รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

คํานูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยมีความเห็นต่างจากทางรัฐบาลเกี่ยวกับแผนที่เขตแดน และเรียกร้องให้แสวงหาความจริงเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสยาม-ฝรั่งเศสในปี 2447 และสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสในปี 2450 นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศอธิบายการให้ความสําคัญระหว่างสนธิสัญญากับแผนที่อย่างชัดเจน และยึดแผนที่เป็นหลักเขตแดนในการแก้ไขข้อพิพาทด้านสิทธิในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร

นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับมีความเข้าใจบางอย่างที่อาจจะไม่ตรงกันนะครับ แต่ก็ถือว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและท่านนายกรัฐมนตรีแถลง ออกมานั้น ก็เปึนสิ่งที่ดีที่ทําให้เกิดความเข้าใจในความคิดของท่าน กระผมตั้งใจว่า จะใช้สิทธิในการซักถามเรื่องราวต่าง ๆ ที่ยังมีความสับสนและความไม่เข้าใจกันอยู่ และจะขออนุญาตชี้แจงจุดยืนของตัวกระผมเอง แล้วก็จุดยืนของภาคประชาชนว่า ที่เขาเห็นว่าการมีเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ นั้น จะเปึนผลเสียมากกว่าเปึนผลดี และจะเปึนเหตุที่ สุ่มเสี่ยงจะก่อให้เกิดการสูญเสียดินแดนในอนาคตนั้น เอาล่ะครับ เรายอมรับว่าจุดยืน ของรัฐบาลกับจุดยืนของทุกคนนั้นเหมือนกัน ทุกคนอยากแก้ปัญหา ทุกคนอยากให้ เขตแดนชัดเจน ทุกคนอยากให้ประเทศไทยไม่สูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนไม่ว่าจุดใด หรือตารางนิ้วใด แต่ว่าวิธีการเราต่างกัน ประเด็นสําคัญที่สุดครับ ผมเสียดายที่ ท่านประธานชัย ชิดชอบ ไม่อนุญาตให้ผมใช้ชาร์ท (Chart) เพราะท่านบอกว่าป่ดประชุม ไปแล้ว ก็ไม่เปึนอะไรครับ ก็จะพยายามทําให้ดีที่สุดเท่าที่เวลาจะเอื้ออํานวยได้ ท่านประธานครับ การที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและท่านนายกรัฐมนตรี ยืนยันออกมาว่าเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ นั้น ก็คือการค้นหาหลักเขตแดน ไม่ใช่การปักปัน หลักเขตแดนใหม่ อันนี้เปึนเรื่องที่ถูกต้องครับ และเปึนเรื่องที่สมควรที่จะบันทึกไว้ ให้ชัดเจนว่าไม่ใช่การปักปันหลักเขตแดนใหม่ เพราะการปักปันเขตแดนระหว่าง ไทยกับกัมพูชานั้นเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่เมื่อกว่า ๑๐๐ ป้ก่อน แต่ว่าเปึนการจัดหา หลักเขตแดนที่สูญหายไปตามกาลเวลา ผุกร่อนไปตามกาลเวลา และบางหลักเขตแดนนั้น ก็อยู่ห่างกันจนเกินไป ตรงนี้ละครับท่านประธาน ที่ผมเห็นว่าเปึนประเด็นสําคัญที่สุด ที่จําเปึนที่จะต้องมีการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงในชั้นคณะกรรมาธิการ ในชั้นนี้กระผมก็จะ บอกแต่เพียงว่าเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น มีทั้งสิ้น ๗๓ หลัก ท่านประธาน เคยสงสัยไหมครับว่าทําไมหลักเขตแดนทั้ง ๗๓ หลักนั้นไม่ได้อยู่ตลอดแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา หลักที่ ๑ นั้นอยู่บริเวณช่องสะงํา จังหวัดศรีสะเกษ แล้วก็ไล่ลงมาทางทิศใต้ มาจรดชายอ่าวไทยที่จังหวัดตราด อันนี้คือหลักที่ ๑-๗๓ แต่ทว่าปัญหาที่ท่านรัฐมนตรี อาจจะต้องตอบผม หรืออาจจะเปึนเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศก็คือว่าทําไมตั้งแต่ เมื่อ ๑๐๓ ป้ที่แล้วหรือตลอดระยะเวลา ๑๐๓ ป้ที่ผ่านมานี้เขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ระหว่างช่องสะงํา จังหวัดศรีสะเกษ ลากไปทางทิศตะวันออกไปจนจรดช่องบก จังหวัดอุบลราชธานีนั้น ไม่มีหลักเขตแดน ทั้งนี้เปึนเพราะอะไรครับ กระผมหลังจากศึกษาเรื่องนี้ มาตั้งแต่ไม่เข้าใจจนเข้าใจแล้วจนกลับไปไม่เข้าใจอีก ก็เห็นว่าเรื่องนี้เปึนประเด็นสําคัญ อย่างยิ่ง ก็ได้ไปค้นคว้ารายงานคําพิจารณาของศาลโลกเมื่อระหว่างป้ ๒๕๐๒-๒๕๐๕ คําพิพากษาหลักแล้วก็คําพิพากษาของตุลาการแต่ละท่านทั้งที่สนับสนุนและคัดค้าน ก็พบความเปึนจริงประการหนึ่งว่าพูดง่าย ๆ ภาษาชาวบ้านก็แล้วกันนะครับ เนื่องจาก ไม่มีแผนที่ที่จะโชว์ได้ การจัดทําหลักเขตแดนมันเปึนขั้นตอนสุดท้ายหลังจากปักปัน เขตแดนเรียบร้อยแล้ว การปักปันเขตแดนก็เปึนขั้นตอนต่อมาจากการทําสนธิสัญญาหรือการทําสัญญา ไทย-ฝรั่งเศส เส้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานั้นก็เปึนไปตาม อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ ข้อ ๑ คือสันปันน้ํา แต่จากนั้นเมื่อดําเนินการปักปันเขตแดนนี่ ก็มีการเดินสํารวจ และเท่าที่ผมได้รับความรู้จากอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ บางท่าน ท่านก็บอกว่าการจัดทําหลักเขตแดนนั้นไม่จําเปึนที่จะต้องจัดทําตลอดแนว ในส่วนไหนที่สภาพธรรมชาติปรากฏชัดเจนอยู่แล้วมองเห็นด้วยสายตาชัดเจนก็ถือตรงนั้น เปึนเส้นเขตแดน ต่อเมื่อสภาพธรรมชาติไม่เอื้ออํานวยจึงจัดทําหลักเขตแดน อันนี้ก็เปึน ประเด็นที่ทําให้เกิดข้อเท็จจริงประการหนึ่งขึ้นมาว่า หลักเขตแดนระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชาบริเวณประสาทพระวิหารซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างจุดจากช่องสะงํา จังหวัดศรีสะเกษไปสู่ช่องบกจังหวัดอุบลราชธานีนั้นไม่เคยมีมาก่อน สาเหตุที่ไม่เคยมี มาก่อนนั้น ก็เพราะคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศส ได้สํารวจและปักปันเขตแดน เสร็จสิ้นทั้งหมดเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ค.ศ. ๑๙๐๗ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๐ แล้วก็ยึดตามข้อ ๑ ของอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ แล้วก็ในการเดินสํารวจนั้นในการประชุมครั้งสุดท้ายของ คณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศส ชุดแรก ๑๘ มกราคม ค.ศ. ๑๙๐๗ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๐ นั้น ได้ระบุไว้โดยที่เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจํากรุงเทพฯ รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศในกรุงปารีสว่า การปักปันทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น และได้มีการกําหนดเส้นเขตแดนขึ้นเปึนที่แน่นอนแล้วนอกจาก ในอาณาบริเวณเสียมราฐ จากนั้นวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๐๗ ประธาน คณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศส ก็รายงานไปยังรัฐบาลของเขาระบุเอาไว้อีกว่า ตลอดแนวเขาดงรักจนถึงแม่น้ําโขง การกําหนดเขตแดนไม่ได้ประสบความยุ่งยากใด ๆ เลย จากนั้นเมื่อมีสัญญาแลกเปลี่ยนดินแดนกันใน ค.ศ. ๑๙๐๗ ที่เปึนบ่อเกิดของสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ นั้น คณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศส ชุดที่ ๒ ก็ได้ยืนยันผลงานของ คณะกรรมการชุดแรกที่ใช้สันปันน้ําเปึนเส้นเขตแดนจากช่องสะงํา จังหวัดศรีสะเกษ ไปทางทิศตะวันออกไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากหลักสันปันน้ําเดิมจึงไม่ต้องมีการจัดทํา หลักเขตแดนใด ๆ เพิ่มเติมอีก ก็มีหลักฐานปรากฏว่า พันเอก แบร์นารด์ประธานฝ์าย ประเทศฝรั่งเศสของคณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนสําคัญในการยกร่าง แสดงพรมแดนใหม่ในสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ นั้นได้บันทึกไว้ว่าตรงนี้สําคัญนะครับ จากจุดที่กล่าวถึงข้างบนซึ่งตั้งอยู่บนสันเขาดงรัก เขตแดนทอดไปตามสันปันน้ําระหว่าง ลุ่มทะเลสาบใหญ่และแม่น้ําโขงทางหนึ่ง และตามลุ่มแม่น้ํามูลอีกทางหนึ่งและไปจรด แม่น้ําโขงใต้ปากแม่น้ํามูลที่ปากน้ําห้วยเดื่อ (ห้วยดอน) อันเปึนไปตามเส้นลาก ซึ่งคณะกรรมการปักปันคณะก่อนได้จัดทําขึ้นเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ค.ศ. ๑๙๐๗ อาศัยความบทแห่งสนธิสัญญานี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่อาจมองไปได้ว่าข้อตกลงของ คณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศสภายใต้สนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ อาจจะผิดแผก จากเส้นสันปันน้ําไปได้แต่ประการใด จากนั้นท่านประธานครับ วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๑๙๐๗ พันเอก แบร์นารด์ก็ได้ทิ้งพยานหลักฐานเปึนคําบรรยายซึ่งแสดงเอาไว้ในกรุงปารีส โดยบรรยายถึงการปักปันเขตแดน ๓ ครั้งจาก ค.ศ. ๑๙๐๕-๑๙๐๗ ความตอนหนึ่ง มีข้อความชัดเจนว่า แทบทุกหนทุกแห่งสันปันน้ําประกอบเปึนพรมแดนและจะมีปัญหา โต้เถียงกันได้ก็แต่เพียงที่เกี่ยวกับจุดปลายสุดของทั้ง ๒ ด้านเท่านั้น ท่านประธานครับ ความนี้หมายความว่าอย่างไร ความนี้หมายความว่าเขตแดนระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานั้น บริเวณ ๑๙๕ กิโลเมตรจากช่องสะงําไปจนจรดช่องบกนั้น คณะกรรมการปักปันแล้วก็คณะกรรมการผสมสยาม-ฝรั่งเศสนั้นตกลงกันแน่ชัดว่า เนื่องจากพื้นที่แถบนั้นมีสภาพเปึนสันปันน้ําที่มีความชัดเจน สภาพความเปึนจริงในพื้นที่ ก็คือมีความสูงในระดับบางช่วงถึง ๘๐๐ เมตร หรือพูดง่าย ๆ ภาษาชาวบ้านก็คือมันก็เปึน หน้าผาชัดเจนจึงไม่มีการจัดทําหลักเขตแดนขึ้นมา การข้อนี้เท่าที่ผมมีความรู้อยู่บ้าง จากการสอบถามผู้รู้ก็คือว่าสภาพเขตแดนระหว่างสองประเทศ ถ้าอะไรที่มันเปึนสัญลักษณ์ ที่เปึนสภาพตามธรรมชาติชัดเจนแล้ว เปึนต้นว่าแม่น้ํา ก็ไม่มีใครไปจัดทําหลักเขตแดน ที่กลางแม่น้ําแต่ประการใด เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงจึงปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้ว่าหลักเขตแดน ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นมีอยู่ ๗๓ หลัก คือช่วงประมาณ ๓๐๐ กว่ากิโลเมตร ๖๐๐ กว่ากิโลเมตร ระหว่างจากช่องสะงํา จังหวัดศรีสะเกษลงมาจนถึงจังหวัดตราด พูดง่าย ๆ ก็คือบริเวณ ปราสาทพระวิหารซึ่งอยู่ในส่วน ๑๙๕ กิโลเมตรจากช่องสะงําถึงช่องบกนั้นเส้นเขตแดน มันมีความชัดเจนอยู่แล้วคือสันปันน้ํา นี่ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ถ้าจะมีความไม่ชัดเจนเกิดขึ้นก็คือเกิดจากคําพิพากษา ของศาลโลกในป้ ๒๕๐๕ ซึ่งไม่ได้พิพากษาเขตแดนใหม่ตามที่ท่านรัฐมนตรียืนยัน อันนี้ ก็เปึนความจริง แต่ว่าพิพากษาให้ประเทศไทยต้องคืนอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ให้กับประเทศกัมพูชา คณะรัฐมนตรีในยุคนั้นป้ ๒๕๐๕ ก็ได้ดําเนินการชะลอธงชาติไทย ออกจากบริเวณนั้นเข้ามาในแผ่นดินไทย ไม่ใช่ชักธงไทยลงนะครับ ขุดลงไปแล้วก็เอา รากเสาธงเข้ามา แล้วก็ทําการล้อมรั้วบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหารคืนให้กับกัมพูชา เปึนรั้วลวดหนาม ถ้าจะพูดได้ว่ามีพื้นที่ทับซ้อน พื้นที่ทับซ้อนนั้นก็คือบริเวณปราสาท พระวิหารซึ่งศาลโลกไม่ได้พิพากษาให้เปึนเขตแดน แต่ว่าพิพากษาให้กัมพูชาเปึนเจ้าของ ทับซ้อนเฉพาะตรงนั้นครับท่านประธาน นี่คือหลักการที่คณะรัฐมนตรีไทยยึดถือเมื่อป้ ๒๕๐๕ ท่านประธานครับ คราวนี้อย่างไรต่อ ถ้าเผื่อว่าประเทศไทยวันนี้จะยืนยันความชัดเจนว่า เส้นเขตแดนในบริเวณนั้นไม่มีความจําเปึนที่จะต้องตกลงใด ๆ กันอีก เพราะมันตกลงเรียบร้อย มาตั้งแต่เมื่อ ๑๐๓ ป้ก่อนแล้ว ก็เปึนเรื่องที่ชอบธรรม แต่ว่าพอถึงป้ ๒๕๔๓ เรากับกัมพูชา ไปทําบันทึกความเข้าใจป้ ๒๕๔๓ ระบุว่าให้มีการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนใหม่ และในบางข้อความก็มีว่าให้มีการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ขีดเส้นใต้นะครับ ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นั่นก็หมายถึงว่ามันทําให้แทนที่เราจะ สํารวจเฉพาะหลักเขตแดน ๗๓ หลักจากช่องสะงําไปจนจรดอ่าวไทยที่จังหวัดตราดนั้น ก็กลายเปึนว่าพื้นที่บริเวณที่มีเส้นเขตแดนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ๑๙๕ กิโลเมตร จากช่องสะงํา ไปจนจรดช่องบก ถ้าจะมีความไม่แน่ชัดก็คือการล้อมรั้วคืนปราสาทพระวิหารให้กับ กัมพูชาไปนั้นเกิดจะต้องมารวมอยู่ในการจัดทําหลักเขตแดนใหม่นี้ด้วย อันนี้เปึนประเด็นสําคัญ ที่เราเห็นว่าเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ นั้นมีความเสี่ยงในสาระสําคัญในประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งก็คือว่าเนื้อหาของเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ การสํารวจและจัดทํา หลักเขตแดนนั้น

ข้อ ๑ ให้ยึดถืออนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ อันนี้ไม่มีปัญหาเพราะว่าคือ สันปันน้ํา

ข้อ ๒ ให้ยึดถือสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ อันนี้ก็ไม่มีปัญหา

แต่ข้อ ๓ ที่ระบุว่าแผนที่ จริงอยู่ครับผมก็ดีใจที่ท่านรัฐมนตรีรับออกมาชัดเจนว่า มันก็หมายถึงแผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งรวมระวางดงรักด้วย เพียงแต่ท่านบอกว่า มันไม่ได้แปลว่าเราเขียนไว้แบบนี้แล้วเรายอมรับ แผนที่ระวางดงรักมันก็เปึน ๑ ในหลาย ๆ ข้อมูลที่จะต้องมาพิจารณากัน อันนี้ก็ตรงกับคําชี้แจงของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ หลากหลายท่านที่ผมได้พบปะในรอบ ๒ ป้มานี้ แต่อาจจะไม่ตรงกับคําชี้แจงของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า ข้อ ๑ (ค) นั้นหมายถึงแผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ทุกระวาง ยกเว้นระวางดงรัก อันนั้นก็ไปว่ากันนะครับ ทีนี้เมื่อมีข้อ ๑ (ค) ระบุไว้เช่นนี้ประการหนึ่ง แล้วมีบอกว่าเราจะต้องจัดทําหลักเขตแดนตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา คือไปรวมช่วง สันปันน้ําที่บรรพบุรุษของเราและของประเทศฝรั่งเศสนั้นเขาไม่ได้จัดทําหลักเขตแดนเอาไว้ เพราะสันปันน้ํามันมีความชัดเจนอยู่แล้วจํานวน ๑๙๕ กิโลเมตรไว้ด้วย ซึ่งปราสาทพระวิหาร อยู่บริเวณนั้น มันก็เกิดความไม่แน่นอนขึ้นมาทันทีเลยว่า เอ๊ะ แล้วเราจะเจรจาจะหา ข้อสรุปในเรื่องการจัดทําหลักเขตแดนใหม่ในบริเวณนั้นกันอย่างไร จากเดิมที่สันปันน้ํา เลยแนวสันปันน้ํามาเปึนของเรา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มีอยู่เส้นหนึ่ง มันเกิดมีอีกเส้นหนึ่ง ขึ้นมาแล้วที่ทางประเทศกัมพูชายึดถือก็คือแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก อันนี้แหละ ที่ผมมีความเห็นต่างจากทางรัฐบาลว่าที่ว่าเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ จะเปึนประโยชน์นั้นผมไม่แน่ใจ นี่เปึนประเด็นสําคัญที่สุดที่จะต้องมีการแสวงหาข้อเท็จจริงกันต่อไป หรือถ้าทางฝ์ายรัฐบาล จะกรุณาตอบก็จะเปึนประโยชน์เพราะว่าจากเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ในข้อใดข้อหนึ่ง จะเปึนข้อ ๓ หรือข้อ ๕ เข้าใจว่าจะเปึนข้อ ๕ ที่ระบุว่าภารกิจของการทําเอ็มโอยูและของ คณะกรรมการก็คือว่า สํารวจหลักเขตแดน ๗๓ หลัก จนถึงวันนี้ถ้าเราดูในเอกสารกรอบจีบีซี แล้วก็จะพบว่าการสํารวจหลักเขตแดน ๗๓ หลักนั้นพบเพียง ๔๘ หลักขอไม่พูดก็แล้วกัน เพราะเดี๋ยวท่านจะประชุมลับก็คือภารกิจเร่งด่วนที่ควรจะไปทําตามเอ็มโอยูคือสํารวจให้ครบ ๗๓ หลัก โดยที่ไม่ต้องไปข้องแวะกับ ๑๙๕ กิโลเมตร ที่มันมีความชัดเจนอยู่แล้ว เราก็ไม่ได้ทํา เพราะว่าในทีโออาร์ ป้ ๒๕๔๖ ที่เปึนลูกของเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ เราไปกําหนดแบ่ง ขั้นตอนเซคเตอร์ (Sector) ที่เขาเรียกว่า ตอน เซคเตอร์ออกมาเปึน ๗ เซคเตอร์ เซคเตอร์ที่ ๑-๕ ก็คืออยู่บริเวณหลักเขตที่ ๑ ถึงหลักเขตที่ ๗๓ จากช่องสะงําไปถึงจังหวัดตราด แต่ว่าเราไปเพิ่ม เซคเตอร์ที่ ๖ เซคเตอร์ที่ ๗ เข้าไปด้วย คือจากช่องสะงําไปจรดเขาสัตตะโสม จากเขาสัตตะโสม ไปจรดช่องบก แล้วจะด้วยเหตุผลกลใดซึ่งที่จริงมีเหตุมีผลก็คือทางประเทศกัมพูชา ก็พยายามเร่งรัดที่จะให้มีการสํารวจพื้นที่ในบริเวณเซคเตอร์ที่ ๖ เซคเตอร์ที่ ๗ บริเวณ ปราสาทพระวิหารคือบริเวณช่องสะงําไปจนจรดช่องบกให้ได้ ฝ์ายประเทศไทยเราก็พยายาม ที่จะหลีกเลี่ยง แต่ในที่สุดก็ยอมตามเขาจะด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากให้เกิดการปะทะ หรืออยากให้เกิดความชัดเจนในเรื่องเส้นเขตแดนขึ้นมาก็ตามแต่ แต่ประเด็นที่กระผม ไม่สบายใจอย่างยิ่งก็คือในเอกสาร ในเว็บไซต์ (Web site) ของกระทรวงการต่างประเทศเองนั้น ไม่ได้อธิบายอย่างที่กระผมอธิบายมาอย่างนี้ ท่านอาจจะบอกว่ากระผมผิดก็ได้ หรือผมอาจจะบอกว่ากระทรวงการต่างประเทศผิด ก็ได้เช่นกัน ก็คือเวลาเราอธิบายว่าเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ทําไมจึงมี ๗๓ หลัก ทําไม ๑๙๕ กิโลเมตรนั้นมันไม่มีหลักเขตแดน ผมมีมุมมองและมีความเชื่อเหมือนกับภาคประชาชนที่ว่า เพราะว่า ๑๙๕ กิโลเมตรนั้น มันมีความชัดเจนโดยธรรมชาติอยู่แล้วที่กัมพูชาเองก็ไม่เคยประท้วง ไม่เคยเรียกร้องเรานับตั้งแต่ป้ ๒๕๐๕ จนมาถึงป้ ๒๕๔๓ รวมระยะเวลา ๓๘ ป้เต็ม แต่พอมีเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ นั้นเรากลับไปสละหลักการที่เปึนของเราเต็มที่ แล้วจะไปสํารวจ จัดทําหลักเขตแดนตรงนั้นใหม่ ในเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศในเอกสารข้อมูล ที่ประชาชนไทยควรทราบเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารและการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชา ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ครับในข้อ ๒ เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา เปึนไปตามความตกลง ๒ ฉบับ คืออนุสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ป้ ๒๔๔๗ (ค.ศ. ๑๙๐๔) และสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ป้ ๒๔๕๐ (ค.ศ. ๑๙๐๗) ต่อไปนี้สําคัญนะครับ โดยเปึนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ปักหลักเขตแดน ๑๙๕ กิโลเมตร และพื้นที่ที่ปักหลักเขตแดนแล้ว (จํานวน ๗๓ หลัก) ๖๐๓ กิโลเมตร ท่าน ประธานครับ ถ้าในมุมมองของกระทรวงการต่างประเทศเปึนอย่างนี้ กระผมกราบเรียน ด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าเรื่องนี้เราจะต้องลดอัตรากันทุกฝ์าย แล้วมาแสวงหาความเปึนจริงกันว่า เหตุไฉนบรรพบุรุษของไทย ของฝรั่งเศส ๑๐๓ ป้ที่ผ่านมามีเขตแดนอยู่แค่นี้ ทําไมเขาจัดทํา หลักเขตแดนแค่ ๗๓ หลัก เว้น ๑๙๕ กิโลเมตรจากช่องสะงําไปจนถึงช่องบก ซึ่งรวมบริเวณ ปราสาทพระวิหารได้ ถ้ากระทรวงการต่างประเทศมอง เพราะ ๑๙๕ กิโลเมตรนั้นมันยัง ไม่ได้จัดทําหลักเขตแดน ขีดเส้นใต้นะครับ ยังไม่ได้จัดทําหลักเขตแดน กับที่ภาคประชาชนมอง หรือที่ผมมองก็คือว่ามันไม่จําเปึนต้องมีหลักเขตแดน เพราะว่าสภาพแบ่งตามธรรมชาติ ของสันปันน้ํามันเปึนหน้าผามีความชัดเจนอยู่แล้ว การอธิบาย ๒ อย่างนี้มีความแตกต่างกัน โดยนัยสําคัญ กระผมเปึนคนไม่ชอบสรุปว่าใครถูก ใครผิด แต่จะชี้แจงให้เห็นว่าสิ่งที่ภาคประชาชน เขายืนหยัดคัดค้าน เขาต่อสู้ทุกวิถีทาง อาจจะมีคําพูดที่รุนแรงก็เปึนเรื่องปกติตามประสา ของการเมืองข้างถนน การเมืองบนถนน ซึ่งแตกต่างกับการเมืองในสภาที่กระผมจะต้องพูดว่า ท่านที่เคารพ กระผมเคารพทุกท่านอยู่เสมอนั้น แต่ว่าเขามีเหตุมีผลของเขา ท่านต้อง ตอบคําถามให้ได้ครับ ทําไมระยะเวลาผ่านมา ๑๐๓ ป้ เว้นไว้ทําไม ๑๙๕ กิโลเมตร ข้อ ก เปึนไปตามที่กระทรวงการต่างประเทศว่าคือยังไม่ได้ปักหลักเขตแดน หรือข้อ ข เพราะทุกฝ์าย เขาตกลงกันแล้วว่าไม่จําเปึนต้องปักหลักเขตแดน เพราะเส้นสันปันน้ําที่มีความสูงในระดับ หน้าผา ๖๐๐-๘๐๐ เมตรนั้นมีความชัดเจนอยู่แล้ว อันนี้เปึนประเด็นสําคัญที่สุดที่กระผม เห็นว่าจําเปึนที่จะต้องพูดมา ณ ที่นี้ เพราะว่ากระผมเข้าใจครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการให้ความเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นต้องไปสู่พหุภาคีหรือไปสู่มีนานาชาติเข้ามา ท่านต้องการมีกรอบเจบีซี มีเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ไว้เปึนเครื่องมือ ทีนี้ปัญหามันก็อยู่ที่ว่า ถ้าเครื่องมือนั้นมันเหมาะมือเรา มีความเหมาะสมกับตัวเรา ตรงตามข้อเท็จจริงนั้น มันก็โอเคอยู่ แต่ถ้าเครื่องมือนั้นผู้รู้จํานวนหนึ่งในประเทศนี้เขามีความเห็นว่ามันจะเปึนเครื่องมือที่จะ มาบาดมือเราได้ การรักษาเครื่องมือนี้ไว้เพียงเพื่อให้การเจรจาทวิภาคีดํารงอยู่ต่อไป ๑. ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศดํารงตําแหน่งไป ชั่วฟัาดินสลายก็ไม่มีปัญหา เพราะท่านยืนยันว่าสันปันน้ํา อย่างไรท่านก็ไม่เอาเรื่องอื่น แต่ถ้าเกิดเปลี่ยนรัฐบาลขึ้นมาละครับ ถ้าเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นมาละครับ มันเกิดความไม่แน่นอนขึ้นมาทันที เพราะว่าจากเดิมที่เรามีเส้นเดียวในบริเวณ ๑๙๕ กิโลเมตร โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารนั้น เราเกิดมี ๒ เส้นขึ้นมาทันที คือเส้นที่เรายึดถือมาโดยตลอดจนถึงป้ ๒๕๔๓ กับเส้นที่ประเทศกัมพูชาเขาพยายาม จะให้เปึนของเขา ขั้นแรกของความพยายามก็คือยื่นฟัองต่อศาลโลกในป้ ๒๕๐๒ และเขาก็สําเร็จแต่เพียงระดับเดียว แต่พอป้ ๒๕๔๓ เขารุกคืบเข้ามาอีกคืบหนึ่งด้วยการผลักดัน ให้เกิด ข้อ ๑ (ค) ในเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ แล้วเขาก็รุกคืบต่อเนื่องจากเขาเปึนรัฐบาล ที่มีความต่อเนื่องยาวนาน ด้วยการยื่นให้ปราสาทพระวิหารเปึนมรดกโลก ในขณะที่ของเราเองนั้น ผมคงจะไม่โทษรัฐบาลฝ์ายเดียว ก็ต้องโทษตัวผมเอง ต้องโทษทุกคน ต้องโทษทุกระบบด้วยว่า ที่ทําให้ความเข้าใจหรือองค์ความรู้ที่ต่อเนื่องในเรื่องบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะ กรณีปราสาทพระวิหารนั้นดูเหมือนจะขาดช่วง มีผู้รู้เรื่องนี้ในกระทรวงการต่างประเทศไม่กี่คน โต๊ะที่ทําเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มี ผมยังเคยเสนอเลยว่ามันก็จําเปึนจะต้องมีโต๊ะกัมพูชาขึ้นมา หรือมีโต๊ะพระวิหารขึ้นมาซึ่งเข้าใจว่าในระยะหลังท่านก็คงได้ทําไปแล้ว องค์ความรู้ ที่กระผมนํามาพูดในวันนี้หรือภาคประชาชนเขานํามาพูดมาแสดงในวันนี้นั้นไม่ใช่ว่า เมื่อ ๒ ป้ที่แล้ว เมื่อป้ ๒๕๕๑ หรือเมื่อป้ที่แล้ว ป้ ๒๕๕๒ นั้นเราจะคิดหรือเราจะมีความรู้ มีความสงสัยได้ในขนาดวันนี้ แต่เปึนเรื่องที่พัฒนามาโดยเปึนลําดับ อันนี้เปึนประเด็นสําคัญ เรื่อง ๑๙๕ กิโลเมตรเรื่องที่เราไปยอมรับว่าจะต้องทําหลักเขตแดนใหม่ อันนี้เปึนประเด็นที่ ๑ ที่กระผมตั้งใจว่าจะถามทางฝ์ายรัฐบาล รัฐบาลจะตอบหรือจะไว้ในชั้นกรรมาธิการเพื่อแสวงหา ข้อเท็จจริงกันก็สุดแท้แต่นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เวลาเราเพิ่มตัวแผนที่ขึ้นมา เอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ข้อ ๑ (ก) อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ ข้อ ๑ (ข) สนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ ข้อ ๑ (ค) คือแผนที่มีคําถามว่า ในเมื่อเอกสารมันขัดแย้งกัน กระทรวงการต่างประเทศจะยึดถืออะไร กระทรวงการต่างประเทศ ก็คงจะต้องตอบว่ายึดถือตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งโดยความคิดหลากหลาย ก็ต้องถือว่าสนธิสัญญาสําคัญกว่า เข้าใจว่ามีอยู่ในอนุสัญญาเวียนนาด้วยนะครับ แต่สิ่งที่ภาคประชาชนเขาไม่สบายใจ ท่านประธานครับ ผมจําเปึนต้องพูดถึงภาคประชาชนเขา มากหน่อย เพราะเขาไม่มีโอกาสมาใส่สูทรับแอร์เย็น ๆ อภิปรายในที่นี้ ก็เพราะเขาไม่แน่ใจ ในท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศว่าในเมื่อคุณไปทําเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ยอมบรรจุ ข้อ ๑ (ค) เรื่องแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งท่านรัฐมนตรีบอกแล้วว่ารวมระวางดงรักนี้นะครับ แล้วท่านก็บอกว่ามันไม่ได้แปลว่าเรายอมรับ มันก็เปึนหนึ่งในหลาย ๆ เอกสาร แต่มันมีเอกสาร ของกระทรวงการต่างประเทศเอง ท่านประธานครับ ที่เวลาภาคประชาชนเขาได้มาแล้ว เมื่อเขาเห็นถ้อยความอย่างนี้เข้าแล้วเขามีความตกใจว่าถ้าเผื่อกระทรวงการต่างประเทศ มีทัศนคติอย่างนี้น่าจะลําบากซึ่งเราจะไปโทษเขาก็ไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมเปึนคน มีเหตุมีผลค่อนข้างมากครับอยู่ในสภานี้มาเกือบ ๆ จะ ๓ ป้ ผมจะไม่กล่าวหาใครง่าย ๆ แต่ว่าผมเพิ่งเห็นเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศชิ้นนี้แล้ว ท่านอธิบายการให้ความสําคัญระหว่างสนธิสัญญากับแผนที่ไว้อย่างไรทราบไหมครับ นี่เปึนเอกสารของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อป้ ๒๕๔๗ ท่านกล่าวไว้โดยชัดเจนว่าเมื่อฝ์ายไทยมีความเห็นว่าเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่ คณะกรรมการปักปันเขตแดน ซึ่งขัดแย้งกับสันปันน้ําธรรมชาติ ซึ่งเปึนเส้นเขตแดนที่กําหนดไว้ ตามสนธิสัญญานั้นต้องถือเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่เปึนสําคัญ เนื่องจากสนธิสัญญา ซึ่งจัดทําก่อนแผนที่ระบุเพียงหลักการของการกําหนดเส้นเขตแดนไว้ แต่รายละเอียด ของเส้นเขตแดนนั้นทั้ง ๒ ฝ์ายได้ตกลงกําหนดไว้ในแผนที่ซึ่งจัดทําขึ้นมาภายหลัง ของสนธิสัญญา ตามหลักกฎหมายต้องถือว่าเจตนาล่าสุดของทั้ง ๒ ฝ์ายลบล้างเจตนาแรก ที่ขัดแย้งกัน นี่ประการที่ ๑ ครับ

ประการที่ ๒ นอกจากนั้นคําพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีปราสาทพระวิหารได้วินิจฉัยว่าแผนที่มีฐานะเหนือกว่าสนธิสัญญา ท่านประธานครับ นี่เปึนเอกสารที่จัดทําโดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศเอง ท่านกําลังบอกว่าถ้าแผนที่ขัดกับหลักสันปันน้ําแล้วต้องถือแผนที่เปึนสําคัญ และท่าน ก็ไปขยายความคําพิพากษาของศาลโลกว่าศาลโลกเห็นว่าแผนที่สําคัญกว่าสนธิสัญญา ท่าทีอย่างนี้ครับท่านประธานที่ภาคประชาชนเขาไม่สบายใจ และเขาเปึนเดือดเปึนแค้น เพราะถึงแม้ว่าท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงหรือกระทรวงการต่างประเทศจะชี้แจงว่าเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ นั้น ๑ ก ๑ ข ๑ ค ความสําคัญเท่าเทียมกัน ถึง ๑ ค จะเปึนแผนที่ก็ไม่ได้ หมายความว่าเรายอมรับ แต่ในเมื่อเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศเองระบุมุมมอง ของกระทรวงการต่างประเทศไว้ดังนี้ เราจะมีความมั่นใจได้อย่างไรครับท่านประธานว่า ในการเจรจาตามกรอบเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ นั้นเราจะยึดหลักสันปันน้ําไว้ได้ ท่านประธานครับ ตามผมมานะครับ ในตอนต้นจากเส้นเดียวของเรา ๑๙๕ กิโลเมตร ไม่มีหลักเขตแดน เปึนสันปันน้ําชัดเจน เราไปยอมรับเพิ่มอีกเส้นขึ้นมา กลายเปึนสิ่งที่อยู่ตรงกลางกลายเปึน พื้นที่พิพาท หน้าบ้านท่านประธานนั่นแหละมีแผงมาขายของ หน้าที่ของเราก็คือต้องไล่เขาออกไป เรากลับไปบอกว่าเดี๋ยวมาตกลงกันว่ารั้วอยู่ตรงไหน ท่านประธานครับนี่คือมุมมองของผม นี่คือมุมมองของภาคประชาชน อย่าไปมองว่าเขาคลั่งชาติเลยครับท่านประธาน ทุกคน มีสิทธิจะรักชาติ ทุกคนมีสิทธิที่จะมีมุมมองแตกต่างกัน ท่านไม่ต้องการให้ใครกล่าวหา ท่านกระผมเห็นด้วย แต่ท่านเปึนผู้ปกครองครับ ท่านเปึนตัวแทนของประชาชนที่อาสามารับใช้ ท่านต้องหนักแน่นครับ แล้วก็ฟังเหตุผลของเขาว่าที่เขายืนยันมาโดยตลอดว่าเขาไม่เห็นด้วย กับเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ นั้นนี่มันมีที่มาที่ไปมันมีคดีมีมูลครับ เพราะในเอกสารชุดเดียวกันนี้ ก็อธิบายไว้ชัดเจนเสร็จสรรพว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มี ๑๑ ระวาง ใช้อยู่ ๗ ระวาง มีระวางอะไรบ้าง รวมทั้งระวางดงรัก แต่ผมไม่จําเปึนต้องพูดถึงเพราะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศที่เคารพของกระผมนั้นท่านก็ได้ยอมรับแล้วว่ารวมอยู่ อันนี้เปึน ประการที่ ๒ ครับ

ประการต่อไปที่ภาคประชาชนเขารับไม่ได้ที่จะให้รัฐสภาหรือกระผมนั้นลงมติ รับรองบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ๓ ครั้งนี่ พูดกันตรง ๆ เลย กระผมมีความเคารพในตัวท่านอดีตประธานเจบีซีฝ์ายไทย ท่านวศิน ธีรเวชญาณ ไปดูงาน ครั้งแรกในฐานะ ส.ว. ก็ไปดูในประเทศที่ท่านเปึนเอกอัคราชทูตอยู่เกาหลีใต้ท่านก็น่ารัก กับกระผมมาก มีความไม่สบายใจที่จะต้องอภิปรายถึงท่าน แต่ในฐานะที่ท่านเปึนประธานเจบีซี ฝ์ายไทย เพื่อนสมาชิกจะยกมือรับรองนี่ ภาคประชาชนเขามีความเห็นอย่างไรรู้ไหมครับ เขาก็ชี้ให้ผมดูว่าประชุมกัน ๓ ครั้ง ฯพณฯ วาร์ คิม ฮง ประธานเจบีซีฝ์ายกัมพูชา ในครั้งแรก ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ท่านกล่าวหาประเทศไทยว่าในโอกาสนี้ผมขอให้ทั้ง ๒ ฝ์าย ปฏิบัติตามข้อบทต่าง ๆ ของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลเราทั้ง ๒ ที่ลงนามในป้ ๒๕๔๓ โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อ ๕ ซึ่งระบุไว้และผมขออ้างดังนี้ หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐบาล แต่ละฝ์ายกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นจะงดเว้นการดําเนินการใด ๆ ที่มีผลเปึน การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน คือเขาหาว่าไทยละเมิดเอ็มโอยู ป้ ๒๕๔๓ ข้อ ๕ ตอนหนึ่ง อีกตอนหนึ่ง ฯพณฯ วาร์ คิม ฮง บอกว่าในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ นี้รวมถึงปัจจุบัน เพื่อนชาวไทยได้ส่งกําลังทหารเข้ามาในพื้นที่ชายแดนและในบางโอกาสกําลังทหารเหล่านี้ ได้รุกล้ําเข้ามาในดินแดนกัมพูชาอย่างไรก็ตามกัมพูชายึดมั่นที่จะใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุด เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติและฉันท์มิตร ฯพณฯ วาร์ คิม ฮง ครับ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ดูประธานเจบีซีฝ์ายไทยบ้างไม่ได้ลุกขึ้นประท้วงครับ ไม่ได้ลุกขึ้นตอบว่าฝ์ายไทย ไม่ได้รุกล้ําดินแดน แต่ฝ์ายท่านนั่นแหละเข้ามาตั้งชุมชน เข้ามาสร้างวัดเข้ามาสร้างถนน และรุกล้ําดินแดนของไทยที่มีความชัดเจนมาตั้งแต่เมื่อ ๑๐๓ ป้ก่อน ยังมีอีกครับท่านประธาน

ในการประชุมครั้งที่ ๒ บันทึกที่เราจะลงมติรับรองครับท่านประธาน ที่กรุงเทพมหานคร ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ท่านวาร์ คิม ฮง คนเดิมท่านบอกอย่างนี้ครับ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ การละเมิดมาตรา ๕ ของบันทึกความเข้าใจว่าด้วย การสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ป้ ๒๕๔๓ โดยทหารไทยในพื้นที่ดงรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือน ปราสาทตากราเบ็ย ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์ใหม่ที่ประเด็นยังคงค้างอยู่ อย่างไรก็ตามรัฐบาลกัมพูชายังยึดมั่น ที่จะอดกลั้นที่สุดเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและฉันท์มิตร ท่านประธานครับ ไปดูสป้ช (Speech) ของประธานเจบีซีไทยบ้าง ไม่มีครับในเรื่องเหล่านี้ที่จะแก้ว่าเราไม่ได้รุก และบอกว่าเขานั่นแหละรุก เมื่อเขาพูดมาตรงนี้เราลุกขึ้นประท้วงไหม ไม่พบครับท่านประธาน ต่อมาเมื่อสักครู่นี้ถ้าเพื่อนสมาชิกจะตามไปดูอยู่ในหน้า ๖๕ ของเอกสารเล่มสีน้ําตาล และของท่านวาร์ คิม ฮง ในครั้งแรกอยู่ที่หน้า ๒๘ ของเอกสารเล่มสีน้ําตาล

ต่อมาอีกครับ การประชุมครั้งสุดท้าย สป้ชของท่านวาร์ คิม ฮง อยู่ที่หน้า ๘๓ เปึนภาษากัมพูชาครับ ผมอ่านไม่ออกแล้วก็แปลไม่เปึน แล้วก็คําแปลภาคภาษาไทย ในหน้า ๑๐๑ นั้นมีแต่ความว่างเปล่าครับ ไม่มีคําแปล นี่ละครับท่านประธานครับ แล้วท่านประธานจะให้ผมซึ่งเปึนสมาชิกรัฐสภานี่ลงมติรับรองบันทึกการประชุมเจบีซีไทย-กัมพูชา ๓ ครั้ง ซึ่งก็คือรับรองทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏในนั้น แล้วผมรับรองได้อย่างไรครับท่านประธาน ในเมื่อฝ์ายกัมพูชานั้นกล่าวหาว่าไทยรุกรานแล้วประธานเจบีซีฝ์ายไทยไม่ได้ลุกขึ้นตอบโต้ หรือไม่ได้กล่าวแก้ต่าง หรือไม่ได้กล่าวว่าทางกัมพูชาต่างหากที่รุกราน ท่านกําลังจะเอามติ เอาเสียงของกระผมนี่ไปรับรองความถูกต้องให้กับอะไรครับ ที่กระผมได้มานี้ กระผมไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะกล่าวโทษใคร แต่อยากจะบอกว่าการคัดค้านนั้น มีเหตุและมีผลของกระผม ของภาคประชาชน ไม่ใช่นึกอยากจะป์วนบ้านป์วนเมือง ไม่ใช่ไม่ได้ อย่างไรอะไรจากรัฐบาลที่เคยรักกันแล้วลุกขึ้นมาคัดค้าน มันเจ็บปวดนะครับท่านประธาน เจ็บปวดที่ต้องมาคัดค้านผู้คนซึ่ง ขอประทานโทษครับท่านประธานก็ตกเปึนผู้ต้องหา ในคดีเดียวกัน เปึนกบฏด้วยกันนะครับ ผมไม่ได้โดน แต่ขออนุญาตพูดแทนภาคประชาชน ที่เขาอยู่ข้างนอก แล้วมันเจ็บปวดแสนสาหัสครับที่ถูกผู้ต้องหากบฏร่วมคดีเดียวกันนั้น มากล่าวหาว่าเปึนพวกคลั่งชาติ ท่านประธานครับ นี่เปึนอีกประเด็นหนึ่งที่ผมแสดงให้เห็นว่า การคัดค้านของภาคประชาชน การคัดค้านของกระผมนั้นมีที่มามีที่ไปและมีมูล

อีกประเด็นหนึ่ง ท่านประธานครับ พูดกันมากครับว่าเวลาภาคประชาชน เขากล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รุนแรงนั้น กระผมไม่ได้มีส่วนในการกล่าวหานั้น แล้วก็อยากจะบอกว่าบางครั้งภาษาในสภากับ ภาษาบนถนนนั้นมันต่างกัน เพื่อนสมาชิกอีกฟากหนึ่งก็คงจะยืนยันกับกระผมได้ เรามาดู สาระสําคัญสิครับ ทําไมภาคประชาชนเขาเรียกร้องขอให้รัฐบาลชะลอการนําบันทึกเจบีซี ๓ ครั้งเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภานั้น ท่านนายกรัฐมนตรีรับปากแล้วได้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง ของเขาตามที่รับปากไว้แค่ไหน อย่างไร ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ บางครั้งมันเปึนมุมมอง ที่แตกต่างกัน กระผมจะขออนุญาตลําดับความเปึนมาไม่ยาวนักครับ ตอนที่ภาคประชาชน เขาคัดค้านแล้วก็ชุมนุมกันที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ์น ท่านนายกรัฐมนตรีไปพบแล้วก็รับปากเขา แล้วจากนั้นก็มีการออกโทรทัศน์ทางช่อง ๑๑ ๓ ชั่วโมง ในวันอาทิตย์ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๓ นี้เองนะครับ ในรายการโทรทัศน์นั้นตอนท้าย ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้รับปาก ตอนท้าย ๆ คุณชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอยู่ข้างนอกนะครับ ก็เลยหลุดคําพูดว่า จะนําบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาเข้าสู่รัฐสภา ทางภาคประชาชน เขาก็ตกใจ เพราะเขาคัดค้านเขาไม่เห็นด้วยอย่างเหตุผลที่กระผมไล่เลียงมาโดยไม่มีแผนที่ ประกอบเพราะท่านประธานไม่อนุญาต โดยลําดับนี่นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่าน ก็หลุดออกมา ท่านก็ดีมากครับ ท่านรับปากเลยบอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกันเพื่อความสบายใจ จะเป่ดเวทีให้ ท่านประธานครับ จะเป่ดเวทีให้ ผมไม่ทราบว่าท่านเข้าใจอย่างไร สุดท้ายสําคัญมากนะครับ ตัวเลข ๘ สิงหาคม ๒๕๕๓ ท่านบอกจะเป่ดเวทีให้ก่อนที่จะเข้าสภา หรืออย่างไรนี่นะครับ เอกสารมันเยอะจะไปหาคําพูดคําต่อคําไม่รู้อยู่ตรงไหน กราบขออภัยด้วย ถัดมาจากนั้นอีก ๒ วันครับ วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ คณะรัฐมนตรีมีมติให้นําบันทึก การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาเข้าสู่รัฐสภา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ลงนามในหนังสือส่งท่านประธานชัย ชิดชอบ ในวันนั้น ๑๐ สิงหาคม ห่างจากวันที่รับปากว่า จะเป่ดเวทีให้ ๒ วัน เอาละไม่เปึนอะไรเราเข้าใจได้ว่ากระบวนการของสภานั้นกว่าจะเข้าสู่ ระเบียบวาระใช้เวลายาวนาน ระหว่างนี้ก็เป่ดเวทีไปก่อนก็ได้ แต่จากนั้นมาตลอดระยะเวลา เกือบ ๆ ๓ เดือนที่ผ่านมา ท่านประธานครับ มีสิ่งที่เรียกว่าเวทีเกิดขึ้นไหมสิ่งที่เรียกว่า เวทีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทําประชาพิจารณ์ตามแบบของกระทรวงการต่างประเทศ ที่เคยทํามา ซึ่งก็คงจะต้องวิพากษ์วิจารณ์กันอีกยาวว่าบางครั้งก็เหมือนเปึนการให้ข้อมูลฝ์ายเดียว เอาคนของกระทรวงการต่างประเทศไปนั่งบนเวที มีประชาชน กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปเชิญชวนมา ๑๐๐-๒๐๐ คน พูดจากันครึ่งวัน แล้วก็สรุปว่าเห็นดีเห็นงามตามท้องเรื่องกันไปทั้งหมด แต่การเป่ดเวทีนั้นน่าจะหมายความถึงว่าเป่ดโอกาสให้ภาครัฐและภาคประชาชนที่มีความคิดเห็น คัดค้านได้นําเสนอข้อมูลอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ด้วยเวลาที่เท่าเทียมกัน ด้วยเอกสาร ที่เตรียมการมา และประชาชนที่เข้ารับฟังนั้นไม่จําเปึนต้องถ่ายทอดทุกครั้งครับ แต่ให้เขา ได้มีเวลาพิจารณาเอกสารเหล่านั้น แล้วก็ใช้ระยะเวลาให้เต็มที่ ปรากฏว่าจากวันที่ ๑๐ สิงหาคมนั้น ไม่ปรากฏว่ามีเวทีอย่างนี้เกิดขึ้น ผมได้ใช้สิทธิหารือในที่ประชุมวุฒิสภา ๒ นาที เสนอไปหลายประการ ก็มีเวทีประชาพิจารณ์ตามแบบของกระทรวงการต่างประเทศ เกิดขึ้นครั้งหนึ่งที่จังหวัดศรีสะเกษ แล้วก็ปรากฏว่ามีประชาชนเขาไปคัดค้านขอถอนชื่อออก เวทีครั้งนั้นจะล่มหรือไม่ล่มไม่ทราบ แต่ผมพยายามที่จะเป่ดดูในเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ จนถึงวันนี้ยังไม่ได้รายงานไว้ส่วนการทําประชาพิจารณ์ที่กระทรวงการต่างประเทศบอกเสมอว่า ทําแล้ว ๘ ครั้ง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงว่ารัฐบาลไม่ได้เพิกเฉย ทําแล้ว ๘ ครั้ง ด้วยความเคารพผมก็รักท่านนะครับ แต่มันคนละเรื่องกัน เพราะว่าการทํา เวทีประชาพิจารณ์ของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปทําจังหวัดต่าง ๆ นั้น ผมเป่ดดูในเว็บไซต์ ของกระทรวงการต่างประเทศ ครั้งที่ ๑ ผมหาไม่พบ แต่พบในครั้งที่ ๒ ถึงครั้งที่ ๘ ซึ่งล้วนเปึน ช่วงเวลาระหว่างวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึง วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เกือบ ๑ ป้มาแล้ว ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะไปรับปากภาคประชาชนผ่านทางทีวีเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๖-๗ เดือน การทําประชาพิจารณ์นั้นเกิดขึ้นในต่างจังหวัดครับ ครั้งที่ ๒ ที่จังหวัดศรีสะเกษ ครั้งที่ ๓ ที่จังหวัดจันทบุรี ครั้งที่ ๔ ที่จังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ ๕ ที่จังหวัดสุรินทร์ ครั้งที่ ๖ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครั้งที่ ๗ ที่จังหวัดเชียงใหม่ และครั้งที่ ๘ ที่จังหวัดตราด ท่านประธานครับ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเขามีเอกสารที่วิพากษ์วิจารณ์การทํางานของ กระทรวงการต่างประเทศในเรื่องการทําประชาพิจารณ์ไว้อย่างเจ็บปวด เสียดายที่กระผม ไม่ได้นําติดตัวมาด้วย แต่กระผมยินดีจะส่งมอบให้ และกระผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีน่ามีอยู่ แล้ว เพราะฉะนั้นท่านจะเอาการทําประชาพิจารณ์ ๘ ครั้ง ในอดีตระหว่างป้ ๒๕๕๑ จนถึงพฤศจิกายน ๒๕๕๒ นั้น มาตีขลุมหมายรวมว่ารัฐบาลรับปากกับภาคประชาชนแล้วว่า จะเป่ดเวที ก็ทําให้แล้วอย่างไร ๘ ครั้งมันคนละเรื่องกันครับท่านประธาน ในมุมมองของ ภาคประชาชน แต่จะเปึนเรื่องเดียวกันในมุมมองของรัฐบาลหรือเปล่าผมไม่ทราบ กระผม ทําหน้าที่ตรงนี้ก็เพื่อจะชี้แจงว่าที่ภาคประชาชนเขาออกมาคัดค้านนั้น ไม่ว่าจะในนามพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือในนามกลุ่มอื่นใดนั้นเขามีเหตุผลของเขาที่รับฟังได้ เขามีความชอบธรรมของเขา การกระทําของรัฐบาลเองหลายอย่างมันก็มีปัญหา การอธิบาย ของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศในหลายครั้งไม่ตรงกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีอธิบายได้ดีครับ แต่ผมแย้งท่านอยู่เสมอว่าท่านมั่นใจได้อย่างไรว่า ประเทศกัมพูชาเขาเชื่ออย่างนี้ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่ากระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะ คนที่ไปเจรจานี่เขาเชื่ออย่างท่าน ล่าสุดเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ การกิจการวิสามัญวุฒิสภาหรือวิปวุฒินี่นะครับ ท่านอดีตประธานเจบีซีฝ์ายประเทศไทย ท่านวศิน ธีรเวชญาณ ท่านไปชี้แจง ก็ปรากฏว่าท่านก็เปึนคนดีนะครับ ท่านเจตนาดี แต่คําพูดของท่านทําให้กรรมาธิการหลายท่านที่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลือดขึ้นหน้าขึ้นมาทันที เพราะผมถามท่านว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านมีมุมมองต่อข้อ ๑ (ค) อย่างนี้ ผมถามตรง ๆ เถอะว่ากระทรวงการต่างประเทศมองอย่างไร ข้อ ๑ (ค) เปึนแผนที่ระวางดงรักใช่หรือเปล่า ท่านก็ตอบว่าต้องแยกระหว่างท่าทีกับข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ผมยึดข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง และผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็รู้ดีว่า อะไรเปึนอะไร แต่นั่นเปึนท่าที ผมบอกว่าท่านพูดแบบนี้แล้วท่านจะมาให้ผมยกมือรับรอง ได้อย่างไร รัฐเองมีความเปึนเอกภาพแค่ไหน กระผมขอบคุณครับที่มีการเปลี่ยนตัว ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาฝ์ายไทย ที่พูดนี่ก็พูดด้วยความเจ็บปวด คนในกรมสนธิสัญญาคนแล้วคนเล่านั้นก็เปึนเพื่อนรุ่นเดียวหรือรุ่นน้องของกระผม เคยเผชิญหน้ากันในศาลปกครองก็มี แต่กระผมไม่ได้ยึดเอาความสัมพันธ์ส่วนตัวมาเปึนเกณฑ์ กระผมยึดหลักเอาแนวคิด วิธีการ แล้วก็ร่องรอยต่าง ๆ ท่านประธานครับ ก็ไล่เลียงมาใช้ ระยะเวลาตามสมควรจะถือว่าเปึนคําถามก็ได้ เปึนข้อสังเกตก็ได้ ท่านจะตอบก็ได้ ไม่ตอบก็ได้ ถ้าไม่ตอบ หรือตอบได้ไม่ละเอียดนั้นก็ขอให้นําประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เปึนประเด็นสําคัญ ที่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือคณะกรรมาธิการสามัญก็สุดแท้แต่ เข้าใจว่าตามข้อบังคับใหม่ จะต้องเปึนคณะกรรมาธิการสามัญเท่านั้น ได้ศึกษากันให้กระจ่าง กระผมยินดีครับ ยินดีที่จะรับฟังข้อโต้แย้ง และยินดีที่จะร่วมเปึนนักเรียนน้อยร่วมเรียนรู้กับท่านว่าประเด็น สําคัญที่สุดก็คือว่าทําไม ๑๐๐ กว่าป้มาแล้ว ๑๙๕ กิโลเมตรจากช่องสะงําไปจรดช่องบก เขาไม่คิดจัดทําหลักเขตแดนเพราะอะไร เพราะกระทรวงการต่างประเทศ เพราะมุมมอง ของกระทรวงการต่างประเทศที่อธิบายว่ายังไม่ได้จัดทําหลักเขตแดน หรือเพราะความเชื่อ ของภาคประชาชนรวมทั้งผมที่ว่าเพราะตรงนั้นตกลงกันได้แล้วว่าไม่ต้องจัดทําหลักเขต แดนเพราะสันปันน้ํามันมีความชัดเจนดีอยู่แล้ว หลักเขตที่ ๑ ถึงหลักเขตที่ ๗๓ จึงเปึน จากช่องสะงําลงมาจนจรดจังหวัดตราด อันนี้เปึนประการสําคัญที่สุด

สุดท้ายก็ภาษาไทย ๆ นะครับ หากมีคําอภิปรายใดที่ไปล่วงล้ําก้ําเกิน ความรู้สึกของท่านใดกระผมก็กราบขออภัยในที่นี้ แต่เห็นว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นไม่พูดไม่ได้ ก็จําเปึนที่จะต้องชี้แจงให้เห็นว่าที่มาคัดค้านอยู่ทุกวันนี้ ๒ ป้มานี้อ่านเอกสารที่ไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยรู้เลย พูดคุยกับผู้คนหลากหลายก็เพราะสนใจ แล้วก็ไม่อยากให้ตีค่าหรือตีราคา คนที่เขาคัดค้านว่าเขาไม่หวังดี เขากล่าวหาเรา จริงอยู่ครับ รุนแรงกันไปบ้าง แต่ก็อย่างที่ว่า นั่นแหละครับ ท่านเปึนผู้ปกครองท่านต้องหนักแน่นครับ แต่ถึงที่สุดแล้วบางครั้งการอาศัย ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้นก็อาจจะเปึนทางออกให้กับรัฐบาลได้ อย่าคิดว่าเรา เปึนรัฐบาล เราเปึนรัฐมนตรี ผมเปึน ส.ว. ท่านเปึน ส.ส. นั่นเปึนภาคประชาชน แต่ว่าทุกฝ์าย ต่างทําหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด หนักนิดเบาหน่อย แรงไปบ้างผมถือว่าเราโดนมาด้วยกัน หนักกว่านี้ยังรับกันได้ เรื่องแค่นี้ผมหวังว่าในชั้นคณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา ที่จะตั้งขึ้นนั้นจะได้นําไปศึกษาประเด็นต่อไป กราบขอบคุณท่านประธานครับ