จะรุนแรงตามที่พวกเราได้รับทราบกันนะครับ ศาลจึงมีมาตรการชั่วคราว ๔ ข้อนี้ออกมา

ทีนี้หลังจากที่ศาลโลกได้มีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราว เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ในวันถัดมาครับ อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องขออนุญาตนะครับ ท่านอภิสิทธิ์ ได้จัดการประชุมหารือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้นได้แสดงข้อกังวลว่า การปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวอาจจะเป็นผลให้ประเทศไทยเสียอธิปไตย ดังนั้น จึงขอให้เสนอเรื่องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดีนะครับ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ซึ่งอยู่ในรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ ที่ประชุมคณะกรรมการพิเศษเพื่อพิจารณาอนุสัญญา ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายได้มีมติครับว่า อำนาจในการปฏิบัติตามคำสั่งศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอนทหารออกจากเขตปลอดทหารชั่วคราวหรือพีดีแซด เป็นเรื่องของการใช้อำนาจบริหารไม่เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวกับ การทำหนังสือสัญญา ไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ นะครับ ดังนั้นกรรมการพิเศษบางท่านจึงเสนอว่า แม้จะไม่เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง แต่หากเป็นเรื่องสำคัญก็สามารถหารือและ รับฟังความคิดเห็นของรัฐสภาได้ตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่าทีดังกล่าวนะครับ ก็ได้รับความเห็นชอบจากคณะดำเนินคดีปราสาทพระวิหารของประเทศไทย ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมานี้ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น เช่นเดียวกันว่า เรื่องนี้เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่าง ประเทศ ซึ่งเป็นพันธกรณีระหว่างไทยและกัมพูชา จึงไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญา ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ครับ คำสั่งชั่วคราวดังกล่าวไม่กระทบเขตแดน หรืออำนาจอธิปไตยของไทยและยังมีผลชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น คณะรัฐมนตรีในชุดปัจจุบัน จึงมีมติตามที่กระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ กล่าวคือ เสนอเรื่องนี้ให้ประธานรัฐสภาเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติตามมาตรา ๑๗๙ ของรัฐธรรมนูญ

ผมอยากจะกราบเรียนที่ประชุมก่อนที่จะอภิปรายนะครับว่า สำหรับ การดำเนินการของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ขอกราบเรียนอย่างนี้เลยครับว่า เป็นการดำเนินการ ต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้วซึ่งมีท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีทุกประการ กล่าวคือ

๑. เราได้ใช้ทีมทนายความจากต่างประเทศชุดเดิมครับ ในโลกนี้มีอยู่ ๔๕ ท่าน ที่เป็นทนายที่มีประสบการณ์ มีความสามารถ รัฐบาลชุดที่แล้วได้ว่าจ้าง ๓ นาย เราก็ใช้ทั้ง ๓ นายนั้นต่อจากรัฐบาลชุดที่แล้ว นอกจากนั้นครับ รัฐบาลนี้ก็ใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการพิเศษเพื่อพิจารณาอนุสัญญาต่าง ๆ ใช้ชุดเดิม ต่อจากรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วก็ใช้คณะดำเนินคดีปราสาทพระวิหาร ของประเทศไทยชุดเดิมครับ เพียงแต่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปลี่ยนจากท่านกษิตมาเป็นผมแค่นั้นเอง นอกจากนี้แล้วรัฐบาลชุดปัจจุบันยังเห็นว่า การดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในกรณีปราสาทพระวิหาร เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน สมควรที่จะได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ รัฐบาลตระหนักดีครับถึงข้อกังวล ของฝ่ายทหารซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลและเห็นด้วยกับคณะกรรมการพิเศษที่จะใช้ มาตรา ๑๗๙ เป็นกลไกที่นำเรื่องดังกล่าวหารือในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้ ฝ่ายความมั่นคงสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยหมดข้อกังวลใจจากการที่จะมีสาธารณชน ที่มีความเห็นแตกต่างนำไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเหมือนกรณีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือที่รู้กันว่า จอยท์ คอมมูนิเก (Joint Communique) เพราะการปฏิบัติตามมาตรการ ชั่วคราวในเขตพีดีแซดหรือเขตปลอดทหารชั่วคราว เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเสนอท่าที ของฝ่ายไทยให้ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาพิจารณา กระผมใคร่จะขอเท้าความถึงเหตุผล ที่รัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมีความเห็นว่าประเทศไทยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง มาตรการชั่วคราวของศาล ดังนี้

ประการแรก การปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณี ที่ไทยมีอยู่ตามข้อ ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่ารัฐสมาชิกมีพันธกรณี ต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลและการปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นผลดีกับภาพลักษณ์ ของไทยในฐานะนิติรัฐและรัฐสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของสหประชาชาติ

ประการที่สอง คำสั่งมาตรการชั่วคราวไม่กระทบเขตแดนหรืออำนาจ อธิปไตยของไทยอันเป็นประเด็นที่ศาลได้ย้ำหลายครั้งในคำสั่ง โดยไทยยังมีอำนาจ ทางการบริหารปกครองเต็มที่เช่นเดิม และสามารถคงเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนรวมถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ในพื้นที่ได้

นอกจากนี้มาตรการชั่วคราวมีความสมดุลเนื่องจากเป็นคำสั่งให้ทั้งไทย และกัมพูชาปฏิบัติตามและไทยสามารถปฏิบัติตามได้โดยไม่เสียเปรียบกัมพูชา หากทั้ง ๒ ฝ่ายปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการชั่วคราวอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ หากฝ่ายไทย ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลกัมพูชาอาจจะร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พิจารณาให้ข้อเสนอแนะหรือออกมาตรการเพื่อให้มีการปฏิบัติตามคำตัดสินตามข้อ ๙๔ วรรคสอง ของกฎบัตรสหประชาชาติ และอาจส่งผลให้คณะผู้พิพากษามีทัศนคติที่ไม่ดี ต่อท่าทีของประเทศไทยในการพิจารณาคำขอตีความ รวมทั้งกระทบต่อความเชื่อมั่น ของนานาประเทศอย่างกว้างขวางที่มีต่อไทยในการเจรจา หรือดำเนินความร่วมมือ ในด้านต่าง ๆ

โดยเรื่องทั้งหมดนี้สำหรับท่าทีของไทยที่กระผมจะนำเสนอในวันนี้เป็นท่าที ที่ส่วนราชการและกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาและเห็นชอบแล้ว ได้แก่ คณะกรรมการพิเศษเพื่อพิจารณาอนุสัญญาต่าง ๆ เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ การประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ การประชุม คณะดำเนินคดีปราสาทพระวิหารของประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๔ การประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔ การประชุม คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยที่เรื่องดังกล่าวเป็นท่าทีในการเจรจา ของประเทศไทย ดังนั้นจึงอยากขอให้เป็นการประชุมลับ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อท่าทีของฝ่ายไทยและอาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ท่านประธานครับ ท่าที ๕ ประการของฝ่ายไทยต่อไปนี้ผมจะขอเรียน ที่ประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับท่าทีในการหารือกับฝ่ายกัมพูชาในการปฏิบัติตามคำสั่งมาตรการ ชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ๕ ประการ เพื่อรับฟังความคิดเห็น ของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

อันแรกครับ การปรับกำลังตามคำสั่งศาล ข้อ B (๑) ให้ทั้ง ๒ ฝ่าย ถอนบุคลากรทหารซึ่งอยู่ในเขตปลอดทหารชั่วคราวตามที่กำหนดในย่อหน้า ๖๒ ของคำสั่ง หรือ

(นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านศุภชัยครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ ศุภชัย ใจสมุทร พรรคภูมิใจไทยครับ ไม่ได้ประท้วงครับ แต่ตกลงว่าเราจะเริ่มลับกันตั้งแต่ตอนไหนครับ เพราะว่าตอนนี้ผมดูว่ามันไม่ค่อยลับเท่าไร มันลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมเสนอที่เราจะอภิปรายกัน ๕ ประเด็น โดยกว้าง ๆ แค่นั้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรท่านรัฐมนตรี ท่านสามารถเสนอให้ประชุมลับตอนนี้ได้เลยถ้าต้องการ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ถ้าเพื่อนสมาชิก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ตกลงขอประชุมลับนะครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นขอความร่วมมือ เจ้าหน้าที่ด้วยครับ ทางสื่อทุกแขนงครับ ขออนุญาตประชุมลับครับ