ไพบูลย์ นิติตะวัน หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความไม่เห็นด้วย เนื่องจากมีเหตุผลหลัก 2 ประการ โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 190 และการแบ่งเขตเลือกตั้ง และยังขอแก้ไขที่มาของนายกรัฐมนตรีด้วย
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีร่างนําเสนอให้สู่ที่ประชุมรัฐสภา จํานวน ๔ ร่าง ท่านประธานครับ จุดยืนของกระผม ตั้งแต่ต้นก็ยังเปึนจุดยืนที่คัดค้านตั้งแต่มีการเสนอจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๖ ประเด็น ท่านประธานครับ ทั้ง ๖ ประเด็นนั้นในจุดยืดก็คือเห็นว่าเปึนเรื่องที่ไม่เหมาะสม ที่จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เปึนลักษณะชงเองกินเอง ก็คือแก้ไขเพื่อเปึนประโยชน์ แก่ฝ์ายการเมือง ฝ์าย ส.ส. ส.ว. ที่เปึนผู้พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ในตอนหลังมีร่างรัฐบาลที่เสนอมาเหลือเพียง ๒ ประเด็นก็ตาม แต่จะให้จุดยืนเปลี่ยนเปึน บอกว่าให้เห็นด้วยนั้นเปึนไปไม่ได้ท่านประธาน เพราะว่าจะถูกติฉินนินทาว่าตัดเรื่อง เกี่ยวกับการแก้ที่มาของ ส.ว. ออกแล้วถึงค่อยเห็นด้วยหรืออย่างไร ผมเชื่อว่าสมาชิก วุฒิสภาสรรหาจํานวนเปึนส่วนใหญ่ท่านประธาน มีจุดยืนที่มั่นคงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลหลักใหญ่ ๆ ๒ ประการ
ประการแรกก็คือที่มาของประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าหากเกิด จากฝ์ายการเมืองเปึนผู้เสนอมานั้น ไม่ว่าจะเปึนอย่างไรก็ตามถือว่าขัดต่อหลักการที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง
ประการที่สอง การที่ให้ความเห็นชอบเช่นเดียวกัน ในพวกกระผมนั้น เห็นว่าการให้ความเห็นชอบก็ควรจะต้องมีที่มาที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ ความเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเหตุไรครับท่านประธาน ในการที่ฝ์ายรัฐบาล เสนอมาในฉบับล่าสุด ๒ ประเด็นนั้นในเรื่องการแก้ไขที่มาของ ส.ส. โดยอ้างว่าเพื่อให้เกิด ความเปึนธรรมขึ้น ผมขอเรียนครับ ในปัจจุบันนี้การเลือกตั้ง ส.ส. โดยเขตหนึ่งเขตเดียว คนเดียวนั้นมีอยู่เพียง ๔ จังหวัด ท่านประธาน มีประชาชนเพียง ๒.๕๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่มีสิทธิเลือกได้เพียง ๑ คน แต่ประชาชนอีกจํานวนถึง ๙๗ เปอร์เซ็นต์ คือ ๒๔ ล้านคน มีสิทธิเลือก ส.ส. ได้ ๒ คน หรือบางท่านเลือกได้ถึง ๓ คน การที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการไปตัดสิทธิให้ประชาชนเหล่านั้นมีสิทธิเลือก ส.ส. เพียง ๑ คนเท่านั้น ไม่ไปถาม ประชาชนเหล่านั้นเลยทีเดียวหรือ ๒๔ ล้านคนนะครับท่านประธาน แล้วนอกจากนั้น ในเรื่องกรณีที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้น ผมได้คัดค้านมาตั้งนาน แล้วว่าอย่าเอาเปึนเหตุเพื่อที่จะให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย เพราะกระบวนการ ทั้งหลายในมาตรา ๑๙๐ นั้นสมบูรณ์อยู่แล้ว มีในวรรคหก กําหนดไว้อยู่แล้วว่า ถ้าท่านมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับสัญญาใดเปึนสัญญาที่จะเข้าข่ายในการพิจารณา ตามมาตรา ๑๙๐ นั้นให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้ ส.ส. ส.ว. เข้าชื่อกัน ๖๐ กว่าคน เท่านั้นเอง แต่ปรากฏว่าไม่เคยส่งไป ก็พิสูจน์ได้ว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ไม่เคยสงสัย แล้วก็พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการที่พิจารณาสัญญาต่าง ๆ ก็ถือว่ากลไกดังกล่าวมีไว้ ก็ต้องใช้ถ้าตอนนี้ท่านสงสัยขึ้นมาไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญหรอกครับ ท่านเข้าชื่อกัน แล้วก็ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แล้วนอกจากนั้นท่านประธาน ผมขอเรียนว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะคํานึงถึงประวัติศาสตร์ทางการเมืองด้วย ผมเห็นด้วย กับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไปว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นเปึนรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน เปึนรัฐธรรมนูญที่ดี แต่ท่านอย่าลืมครับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นที่มา ก็คือมาจากรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการปฏิวัติรัฐเช่นเดียวกันโดย รสช. และจาก รสช. ในป้ ๒๕๓๕ จึงเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลง แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาแห่งนี้ สร้าง สสร. ๑ ขึ้นมา ท่านประธานครับผลิตผลทั้งหลายก็เปึนที่พิสูจน์แล้วว่าเปึนประโยชน์และดี แต่ว่าต่อไป ในกาลเวลาเปลี่ยนไปทําให้เกิดปัญหาบางประการขึ้น แล้วเมื่อเหตุนี้ทําไมรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งติฉินนินทาว่ามาจาก คมช. นั้น แต่มีข้อต่างจากของ รสช. ก็คือมีการจัดทํา ประชามติด้วย แล้วก็มี สสร. ๒ ด้วย ดังนั้นสิ่งนี้แม้จะมีปัญหาผมก็เห็นด้วยในการที่ ตั้งข้อสังเกตเรื่องเหล่านี้ แต่ผมอยากให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คํานึงถึงแนวทางเดิม ที่เปึนที่เกิดรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็คือควรจะจัดให้มี สสร. ๓ ขึ้น เพื่อจะได้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรในการลงมติของ สสร. ๓ นั้นประวัติศาสตร์เรา พัฒนาไปจนถึงมีการลงประชามติแล้ว ก็คงจะมีข้อแตกต่างจากกรณีที่กําหนด รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็คือในรัฐธรรมนูญต่อไปก็จะต้องมีการลงประชามติโดยตลอด ท่านประธานครับ ที่ผมย้ําเรื่องไม่ว่าเปึนกระบวนการของประชามติหรือกระบวนการ ที่จะให้มี สสร. ก็เพื่อที่จะให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นถ้าหากจะให้แก้ไขกันโดยง่าย โดยผู้ที่มีอํานาจเปึน ส.ส. เปึน ส.ว. เห็นว่าข้อใดที่กระทบกับอํานาจตัวเองแล้ว ก็สามารถ เสนอเข้ามาแก้ไข แล้วเราก็ลงมติกันเอง จะเกิดวัฒนธรรมที่ไม่ดี จะเกิดปัญหาต่อไป ในข้างหน้า ท่านประธานก็จะเห็นได้ว่าหลักการและเหตุผลที่นําเสนอมาในการแก้ไข รัฐธรรมนูญเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นได้อ้างว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหาร ราชการแผ่นดิน ซึ่งผมไม่เห็นว่ามีปัญหาตรงไหน และไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์ตรงไหน ดังนั้นก็เปึนเพียงแค่นํามาอ้างเปึนหลักการเท่านั้นเอง แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วไม่เกิดขึ้นเลย แต่ถ้าหากเกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันข้างหน้า ท่านประธานครับ ทางภาคประชาชน ได้ฝากมาว่าก็ให้เพิ่มเติมกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ด้วยว่า ปัญหา กระบวนการประชุมรัฐสภาครับท่านประธาน ที่พวกเรามีปัญหากันโดยตลอด ให้เขียน การทําหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาให้ชัดเจนเลย เพื่อไม่ให้มีปัญหาในเรื่ององค์ประชุม และรวมทั้ง ท่านประธานครับ ผมขอเรียนว่ามีประชาชนฝากมาว่าควรจะแก้เรื่องที่มาของ นายกรัฐมนตรีเสียนะครับ เพราะที่มาของนายกรัฐมนตรีเปึนสาเหตุหลักที่อาจจะทําให้ เกิดการแย่งกันซื้อเสียงเพื่อให้ได้จํานวน ส.ส. เข้ามาในสภา เพื่อที่จะเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งทําให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย ประชาชนเขาเสนอมาว่าจะให้เลือกนายกรัฐมนตรี โดยตรงได้หรือไม่ หรือประการที่ ๒ เปลี่ยนโครงสร้างการให้ได้มาของนายกรัฐมนตรี โดยการโหวตเสียงในสภาแห่งนี้ของ ส.ส. นั้น เปลี่ยนเปึนจํานวน ๒ ใน ๓ เลย ดีหรือเปล่าครับท่านประธาน ไม่ใช่เสียงกึ่งหนึ่งนะครับ สิ่งเหล่านี้เปึนสิ่งซึ่งผมนําเสนอ มาจากภาคประชาชนที่เขามีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ไม่ใช่หมายความว่า เปึนสิ่งที่ดีเสมอไป แต่อยากจะให้มีกระบวนการที่รับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง ในลักษณะสสร. ๓ เพื่อนําไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง
แต่สําหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอมาทั้ง ๔ ร่างในคราวนี้ ท่านประธานครับ ผมขอเรียนว่าผมคัดค้านทุกฉบับครับ ขอบคุณครับท่านประธาน