รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

จุมพฏ บุญใหญ่ อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา ๒๐ เพื่อให้การเข้าสู่อํานาจของผู้แทนราษฎรที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชน โดยเสนอให้มีระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย และตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มมีที่นั่งในรัฐสภา และเสนอให้ใช้ระบบผสมเลือกตั้ง โดยใช้ระบบสัดส่วนและเสียงข้างมากผสมกัน เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน และผู้แทนราษฎรสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน

นายจุมพฏ บุญใหญ่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม จุมพฏ บุญใหญ่ ผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. พิกิฏ ศรีชนะ จากจังหวัดยโสธร ท่านมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ จากจังหวัดนนทบุรีที่สละเวลาของพรรคภูมิใจไทย ให้กระผมเปึนผู้อภิปราย ท่านประธานครับ ผมเปึนผู้หนึ่งที่ได้เสนอร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ มาตรา ๒ ประเด็น ๒ เรื่อง คือเรื่องของการเข้าสู่อํานาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเรื่องของการที่รัฐบาลจะต้องไปทําสนธิสัญญาใด ๆ นั้นจะต้องมาขอความเห็นชอบ ต่อรัฐสภา ท่านประธานครับ ในฐานะของการเปึนกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง กระผมได้ใช้งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรลงสัมมนาประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเปึน ผู้นําท้องถิ่นของอําเภอวาริชภูมิและอําเภอนิคมน้ําอูน ใช้งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรไป ๑๐๐,๐๐๐ บาท ได้ขอทราบมติของพี่น้องประชาชน ซึ่งเปึนผู้นําท้องถิ่นทุกหมู่บ้าน ที่เข้าร่วมสัมมนา มติเปึนเอกฉันท์ครับ มาตรา ๑๙๐ ห้ามแก้ไข เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ขอรับ ร่างของรัฐบาลที่จะแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เพื่อให้เปึนไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ในเขตเลือกตั้งที่กระผมได้ลงสัมมนา และเสียงเปึนเอกฉันท์เช่นเดียวกันครับ เรื่องการเข้าสู่ อํานาจหรือเขตเลือกตั้งนั้นเสียงเปึนเอกฉันท์ต้องการให้เปึนผู้แทนราษฎรเขตละ ๑ คน คนละ ๑ เขต โดยพี่น้องประชาชนให้เหตุผลว่าเขตกว้าง นานเหลือเกินจะได้พบหน้า ผู้แทนราษฎร มีปัญหาก็ไม่รู้จะไปหาใคร เพราะฉะนั้นกระผมจะได้อภิปรายเพื่อสนับสนุน แนวความคิดของพี่น้องประชาชน และสนับสนุนร่างที่กระผมได้ร่วมเสนอเกี่ยวกับระบบ เลือกตั้ง ท่านประธานครับ มีคําถามท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายและตั้งประเด็น คําถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องเขตเลือกตั้ง เรื่องการเข้าสู่อํานาจของผู้แทนราษฎรนั้น เปึนการแก้ไขเพื่อตนเองหรือไม่ นี่คือคําถามที่ตั้งคําถามไว้ และการแก้ไขนี้จะได้ประโยชน์ ประชาชนและประเทศชาติจะได้ประโยชน์หรือไม่ อย่างไร ท่านประธานครับ คําอภิปราย ของกระผมจะไม่ข้องแวะพาดพิงการเสียดสีใด ๆ ของเพื่อนสมาชิกที่พยายามจะเสียดสีมา ที่พรรคภูมิใจไทยและที่กระผมครับ ผมจะอภิปรายโดยเนื้อหาและหลักวิชาการเกี่ยวกับ ระบบเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น ท่านประธานครับ การเข้าสู่อํานาจทางการเมือง โดยระบบเลือกตั้งในโลกนี้มีเพียง ๓ ระบบเท่านั้น นั่นคือระบบเสียงข้างมาก ระบบสัดส่วน และระบบผสมของเสียงข้างมาก เรามาดูว่าระบบการเลือกตั้งตอบปัญหาใดของการเข้าสู่ อํานาจในการใช้อํานาจปกครองประเทศ การเมืองของประเทศใด ๆ ก็ตามจะมีภาพ หรือนําประเทศชาติไปในทางใดนั้น การเข้าสู่อํานาจเปึนสิ่งสําคัญที่สุด เช่น สหรัฐอเมริกา มีระบบ ๒ พรรคการเมือง ถ้าประเทศไทยต้องการระบบ ๒ พรรคการเมือง มีรัฐบาลที่มี เสถียรภาพ ท่านก็ต้องจัดระบบการเลือกตั้งหรือระบบการเข้าสู่อํานาจที่ตอบโจทย์นี้ให้ได้ ระบบการเลือกตั้งของประเทศเยอรมันเปึนการเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วน เสียงของประชาชน ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ไม่มีเสียงใดที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับฟัง ถ้าท่านต้องการให้ เจตนารมณ์ของประชาชนได้รับการสนองตอบทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ตัวแทน ของคนทุกกลุ่มอาชีพ ทุกชนชั้นมีที่นั่งในรัฐสภา ท่านก็ต้องใช้ระบบสัดส่วนของประเทศเยอรมัน ท่านประธานครับ เรามาดูว่าระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้เปึนระบบ การเลือกตั้งชนิดใด ผมขอกราบเรียนท่านประธานให้ทราบว่า ระบบการเลือกตั้งของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้ ไม่ใช่ของใหม่ครับ เปึนระบบที่ใช้มาตั้งแต่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๑๗ ตั้งแต่สมัยท่านศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ เปึนนายกรัฐมนตรีท่านมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอประทานอภัย ที่เอ่ยนามท่าน ท่านประธานครับป้ ๒๕๑๘ เรื่อยมาจนถึงป้ ๒๕๓๙ การเลือกตั้ง ๑๐ ครั้ง ใช้ระบบการเลือกตั้งเสียงข้างมากครับ แต่ไม่ใช่เสียงข้างมากเด็ดขาด นั่นหมายความว่า ผู้เข้าแข่งขันการเลือกตั้งชนะคู่ต่อสู้หรือผู้แข่งขันคนอื่นพียง ๑ คะแนนเสียงก็ได้เก้าอี้ หรือได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร เสียงอื่น ๆ ท่านประธานครับได้รับการทอดทิ้ง กระผม จะยกตัวอย่างให้เห็นชัด กระผมได้รับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชาชนเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ คะแนนเสียงที่กระผมได้รับคือ ๔๔,๕๐๐ คะแนนในขณะที่ผู้มีสิทธิ ออกเสียงเลือกตั้งคือ ๒๐๐,๐๐๐ คน แสดงว่าผมไม่ใช่ตัวแทนข้างมากท่านประธานครับ เพราะคะแนนไม่เกินกึ่งหนึ่งหรือไม่ใช่เสียงข้างมากโดยเด็ดขาด ถ้าเสียงข้างมาก โดยเด็ดขาดต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในขณะเดียวกันผมได้รับเลือกตั้ง เข้ามาในอันดับที่ ๒ เพราะเขตเลือกตั้งผมมี ๒ คน ถ้าเอาคะแนนของคนที่ได้อันดับที่ ๓ คือพรรคเพื่อแผ่นดิน ลําดับที่ ๔ คือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาเข้ามารวมแล้ว คะแนน ๒ พรรคนี้รวมกันแล้วจะมีมากกว่าผม คือมีคะแนนถึง ๔๖,๐๐๐ คะแนน แต่ ๔๖,๐๐๐ คะแนนนี้ ถูกตัดทิ้ง ท่านประธานครับนี่คือระบบเลือกตั้งเสียงข้างมากธรรมดา ระบบเลือกตั้ง เสียงข้างมากนั้นเราจะใช้วิธี ๑ เขตมี ๑ คน หรือภาษาที่ท่านพูดประจําก็คือวันแมนวันโหวต ความจริงวันแมนวันโหวตในความหมายที่แท้จริงนั้นคือ ๑ เสียงนับ ๑ คะแนนเท่ากัน ท่านจะเปึนดอกเตอร์ท่านกาบัตรก็นับท่าน ๑ แต้ม ไม่ได้นับท่าน ๒ แต้ม ถ้าจะบอกว่า วันแมนวันเรฟเพอเซนเทอทีฟ (One man One representative) หรือประชาชน ๑ คน ตั้งผู้แทนได้ ๑ คนเท่านั้น เพราะฉะนั้นระบบเสียงข้างมากไม่เด็ดขาดที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ใช้อยู่ในขณะนี้ ถ้าเราจะให้ทั้งจังหวัดเปึน ๑ เขตเลือกตั้งก็ได้ครับ แต่ให้ ๑ คนแม้จะมี ผู้แทน ๓ คนก็ให้ท่านทําคะแนนเพียง ๑ คะแนนเท่านั้นกา ๑ แต้มเท่านั้นนับคะแนน แล้วใครได้คะแนนที่ ๑ ก็เปึนผู้แทน ที่ ๒ เปึนผู้แทน ที่ ๓ เปึนผู้แทน ที่ ๔ ก็ไม่ต้องเปึนผู้แทน ท่านประธานครับถามว่าระบบเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ใช้อยู่นี้ไม่สะท้อน หรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างไร พูดปากเปล่าไม่ได้ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอ่านตารางคะแนน เพราะว่าเปึนตัวเลข ผลของคะแนนที่เอามาจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ พรรคพลังประชาชนได้คะแนนเสียงจาก เขตเลือกตั้งทั่วประเทศทั้งหมด ๒๖,๙๗๑,๒๓๐ คะแนน คิดเปึนร้อยละ ๓๖.๘๒ ถ้าเราใช้ ระบบสัดส่วนคือทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ประชาชนทุกคนมีตัวแทนของตัวเอง พรรคพลังประชาชนจะได้ผู้แทนราษฎรจากเขตเลือกตั้งเพียง ๑๔๗ ที่นั่งเท่านั้น แต่ปรากฏว่า พรรคพลังประชาชนได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรจากระบบเขตถึง ๑๙๙ คน นั่นคือเจตนารมณ์ ของประชาชนได้ผิดเพี้ยนไป เพราะระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก

ท่านประธานครับ มาดูคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ครับ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนเสียงในคราวเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ๒๒,๑๒๘,๓๓๔ คะแนน คิดเปึน ๓๐.๒๑ เปอร์เซ็นต์ พรรคประชาธิปัตย์ถ้าได้คะแนนขนาดนี้คิดเปึนสัดส่วนแล้ว คือคิดทุกคะแนนเสียงคํานวณเปึนเก้าอี้ผู้แทนราษฎรออกมา พรรคประชาธิปัตย์จะได้ ผู้แทนราษฎรเพียง ๑๒๑ ที่นั่งเท่านั้น แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับมีผู้แทนจากเขตเลือกตั้ง ถึง ๑๓๑ ที่นั่ง นั่นคือเกินไป ๑๐ ที่นั่งครับ

ท่านประธานครับมาดูพรรคชาติไทยหรือปัจจุบันคือพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติไทยมีคะแนนเสียงจากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ๖,๔๘๖,๕๕๓ คะแนน คิดเปึน ร้อยละ ๘.๘๕ ควรได้ผู้แทนราษฎรมีที่นั่งจากเขตเลือกตั้ง ๓๕ ที่นั่ง ถ้าเราใช้ระบบสัดส่วนนะครับ แต่ปรากฏว่าน่าเสียดายครับพรรคชาติไทยได้ที่นั่งจากเขตเลือกตั้งเพียง ๓๐ ที่นั่งเท่านั้น คือหายไป ๕ ที่นั่ง มาดูอีกพรรคหนึ่งครับ ยิ่งดูพรรคนี้แล้วสะท้อนใจว่าเจตนารมณ์ ของประชาชนนั้นถูกบิดเบือนโดยระบบการเลือกตั้งเสียงข้างมากที่ใช้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั่นคือพรรคเพื่อแผ่นดิน

ท่านประธานครับ พรรคเพื่อแผ่นดินได้คะแนนเสียงจากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ๖,๖๔๗,๑๙๓ คะแนน คิดเปึนร้อยละ ๙.๐๗ คํานวณเก้าอี้ที่นั่งผู้แทนราษฎรออกมาแล้ว พรรคเพื่อแผ่นดินต้องได้ผู้แทนราษฎร ๓๖ ที่นั่งจากเขตเลือกตั้ง แต่พรรคเพื่อแผ่นดิน กลับมีที่นั่งจากเขตเลือกตั้งเพียง ๑๗ ที่นั่งเท่านั้น

ท่านประธานครับ ผมจะไล่เลียงไปให้หมดเพื่อบันทึกไว้ในรัฐสภา ท่านประธานครับ พรรคมัชฌิมาธิปไตยได้คะแนนเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ๓,๙๑๒,๓๓๐ คะแนน คิดเปึนร้อยละ ๕.๓๔ ควรได้เก้าอี้หรือที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรในระบบเขต ๒๑ เก้าอี้ แต่พรรคมัชฌิมาธิปไตยกลับได้เพียง ๑๑ เก้าอี้เท่านั้น

มาดูพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาท่านประธานครับ ได้คะแนนจากเขตเลือกตั้ง ทั่วประเทศ ๓,๔๘๒,๙๐๔ คะแนน คิดเปึนร้อยละ ๔.๗๕ ควรได้เก้าอี้ถึง ๑๙ ที่นั่ง แต่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนากลับได้เก้าอี้ในระบบเขตเลือกตั้งเพียง ๘ ที่นั่งเท่านั้น ท่านประธานครับ มาดูพรรคประชาราช พรรคสุดท้ายที่ได้รับการเลือกตั้ง พรรคประชาราช มีคะแนนจากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ ๑,๖๗๕,๒๐๕ คะแนน คิดเปึนร้อยละ ๒.๒๙ ควรได้ เก้าอี้ที่นั่งในระบบเขต ถ้าคิดแบบระบบสัดส่วนหรือใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนควรได้ เก้าอี้ถึง ๙ ที่นั่ง แต่พรรคประชาราชกลับได้เพียง ๔ ที่นั่งเท่านั้น นี่คือการผิดเพี้ยนไป ของเจตนารมณ์ของประชาชน เพราะระบบคะแนนที่แพ้ถูกตัดทิ้งครับ

ท่านประธานครับ ย้อนมาที่คะแนนของผมนะครับ ๔๔,๕๐๐ คะแนน ผู้มีสิทธิ ๒๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้น ๑๕๐,๐๐๐ คนไม่ได้เลือกผม ผมจึงไม่กล้าบังอาจ ประกาศว่าผมคือตัวแทนของประชาชนทั้งหมด เพราะ ๑๕๐,๐๐๐ คนไม่ได้เลือกผม ในขณะเดียวกันคนที่ได้อันดับรองผมไป ๒ คนบวกคะแนนกันก็เกินผมแล้ว คนเหล่านี้ ไม่มีตัวแทนเข้ามานั่งเปึนปากเปึนเสียงของเขาในสภาผู้แทนราษฎรเลย เพราะการเลือกตั้ง ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ คือการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก นอกจากนั้นพรรคอื่น ๆ ที่มิได้ รับการเลือกตั้งหรือมิได้รับที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร มีคะแนนเขตเลือกตั้งรวมกันทั้งประเทศ ๑,๙๓๕,๒๓๕ คะแนน คน ๑,๙๐๐,๐๐๐ คนที่เขาไม่ได้เลือกผู้แทนราษฎรแต่เขาเลือกคนอื่น ไม่มีผู้แทนราษฎรของเขาอยู่ในสภา เพราะฉะนั้นกลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้จึงกลายเปึน กลุ่มม็อบ (Mob) กลายเปึนกลุ่มผู้ที่เรียกร้องอยู่ข้างถนนหรือไม่ เพราะเขาไม่มีตัวแทน ที่รู้ผลประโยชน์ รู้ความบกพร่อง รู้ความเดือดร้อนของเขา มาเปึนปากเปึนเสียง เถียงแทนเขาในสภา

ท่านประธานครับ นี่คือข้อบกพร่องของระบบเลือกตั้งเสียงข้างมากที่บิดเบือน หรือทําให้เจตนารมณ์ของประชาชนผิดเพี้ยนไป เปึนเหตุผลประการที่ ๑ ที่พรรคภูมิใจไทย เห็นว่าจะต้องแก้ไขระบบเลือกตั้งนี้ มิได้ที่จะแก้ไขเพื่อหวังว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้เข้ามา ในสภาผู้แทนราษฎร โดยที่หลายท่านอภิปรายว่าทําเปึนเขตเล็กเพื่อหวังจะเอาเงินไปซื้อเสียง ถ้าพูดอย่างนั้นท่านประธานครับ พรรคไทยรักไทยเมื่อป้ ๒๕๔๔ ซึ่งเลือกตั้งเขตเล็กก็ซื้อ เสียงมาทุกเขตสิครับ ซึ่งไม่จริงครับ ในขณะเดียวกัน ป้ ๒๕๔๘ พรรคไทยรักไทยได้ ๓๗๑ ที่นั่ง ก็เลือกตั้งเขตเล็ก ซื้อเสียงหรือเปล่า ท่านคงปฏิเสธนะครับ ถ้าท่านปฏิเสธ แล้วการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าใช้ระบบ ๑ เขต ๑ คนแล้วคงไม่อาจกล่าวหาใครได้หรอกครับว่า มีการซื้อเสียง ในขณะเดียวกันท่านประธานที่เคารพ ถ้าหลายท่านบอกว่าเขตเล็กซื้อเสียงง่าย เขตใหญ่ซื้อเสียงยาก แล้วผมถามว่าการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๗๖ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งใช้จังหวัดเปึนเขตเลือกตั้งนั้นมีการซื้อเสียงหรือไม่ ผมไม่ยืนยันครับ ท่านที่อยู่ในวงการเลือกตั้งท่านคงจะรู้ดี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเขตเล็ก หรือเขตใหญ่ถ้าแก้ปัญหาเรื่องซื้อเสียงไม่ได้ เพราะเปึนสํานึกของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และเปึนสํานึกของประชาชนที่ลงคะแนนที่จะค่อย ๆ เรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปว่า การซื้อสิทธิขายเสียงนั้นได้ทําลายผลประโยชน์ของเขาอย่างไร เขาก็จะเลิกเอง ท่านประธานครับ และจริง ๆ แล้วเงินซื้อเสียงไม่ได้ ผมขอยืนยันครับ เพราะอะไร ถ้าเขาไม่เลือก เอาไปให้เท่าไรเขาก็ไม่เลือก แต่เงินเขาจะเอา นี่คือความจริงครับ เพราะฉะนั้นเลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ผมเชื่อว่าคนที่แผ่นเสียงตกร่องซื้อเสียง ๆ ผมปฏิเสธ ผมเข้ามาในสภาแห่งนี้ในนามพรรคพลังประชาชนนั้นด้วยชื่อเสียงเกียรติคุณของอดีต หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไม่ได้ซื้อเสียงครับ ในขณะเดียวกันผมก็ไม่บังอาจไปพูดว่า คนอื่นซื้อเสียงหรอก แต่ถ้าเขาไม่เลือกก็คือเขาไม่เลือก

ท่านประธานครับมาดูว่าเขตเล็กที่พรรคภูมิใจไทยอยากจะได้นั้น แก้เพื่อพรรคภูมิใจไทยหรือแก้เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ย้อนไปที่ป้ ๒๕๔๔ และป้ ๒๕๔๘ แต่สถิติป้ ๒๕๔๔ ผมหาไม่ทัน ผมหาทันป้ ๒๕๔๘ ใกล้ดีครับ ซึ่งเปึนป้ที่พรรคไทยรักไทยชนะแบบฟัาถล่มแผ่นดินทลาย ๓๗๗ เก้าอี้ ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ทําไมละป้ ๒๕๔๔ เสียงเกินกึ่งโดนใบแดงบ้าง ก็หายไป ป้ ๒๕๔๘ ฟัาถล่มแผ่นดินทลาย เพราะระบบนี้การเลือกตั้งแบบเขตละคน คนละเขตนี้มันนําไปสู่อะไร นําไปสู่การทําให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ นําไปสู่ทําให้ประเทศนั้น เกิดพรรคการเมือง ๒ พรรค ทําไมจึงเกิดพรรคการเมือง ๒ พรรค เพราะประชาชนจะเลือก พรรคใหญ่ที่นํานโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ครับ เขาจะตัดสินใจ ไม่มีลูกห้อยไม่มีลูกโหน ความจริงถ้าเลือกเขตใหญ่ผมมีลูกห้อยลูกโหน ท่านประธานครับ ไม่กลัวตก เขตเล็กนี่ ชักไม่มั่นใจ แต่ก็ต้องเอาเขตเล็กเพื่ออะไรครับ เพื่อให้ประเทศนี้ได้มีพรรคการเมือง ๒ พรรค เกิดขึ้น พรรคไหนจะพัฒนาขึ้นไปเปึนพรรคคู่กับพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ว่ากัน อาจจะ พรรคภูมิใจไทยก็ได้ ไม่แน่หรอก ท่านประธานทําไมละเราจึงต้องการให้เกิดพรรคการเมือง ๒ พรรค เพื่อให้รัฐบาลนั้นได้เปึนรัฐบาลเพียงพรรคเดียว เพื่อให้รัฐบาลนั้นได้มีเสถียรภาพ เพื่อให้รัฐบาลนั้นบริหารประเทศได้ครบตามวาระ ๔ ป้ เพื่อให้รัฐบาลนั้นได้นํานโยบาย ที่แถลงไว้ต่อประชาชนไปปฏิบัติให้เปึนจริง แข่งขันกันด้วยนโยบาย ถ้าการแก้ไขด้วยเหตุผล อย่างนี้ประเทศชาติและประชาชนได้ผลประโยชน์อย่างนี้ ผมถามท่านประธานว่า พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาที่เสนอแก้กฎหมายนี้ แก้เพื่อตัวเองหรือ แก้เพื่อฆ่าตัวเองนะครับนี่ ท่านประธานครับ แล้วจุดอ่อนของระบบนี้มีไหม ถ้าเราจะเอา ระบบการเลือกตั้ง การนําเข้าสู่อํานาจนั้น ระบบมันจะมี ๒ คําตอบ คําตอบที่ ๑ คือเรา ต้องการเสถียรภาพของรัฐบาลหรือเราต้องการเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน ถ้าเรา ต้องการเสถียรภาพของรัฐบาลหนีไม่พ้นเขตละคน คนละเขต ๑ คนนับ ๑ คะแนน และต้องตัดระบบสัดส่วนหรือระบบบัญชีรายชื่อภาษาฝรั่งว่าปาร์ตี้ลิสท์ทิ้งครับ ถ้าจะให้มี ผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน ก็ ๕๐๐ เขต ไม่ต้องมีประเภทนายทุนบินมาลงที่ปาร์ตี้ลิสท์ ไม่ต้องมีครับ ทุกคนลงไปยกมือไหว้ กราบไหว้ประชาชนเท่ากันหมด ๕๐๐ เขต ๕๐๐ คน หัวหน้าพรรคก็ต้องไปยกมือไหว้เหมือนกัน เขตใครเขตมัน ไม่ต้องมีปาร์ตี้ลิสท์เพื่ออะไร เพื่อตัดนายทุนครับ ทําอย่างนี้ถ้าการเลือกตั้งเข้าสู่ระบบนี้ผมรับประกันและพูดบันทึกไว้ ในสภาว่าไม่เกิน ๓ การเลือกตั้งประเทศไทยจะมีพรรคการเมืองเหลือ ๒ พรรค แต่พรรคอะไร ไม่ทราบ ๑. ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะตาย แต่อีกพรรคหนึ่งที่จะคู่กันมานั้น ก็คาดว่าน่าจะเปึนพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทยละก็ไม่แน่ ไม่มีอะไรแน่หรอกครับ อยู่ที่ว่าท่าน อยู่ที่ว่าท่านจะทําประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้หรือไม่เพียงใด แต่จริง ๆ แล้ว ก็คือประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนจะได้ถ้าใช้ระบบนี้คือการเมืองมั่นคง รัฐบาล มีเสถียรภาพ แก้ปัญหาประชาชนได้โดยนโยบาย นี่จึงเปึนคําตอบที่กระผมขอกราบเรียนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยวิธีนี้ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใช่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีระบบซ่อนเร้น แล้วมาดูสิครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าเปึน เขตละคน คนละเขตเพื่อมุ่งไปสู่การเกิดรัฐบาล ๒ รัฐบาล ประเทศที่มีพรรคการเมือง ๒ พรรคและรัฐบาลพรรคเดียวนั้นมีจุดบกพร่องไหมครับ มี ท่านประธานครับ มาดูสถิติ ป้ ๒๕๔๘ ที่พรรคไทยรักไทยทําให้ฟัาถล่มแผ่นดินทลาย พรรคไทยรักไทยได้ ส.ส. จากระบบเขต ๓๑๐ คน คะแนนของพรรคไทยรักไทยจากระบบเขตละคน คนละเขต ทั่วประเทศทั้งหมด ๑๖,๕๒๓,๓๔๔ คะแนน คิดเปึนร้อยละ ๕๑.๑๐ ถ้าคํานวณแบบ ระบบสัดส่วนคือคํานวณแบบระบบที่ไม่ทิ้งคะแนนของประชาชนแม้แต่เสียงเดียว ให้ทุกเสียงมีความหมาย พรรคไทยรักไทย ป้ ๒๕๔๘ ควรได้เก้าอี้เพียง ๒๐๕ เก้าอี้ จากระบบเขต แต่ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทยได้ ๓๑๐ เก้าอี้ นั่นแสดงว่าเจตนารมณ์ ของประชาชนได้ผิดเพี้ยนไปถึง ๑๐๕ เก้าอี้ เพราะระบบเสียงข้างมากเหมือนกัน เนื่องจาก การเปึนเขตละคน คนละเขตก็คือเสียงข้างมาก เพียงแต่เสียงข้างมากที่ ๑ เขตมี ๑ คน ป้ ๒๕๕๐ เปึนเสียงข้างมาก แต่ ๑ เขตมี ๑ คน มี ๒ คน มี ๓ คน หมายความว่ายังเปึน ระบบเสียงข้างมากเหมือนเดิม จึงเปึนระบบเลือกตั้งที่ผิดเพี้ยน เจตนารมณ์ของประชาชน ผิดเพี้ยน แต่ก็ยังดีกว่าระบบของป้ ๒๕๕๐ ที่นอกจากเจตนารมณ์ของประชาชนผิดเพี้ยน แล้วยังทําให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพครับ ซึ่งก็เห็น ๆ กันอยู่ครับตั้งแต่ป้ ๒๕๑๘ มาจนถึง ป้ ๒๕๓๙ เห็น ๆ กันอยู่ว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพครับ และปัจจุบันนี้รัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพ มันอยู่ได้อย่างไรก็เปึนน่าอัศจรรย์อยู่

ท่านประธานครับ มาดูพรรคประชาธิปัตย์ ป้ ๒๕๔๘ พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนจากระบบเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ เขตทั่วประเทศ ๗,๔๐๑,๖๓๑ คะแนน คิดเปึน ร้อยละ ๒๒.๘๙ คิดเก้าอี้ออกมาถ้าให้ตามระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ควรได้ ผู้แทนราษฎร ๙๒ คนครับ แต่ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วป้ ๒๕๔๘ พรรคประชาธิปัตย์ได้น้อยไป เพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้แค่ ๗๐ คน เห็นไหมครับ นี่คือความผิดเพี้ยนของเจตนารมณ์ ของประชาชนอันเกิดเนื่องจากระบบเลือกตั้งเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะเสียงข้างมากเขตละ ๑ คนหรือเสียงข้างมากเขตละ ๑ คนถึงเขตละ ๓ คน เพราะคะแนนที่แพ้ถูกตัดทิ้งครับ ในขณะที่บางเขตนั้นอาจจะแพ้ชนะกันที่หลักพัน บางคนอาจจะได้ ๙๐,๐๐๐ คะแนน หรือได้ ๔๐,๐๐๐ คะแนน อีกคนหนึ่งได้ ๓๐,๐๐๐ คะแนน ๓๐,๐๐๐ คะแนนไม่มีความหมายเลย ทําให้เก้าอี้หรือที่นั่งของสภาผู้แทนราษฎรไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน

มาดูพรรคชาติไทย ซึ่งได้เก้าอี้เหมือนกันในป้ ๒๕๔๘ พรรคชาติไทย ได้คะแนน ๓,๑๑๙,๔๗๓ คะแนน คิดเปึนร้อยละ ๙.๖๕ ควรได้ผู้แทนราษฎร จากเขตเลือกตั้งถ้าใช้ระบบสัดส่วนทุกเสียงมีความหมาย พรรคชาติไทยต้องได้เก้าอี้ หรือที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ๓๙ ที่นั่ง แต่ความจริงพรรคชาติไทยกลับได้เพียง ๑๘ ที่นั่ง เท่านั้น เห็นไหมนี่คือมันผิดเพี้ยนอย่างไร พรรคไทยรักไทยไม่ควรได้ขนาดนั้นถ้าใช้ ระบบสัดส่วน ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย เปึนไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน แต่พอใช้ระบบเสียงข้างมาก เก้าอี้มันเลยไปอยู่ที่พรรคไทยรักไทย

ท่านประธานครับ พรรคมหาชนนี่น่าเสียดายครับ พรรคมหาชนได้มา ๒ คน ซึ่งความจริงไม่ใช่ ถ้าใช้ระบบสัดส่วนทุกคะแนนเสียงมีความหมายไม่ตัดคะแนน ที่แพ้ทิ้ง นํามาคํานวณเปึนเก้าอี้ ท่านประธานครับ พรรคมหาชนได้คะแนนเลือกตั้งไม่ได้น้อยกว่าพรรคชาติไทยเลยครับ ได้ ๒,๒๒๓,๓๙๙ คะแนน แต่ ๒,๒๒๓,๓๙๙ คะแนนกลับได้ ส.ส. เขตเพียง ๒ คนเท่านั้น แต่ถ้าคิดโดยระบบสัดส่วน พรรคมหาชนควรได้เก้าอี้ หรือที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง ๒๘ ที่นั่ง เห็นไหมครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหายไป ๒๖ คน นี่คือความผิดเพี้ยน บกพร่องของระบบเลือกตั้งเสียงข้างมาก ซึ่งใช้อยู่ในการเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญในอดีตไล่มาตั้งแต่ป้ ๒๕๑๗ ท่านประธานที่เคารพ รัฐสภาแห่งนี้จะต้องพิจารณาว่าท่านต้องการรัฐบาลพรรคเดียว ประเทศมี ๒ พรรคการเมือง การบริหารประเทศชาติเปึนไปโดยสงบราบรื่นครับ หรือท่านต้องการให้เจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกคะแนนเสียงได้รับการพิจารณา ทุกกลุ่มผลประโยชน์ มีตัวแทนของตัวเองเข้ามานั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเปึนปากเปึนเสียงให้กับกลุ่ม ผลประโยชน์เหล่านั้น ถ้าท่านบอกว่าไม่แก้ละ ไม่เอาละ เพราะแก้เพื่อตัวเอง เพราะแก้ว่า มีข้อตกลงระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะยังไม่เหมาะสม ท่านจะรอ เวลาไหนล่ะครับ แล้วท่านจะให้ประเทศนี้มีรัฐบาลที่เสถียรภาพก็ไม่มี เจตนารมณ์ ของประชาชนก็ไม่สะท้อน ผ่านระบบเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้อีกต่อไปหรือ ถ้าท่านบอกว่าต้องยุติการที่จะให้ประเทศนี้มีรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ ยุติที่จะให้ประเทศนี้ มีผู้แทนที่ไม่สะท้อนต่อเจตนารมณ์ของประชาชน ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน และคะแนนเสียงได้รับพิจารณาครับ ท่านต้องหยุดการใช้ระบบเลือกตั้งเสียงข้างมาก ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั่นคือต้องแก้ไข ส่วนจะแก้อย่างไรไปว่ากันชั้นคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ถ้าท่านต้องการให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย ผู้แทนราษฎรสะท้อน เจตนารมณ์ของประชาชน ต้องใช้ระบบสัดส่วนครับ คํานวณเลยครับ ถ้าจะเอาสัดส่วน สัก ๒๕๐ ดีไหม อันนี้เสนอเปึนรายละเอียดเท่านั้นนะครับ เขต ๒๕๐ หรือถ้าจะเอารัฐบาล พรรคเดียว ประเทศมี ๒ พรรค ท่านก็ต้องเอาเขตละคน คนละเขต แล้วก็ยกสัดส่วนทิ้ง ๕๐๐ เขตก็ว่าไปเลย ท่านประธานที่เคารพ ผมเสนออย่างนี้ครับ เสนอให้ใช้ระบบผสมครับ และผมมีความเห็นว่าในขณะที่ประเทศชาติของเราขณะนี้มีความแตกแยกร้าวฉาน โดยบางครั้งก็หาสาเหตุของความแตกแยกนั้นไม่ได้ เพียงแต่ท่านชี้หน้าด่าผม ผมชี้หน้า ด่าท่านกลับ ด่ากันไปด่ากันมาหาสาเหตุไม่ได้เหมือนน้ําผึ้งหยดเดียว ถ้าเราจะให้ สมัครสมานแล้ว ผมอยากจะให้ใช้ระบบผสมให้คํานึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนด้วย นั่นคือใช้ทั้งระบบสัดส่วนและใช้ทั้งระบบเสียงข้างมากมาผสมกัน ใช้เขตละ ๑ คน ใครชนะเลือกตั้งในระดับเขตก็ให้ท่านได้เปึนผู้แทนราษฎรไปเลยในระดับเขต ส่วนในระดับ สัดส่วนหรือบัญชีรายชื่อนั้นก็เอาคะแนนของทั้งประเทศมาคํานวณว่าพรรคการเมืองใด ควรได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรจํานวนเท่าใด เมื่อได้ตัวเลขว่าพรรคใดควรได้จํานวน เท่าใดแล้ว จึงเอาจํานวนเก้าอี้ของเขตเลือกตั้งนั้นมาหักออกจากยอดเต็มของพรรคการเมือง ที่ควรจะได้เก้าอี้ผู้แทนราษฎร ถ้ายังได้ไม่ครบตามสัดส่วนที่ควรจะได้ ก็เพิ่มเข้าไปที่ระบบ บัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ถ้าเปึนอย่างนี้แล้วพี่น้องประชาชนที่เปึนพรรคการเมืองเล็ก ๆ ที่มีฐานคะแนนเสียง ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ คน กลุ่มพี่น้องเกษตรกรก็หาผู้แทนราษฎรของตัวเองในสภาได้ยากเหลือเกิน อาจจะเปึน พรรคเล็ก ๆ มีสมาชิกเปึนเกษตรกรอยู่ ๗๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็อาจจะมี เก้าอี้ของพรรคเกษตรกร ๑ เก้าอี้ หรือพรรคแรงงาน ๒ เก้าอี้ เพื่อมาสะท้อนปัญหา ของพี่น้องประชาชนเหล่านั้นในสภาผู้แทนราษฎรได้

ในที่สุดนี้ท่านประธานครับ กระผมขอสรุปประเด็นอภิปรายว่าการเสนอแก้ ระบบการเลือกตั้งหรือระบบการเข้าสู่อํานาจของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งผมเปึนผู้หนึ่งที่ลงชื่อ ในนั้น มิได้เสนอแก้เพราะเพื่อที่จะให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ ด้วยเหตุผลที่อภิปรายมา และมิได้เสนอแก้เพราะว่ามีผลสัญญาใด ๆ อันนี้ผมไม่อาจพูดแทนท่านนายกรัฐมนตรี ไม่มีผลสัญญาใจใด ๆ หรอกครับ แต่ว่าถึงเวลาหรือยัง หรือเราจะปล่อยให้เกิดรัฐบาล ไร้เสถียรภาพขึ้นมาอีกในการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วก็มีปัญหาอีกต่อไป หรือเราจะเริ่มแก้เสีย ตอนนี้ แก้เสร็จแล้วก็ยุบสภาไปเลือกตั้งเข้ามาครับ ท่านประธานครับ และกระผมอยากจะ กราบวิงวอนว่าสําหรับท่านที่จะเปึนคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น ขอได้โปรดพิจารณา การเลือกตั้งระบบผสมที่ใช้สัดส่วนและเสียงข้างมากให้ผู้แทนราษฎรสะท้อนต่อเจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชน และให้พี่น้องประชาชนได้เข้ามามีสิทธิมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ