เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบสาเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดอีกในอนาคต นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น ๆ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลและ กรุงเทพมหานคร เตรียมการป้องกันและเตรียมการก่อนอันตราย รวมถึงการตรวจสอบและแก้ไขเครื่องสูบน้ำ และการขุดลอกคูคลอง เพื่อลดปัญหาน้ำท่วม
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ปัญหามหาอุทกภัยครั้งนี้ทุกคนรู้ว่ามันใหญ่หลวงมาก ก็มีคนกล่าวว่าตอนนี้เราไม่ควรจะไปหาถึงสาเหตุ เพราะว่าจะเป็นการทะเลาะกัน แล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่ผมเห็นว่าเรื่องอย่างนี้เราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตในปีหน้ามันจะเกิด น้ําท่วมอีก หรือภัยแล้งไม่มีใครบอกได้ แต่ว่าที่แน่ ๆ เราคงจะต้องรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเราสามารถ ป้องกันได้หรือไม่ เพราะว่ามหาอุทกภัยคราวนี้เป็นประวัติศาสตร์ ประชาชนมากมายต้อง สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียรถรา บ้านช่อง ต้องอพยพจากบ้านไปอยู่ที่อื่น แม้กระทั่งต่างจังหวัด เหมือนกับบ้านแตกสาแหรกขาด นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งถูกน้ําท่วมเสียหาย หรือว่า จะต้องมีคนรับผิดชอบหรือไม่อย่างไร อาจจะมีคนแย้งว่าน้ําท่วมเป็นปกติ เพราะอุทกภัยใหญ่ เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น ในบังกลาเทศในปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๔๑ และปี ๒๕๔๗ ครอบคลุมพื้นที่ ตั้งแต่ร้อยละ ๖๐-๗๕ ของพื้นที่ประเทศ หรือปากีสถานในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ มีผู้เสียชีวิตถึง ๒,๐๐๐ คน มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจถึง ๔๓,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ๑,๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่โครงสร้างของประเทศเหล่านี้รวมถึงภูมิประเทศก็แตกต่างจากประเทศไทยมากมาย เรามีเขื่อน แม้ว่าเราจะขาดเขื่อนแม่น้ํายม ซึ่งก็คงจะต้องมาทบทวนกันต่อว่าสมควรจะสร้างหรือไม่ อย่างไร แล้วก็ระบบบริหารจัดการน้ําที่ผ่านมา เราก็คงจะต้องมาทบทวนว่าเรามีจุดบกพร่อง อย่างไรหรือไม่ รัฐบาลพูดตลอดเวลาว่า ๒ พี ๒ อาร์ ผมคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลพูด ๒ พี ๒ อาร์ นี่เราสอบตกกันหมด เราเหลืออาร์เดียว อาร์สุดท้าย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ แต่งตั้งคณะกรรมการ ๒ ชุด ซึ่งผมจะพูดต่อไปในภายหลังนะครับ
ในเรื่องแรก การป้องกันและการเตรียมตัว รัฐบาลและ กทม. หายืม เครื่องสูบน้ําในเมื่อน้ําท่วมเกือบมิดศีรษะ ผมคิดว่าเรื่องของการเตรียมตัวเราบกพร่อง เราควรจะเตรียมตัวตั้งแต่ ๒-๓ เดือนก่อน เครื่องสูบน้ําเราก็ไม่ได้ตรวจสอบมันมีหลายแห่งที่ ชํารุด โดยเฉพาะใน กทม. นะครับ ในกรณีนี้ผมก็จะพูดรวม ๆ ทั้งของรัฐบาลและของ กทม. รวมไปด้วยกัน ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นข้อบกพร่องของทั้ง ๒ หน่วยงานนะครับ แล้วผมก็ไม่ทราบว่า การขุดลอกคูคลองที่ไม่ได้ทํา ซึ่งการขุดลอกคูคลองใน กทม. ก็เป็นหน้าที่ของ กทม. ซึ่งเราก็พบว่า หลายแห่งของคูคลองตื้นเขิน แม้กระทั่งกรมชลประทาน ซึ่งก็เป็นหน้าที่การขุดลอกของ กรมเจ้าท่าก็พบว่าการขุดลอกคูคลองไม่ได้ทํานะครับ แล้วขนาดของคูคลองก็เล็กมาก เล็กเกินไปนะครับ แล้วก็มีสิ่งกีดขวางทางน้ําอยู่มากมาย วัชพืช ผักตบชวาก็ไม่ได้ขุดลอกออก แล้วก็มีการรุกล้ําลําน้ําซึ่งรัฐบาลต่อไปคงจะต้องมีการดูแลในเรื่องนี้ แล้วก็ลักษณะคอขวด ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องแก้ การบริหารจัดการน้ําก็มีปัญหาว่าเขื่อนมีการกักเก็บน้ําไม่ปล่อย พร่องน้ําลงมาเพื่อประโยชน์สําหรับชาวนาหรือ กฟผ. ที่จะได้กําไรจากค่าไฟหรือไม่นะครับ ทําให้เกิดปัญหาน้ําล้นเขื่อนจนต้องถูกบังคับให้ปล่อยลงมาอย่างมหาศาลนะครับ แล้วก็ถูกกล่าวหาว่าบริหารน้ําผิดพลาด ความจริงการปล่อยน้ํานี่ขึ้นอยู่กับ คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ําที่มีรองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายส่งกําลังบํารุงเป็นประธาน และมีกรรมการอีก ๘ ท่าน ผมจะไม่กล่าวในที่นี้นะครับ ซึ่งก็มีทั้ง กฟผ. เป็นกรรมการอยู่ในที่นี่ด้วย แต่การที่ประธานเป็นคนของกรมชลประทาน จึงอาจอยู่ในอํานาจการเมือง ผมเสนอให้เปลี่ยนประธานเพื่อให้พ้นจากการเมืองนะครับ เพราะว่าในกรณีที่ระดับน้ําเข้าสู่ อัพเปอร์ รูล เคิร์ฟ (Upper rule curve) ตั้งแต่ ต้นเดือนกันยายน ยกเว้นเขื่อนสิริกิติ์น้ําขึ้นถึงร้อยละ ๘๒.๙๖ ตั้งแต่วันที่ ๑ ถึงวันที่ ๓ สิงหาคม จนเจ้าหน้าที่ กฟผ. ต้องขออนุญาตปล่อยน้ําวันละ ๔๕ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ไม่ได้รับอนุมัติจากอนุกรรมการ ซึ่งถือว่าไม่ผิดปกติอาจจะถือว่าไม่ผิดปกติ เพราะเป็นเพียง ๓ วันสําหรับการที่จะเก็บเกี่ยวข้าว แต่เมื่อเรามาทบทวนตรงนี้เราเห็นว่ามันเป็นข้อที่เสียหาย มากกว่านาข้าวที่เราปล่อยให้เก็บเกี่ยวในช่วง ๓ วันนั้นเพราะว่าปริมาณน้ําอีก ๔๕ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็นปริมาณน้ําที่สามารถลดไปจากปัญหามหาอุทกภัยในครั้งนี้ได้ อย่างน้อยก็เล็กน้อย เพราะว่าจนถึงต้นเดือนตุลาคม กฟผ. จึงถูกบังคับให้ปล่อยน้ําเพราะว่า น้ําล้นสปิลล์เวย์แล้ว จึงทําให้ระดับของอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงใหญ่หลวงมากนะครับ สําหรับการบริหารจัดการแผนอุทกภัยผมจะข้ามไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้รัฐบาลทํา ก็คือว่ารัฐบาลร่วมกับ กทม. จะต้องจัดทําระดับน้ําทะเลกลางให้ละเอียดมากขึ้น เผยแพร่ ทางเว็บไซต์นะครับ เพราะว่าชาวบ้านเขาอยากจะรู้ว่าระดับบ้านที่ตัวเองอยู่นี่สูงแค่ไหน แล้วก็ขณะน้ําท่วมแล้วก็จะท่วมถึงแค่ไหน ซึ่งถ้าหากว่าเรามีมาตรฐานคือระดับ รทก. เราก็อาจจะบอกตรงนี้ได้ ท่านประธานครับ ขออีกนาทีเดียวครับท่าน ในเรื่องของหลังน้ําลด รัฐบาลทําถูกต้องที่สร้างคณะกรรมการ ๒ ชุดขึ้นมานะครับ ผมคิดว่าในคณะกรรมการชุดแรก คณะยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศหรือ กยอ. ซึ่งมีดอกเตอร์วีรพงษ์ เป็นประธาน เป็นแนวคิดที่ผมเห็นด้วยกับรัฐบาล เพราะว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ ทั้งในและนอกประเทศนะครับ เช่นเดียวกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการน้ํา ที่มีดอกเตอร์สุเมธเป็นที่ปรึกษา แล้วก็ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ เป็นประธาน ผมคิดว่าตรงนี้แหละครับคือวิกฤติเป็นโอกาส เพราะว่าสิ่งที่เราพูดกันมาตลอดเวลาเรื่องน้ํา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแผนแม่บท เรื่องจัดหาน้ําต้นทุนเพิ่ม เรื่องปฏิรูปองค์กร เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ํา เรื่องของร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ํา เรื่องของกองทุนน้ํา เรื่องของผู้ใช้ต้องรับภาระจ่ายค่าบริการ ทั้งหมดนี่มันเป็นข้อเสนอปี ๒๕๔๓ ในหัวข้อ พัฒนาลุ่มน้ําเจ้าพระยา จัดทําโดยสํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ประเด็นอยู่ตรงที่ ว่ากรรมการ ๒ ชุดทํางานเสนอท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีต้องทําครับ ไม่ใช่ว่า ติดขัดเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วก็ปล่อยไป เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติตามข้อเสนอของคณะกรรมการ ๒ ชุดนี้แล้ว ผมเชื่อว่าความเชื่อมั่นของต่างประเทศ ความเชื่อมั่นของคนไทยทั้งประเทศจะกลับคืนมา แล้วก็วิกฤติเรื่องของน้ําซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ําท่วมหรือภัยแล้วในอนาคตข้างหน้าจะ ได้รับการแก้ไขอย่างบูรณาการ อย่างสมบูรณ์แบบ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สําคัญ อยากจะฝากท่านประธานผ่านถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านจะต้องรับรองกับสภาว่าสิ่งที่ กรรมการ ๒ ชุดเสนอท่านจะทําถ้าหากว่าทําได้ ตรงนี้คือความเชื่อมั่น ฝากไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ