ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง เสนอแนะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟังเสียงประชาชน และการสร้างความสมดุลทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม นอกจากนี้ยังเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงมาตราเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเพิ่มจำนวนเขตเลือกตั้งเพื่อให้มีผู้แทนราษฎรมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ วันนี้เปึนอีกครั้งหนึ่งที่ได้ มีโอกาสทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แทนสิทธิของพี่น้องประชาชนชาวไทย แล้วก็พี่น้องชาวจังหวัดชัยนาท ในหัวข้อในขณะนี้ต้องเรียนกับท่านประธานที่เราพูดกัน เมื่อวานวันหนึ่ง แล้ววันนี้ ๑ วัน แล้วพรุ่งนี้จะลงมติก็คือในเรื่องของการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยทั่วไปที่ทราบก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นจํานวน ๔ ฉบับ ด้วยกัน หรือการยกร่างเสนอมาในสภาให้พิจารณาในครั้งนี้มีด้วยกันทั้งหมด ๔ ฉบับ โดย ๒ ฉบับหลังนั้นเปึนของรัฐบาล โดยนัยของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพว่าเราคงต้องตั้งโจทย์ว่าเราทําไมถึงต้องแก้ไข เราแก้ไขไปทําอะไร แล้วแก้ไขไปเพื่ออะไร เช่นเดียวกันถ้าเราไม่แก้ไขทําไมไม่แก้ไข เพราะอะไร แล้วก็ถ้าไม่แก้ไขผลจะเปึนอย่างไร แต่โดยทั่วไปท่านประธานก็คงทราบดี เพราะว่าท่านประธานก็มีความรู้ความเข้าใจ แล้วก็ได้ศึกษาการเมืองการปกครองมาอย่างมากทีเดียว แล้วก็ด้วยอายุ แล้วก็ ด้วยประสบการณ์การทําหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วปัจจุบันนี้ทําหน้าที่ ประธานรัฐสภาหรือประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ํานั้น ท่านมีความเข้าใจเปึนอย่างดี แต่เนื่องจากว่าบ้านเมืองของเรานั้น ต้องเรียนท่านประธานครับ บางคนก็อยากจะให้แก้ได้เร็ว บางคนบอกว่าทําไมแก้ไม่ได้ บางคนบอกว่าเรียนหนังสือมาทําอะไรอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ได้เลย บางคนก็ถึงขนาดเรียกว่าอ่อนล้าแล้วก็เลิกไป ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับว่าการที่บ้านเมืองคนใดคนหนึ่งจะแก้อะไรหรือทําอะไรโดยตนเอง หรือด้วยความเข้าใจตนเองหรือปรับเปลี่ยนนั้นกระทําไม่ได้ ยากครับ ถ้าได้นั้นถ้าทําได้ ดังใจแล้วไม่แน่ใจว่าเราอาจจะได้คนที่เรียกว่ามาปรับเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง แล้วทําให้ บ้านเมืองเราสู่สภาพของความเดือดร้อน หรืออาจจะดีก็ดี ก็ตามแต่ แต่ว่าบางครั้ง ก็อาจจะไม่ดีได้ เพราะฉะนั้นการแก้ไขใด ๆ ก็ตามแต่ก็คงต้องฟังเสียงกันพอสมควร โดยทีเดียว เสียงที่เราต้องฟังมากที่สุดก็คือเสียงของพี่น้องประชาชน เพราะว่า พี่น้องประชาชนนั้นเปึนคนหมู่มาก ซึ่งพวกเราทั้งหลายนั้นเปึนเพียงตัวแทนของ พี่น้องประชาชน แต่บางครั้งเรามิได้อาจที่จะไปฟังเสียงพี่น้องประชาชนได้นั้น เปึนเพราะว่าการไม่ได้ทําประชาพิจารณ์ ต้องเรียนท่านประธานว่าการแก้ไขใน ๒ เรื่องนั้น ความจริงแล้วอยู่ในหมวด ๒ หมวด ๒ นั้นเปึนหมวดว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ รัฐบาลนะครับ แล้วก็ในหมวด ๙ ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี การใช้อํานาจของคณะรัฐมนตรี ในมาตรา ๑๙๐ ว่าด้วยการทําสนธิสัญญาหรือการทําหนังสือ ส่วนฉบับอื่น ๆ ก็แก้ทั้งฉบับบ้าง ในหลายมาตราบ้าง ทีนี้เราก็ต้องมาบอกว่าจะแก้หรือไม่แก้ แก้อย่างไรก็ดี ก็เมื่อสักครู่ ผมได้เรียนท่านประธานไปว่าถ้าเราไม่แก้อะไรจะเกิดขึ้น แล้วที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอะไรแน่ ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ผมเองก็มีโอกาสได้ศึกษาในสถาบันหลาย ๆ สถาบัน ไม่ว่าจะเปึนสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งท่านประธานเปึนประธานอยู่ ไม่ว่าจะเปึน สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเปึน คณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับว่าได้เรียนรู้แล้วก็ศึกษา โดยเฉพาะการวิจัยและงานวิจัยก็เกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเรื่องการพัฒนาพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการแสดงบทบาท ของอํานาจหน้าที่ของการเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการพัฒนานักการเมือง สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เปึนส่วนหนึ่งในการที่เรียกว่าจะทําให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าในส่วนของผมนั้นผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าที่บ้านเมืองเรามีปัญหาทุกวันนี้เราก็ต้องยอมรับว่ามันเกิดจาก ความไม่สมดุลทางการปกครองหรือทางการเมือง ผมเองอยากจะเรียกร้องให้เกิด การศึกษาพิจารณาใช้ยุทธศาสตร์เสียด้วยซ้ํา ในยุทธศาสตร์ของชาติในเรื่องของการที่จะ ดําเนินการทางการเมือง เศรษฐกิจ แล้วก็สังคม ในขณะนี้เราต้องยอมรับนะครับว่า ประเทศไทยของเรา การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมนั้น ไม่ได้สอดคล้องต้องกันทั้ง ๓ นั้น ถ้าเกิดสมดุลด้วยกันแล้วไซร้ แน่นอนที่สุดท่านประธานครับ มันไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ที่มันมีปัญหาเพราะว่ามันไม่เกิดความสมดุล ในเรื่องของเศรษฐกิจนั้นเปึนหัวใจ สําคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการเมืองการปกครองก็ถือว่าเปึนหัวใจสําคัญไม่ยิ่งหย่อน น้อยไปกว่า เมื่อใดก็ตามแต่สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี รายได้ในแผ่นดินไม่ดี พี่น้องประชาชน ไม่มีรายได้แล้วไซร้ แน่นอนที่สุด ท้ายที่สุดสังคมก็ต้องอ่อนแอ ท้ายที่สุดกองกําลัง หรืออํานาจแห่งอํานาจของกองกําลังไม่ว่าจะเปึนกองทัพก็ต้องอ่อนแอไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นในเรื่องของการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจนั้นก็ต้องถือว่าเปึนเรื่องสําคัญ ของประเทศชาติ เช่นเดียวกันการพัฒนาทางการเมืองหรือทางการปกครองก็มีส่วนสําคัญ ที่จะต้องพัฒนาให้มันสอดคล้องต้องกันกับยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลงไป ถ้าหากการพัฒนาทางการเมืองไม่ดี ไม่มีความเหมาะสมกับการพัฒนาการเมืองของโลก แล้วไซร้ แน่นอนที่สุดท้ายสุดเราย่อมที่จะทําให้บ้านเมืองของเรานั้นพัฒนาไปล่าช้า เพราะคนที่มีความรู้ความเข้าใจทางการปกครอง ทางการบริหารการจัดการในเชิงภาครัฐ หรือในเชิงภาคธุรกิจนั้นก็สามารถที่จะช่วยในการที่จะผลักดันในสิ่งเหล่านี้ให้มันเกิด เปึนประสิทธิภาพ ประสิทธิผล หรือมีผลประโยชน์ที่ดีงามต่อพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น ผมเองอยากจะเรียกร้องว่าเปึนไปได้ไหมหรือมีความเข้าใจหรือไม่อย่างไรที่เราต้องไป แก้ไขในหมวดของผู้แทนราษฎรก็ดี ในเรื่องของสนธิสัญญาก็ตามแต่ ในเรื่องของ สนธิสัญญานั้นผมถือว่าไม่แก้ไขเปึนเรื่องดี เพราะว่าพี่น้องประชาชนหรือผู้แทนราษฎร ได้ศึกษา แต่วิธีการบริหารจัดการต้องดีกว่านี้ให้มันง่ายและมันสะดวก และมันดําเนินการ เวลาเข้าสภามันจะได้ผ่านได้ง่าย ก็ได้ใช้เวลาไม่มาก อันนั้นต้องไปหาวิธี
ส่วนในเรื่องของมาตราที่ว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องบอกว่า การเปลี่ยนแปลงนั้น เปลี่ยนแปลงในเรื่องขององค์ประกอบของจํานวนผู้แทนราษฎรนั้น เรียกว่าเท่าที่ดูไม่เปลี่ยนก็คือ ๕๐๐ คน แต่เปลี่ยนในระบบเขตเฉย ๆ จากเขตใหญ่มาเปึน เขตเล็ก ในขณะเดียวกัน เขต ๓ คน ใหญ่ก็ ๓ คน ถ้าเกิน ๓ คนก็เพิ่มเขตไป ถ้าไม่ถึง ๓ คนก็จัดการเปึน ๑ เขต ไม่ว่า ๑ คนหรือ ๒ คน ก็คือใช้ระบบเช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ในสมัยป้ ๒๕๔๐ นั่นเอง ทีนี้ปัญหาก็คือว่าถ้าเราทําจํานวนที่ลดลงจาก ๔๐๐ คนมาเหลือ ๓๗๕ คน แน่นอน ปัญหาก็คือว่าคําตอบต้องหาก็คือทําไมถึงต้องลดจํานวนเขตเลือกตั้งด้วย ผมเองขออนุญาตกราบเรียนครับว่าแน่นอนที่สุดผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ผมเองยกตัวอย่างจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผมก็คิดว่าในอนาคตถ้าเปึน ๓๗๕ คน เขาจะเหลือ แค่ ๑ เขต คนที่เปึนผู้แทนราษฎรในจังหวัดแม่ฮ่องสอนก็เรียนกับท่านประธานครับว่า ลําบากเพราะว่าจังหวัดมันใหญ่ พี่น้องประชาชนมันเยอะ ตรงนี้ก็เปึนส่วนหนึ่งที่ทําให้ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าเราจะลดจํานวนเขตลงนั้น ผมเองอยากจะบอกหรืออยากจะ บอกในที่นี้ด้วยว่าจํานวนเขตไม่ต้องลดหรอกครับ ควรจะเพิ่มเสียด้วยซ้ําเพื่อให้มี ผู้แทนราษฎรที่มากขึ้นแล้วก็ดูแลพี่น้องประชาชนหรือทํางานการเมืองให้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็คงต้องเรียนกับท่านประธานนะครับ ต้องพิจารณาถึงสภาพพื้นที่ด้วย ผมเองนั้นกลับมองเห็นสภาพพื้นที่ด้วย เราเอาจํานวนประชากรวัดอย่างเดียว ท่านประธานครับ ในการที่จะแบ่งจํานวนเขตพื้นที่ว่ามากหรือน้อย แต่เราไม่ได้ใช้เลยครับ ในเรื่องของขนาดของพื้นที่ว่ามีสภาพเปึนอย่างไร ตรงนี้ก็เปึนปัญหาอุปสรรคต่อการทํางาน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่าในเรื่องของ พรรคการเมืองนั้น ผมเองขอเวลาอีกนิดเดียวท่านประธาน ในเรื่องของพรรคการเมือง ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องในการทํางานวิจัยด้านนี้ ก็อยากจะ นําเสนอและอยากจะบอกครับ พรรคการเมืองนั้นต้องเปึนสถาบันครับท่านประธาน ให้มีความเข้มแข็ง เพราะว่าพรรคการเมืองนั้นเปึนสถาบันที่จะพัฒนานักการเมืองสู่ ในการที่จะเปึนผู้บริหารของประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าพรรคการเมืองอ่อนแอเมื่อไรก็ตาม แต่ประเทศเราก็จะได้นักการเมืองหรือผู้บริหารการเมืองที่มีความเข้าใจทางการเมือง หรือทางการบริหารไม่ดีเท่าที่ควรก็จะเกิดความอ่อนแอ เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชน หรือประเทศชาติจะไม่ได้ผลประโยชน์ต่อสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นขอกราบเรียน ท่านประธานครับการส่งเสริมให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งเปึนสถาบันทางการเมืองนั้น สมควรอย่างยิ่ง ขอบคุณครับท่านประธาน