จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและดำเนินการตามบันทึกการประชุมที่มีอยู่ และเรียกร้องให้รัฐบาลเสนอบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจความรู้สึกนึกคิด ของพี่น้องประชาชน ผมเข้าใจแนวความคิดหรือว่านโยบายรัฐบาลที่จะทําให้ประเทศไทย เข้าสู่ภาวะปกติทางด้านชายแดน เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งบัญญัติว่า การกระทําใด ๆ ของรัฐบาลที่จะกระทํากับนานาประเทศจะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน เพราะฉะนั้นในเรื่องดังกล่าวนี้ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ก็ได้เคยวินิจฉัยว่า พึงเล็งเห็นได้ว่าหากการลงนามคําแถลงการณ์ร่วมไปก็อาจก่อให้เกิด การแตกแยกกันทางด้านความคิดเห็นของคนในสังคมของทั้ง ๒ ประเทศ อีกทั้งอาจก่อให้เกิด วิกฤติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาอันมีผลกระทบต่อสังคม อย่างกว้างขวาง อันนี้ก็คือคําแถลงการณ์ร่วมของรัฐบาลชุดก่อนนะครับ เปึนเหตุให้จะต้อง ปฏิบัติตามนี้ เพราะฉะนั้นในวันนี้การที่รัฐบาลได้เสนอกรอบบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ก็คือ ฉบับที่ ๑ บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ เมืองเสียมราฐ วันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ จากการที่ผมได้ศึกษาบันทึกการประชุมดังกล่าวมีข้อความปรากฏว่า ข้อ ๑ เปึนการค้นหาความถูกต้องของหลักเขตแดน ๗๓ หลัก ข้อ ๒ ก็คือระบุหลักเขตแดน ที่คงค้างจากการสํารวจ ข้อ ๓ กําหนดวันในการออกสํารวจร่วมกัน ก็มีเท่านี้ครับ การประชุมครั้งแรก การประชุมครั้งที่ ๒ เปึนการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๔ ณ กรุงเทพมหานคร วันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ จากการประชุม ดังกล่าวก็มี ๑. การรับรองรายงานการประชุมครั้งที่แล้ว ๒. การจัดตั้งชุดสํารวจร่วมเพิ่มเติม ๓. การเดินสํารวจจากหลักเขตที่ ๑ ไปถึงหลักเขตที่ ๒๓ ๔. การหารือเกี่ยวกับการจัดทํา แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศร่วมกัน อันนี้คือการประชุมครั้งที่ ๔ นะครับ บันทึกการประชุม ครั้งที่ ๒ บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงพนมเปญ วันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒ อันนี้ก็เปึนการหารือเรื่องราวเกี่ยวกับร่าง ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ๒. การหารือเรื่องการผลิต แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของเขตแดนระหว่าง ๒ ประเทศ ๓. หารือเกี่ยวกับคําแนะนํา สําหรับการสํารวจร่วมในพื้นที่ตอนที่ ๖ ก็คือเริ่มจากหลักเขตที่ ๑ ทางด้านทิศตะวันออก ไปหลักเขตที่ ๒๓ ทางด้านทิศตะวันตก ก็มีแค่นี้ละครับที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา ไปประชุมมา ๓ ครั้ง ประชุมเสร็จก็บันทึกมารายงานให้รัฐสภาทราบเพื่อให้ ความเห็นชอบ ส่วนเรื่องที่ ๒ รายงานผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๘-๒๙ เมษายน ๒๕๕๒ ที่ประเทศกัมพูชา สรุปผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปจีบีซีไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๖ ก็มีอยู่ ๓ ด้าน ก็คือ ๑. ด้านเขตแดน สํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบก ๒. การอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อน ทางทะเล ๓. จุดผ่านแดนและการสัญจรข้ามแดนระหว่างประชาชน ๒ ประเทศ
ด้านที่ ๒ ก็คือด้านความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ชายแดน ก็เกี่ยวกับความร่วมมือทางด้านแรงงาน การปัองกันและปราบปรามการค้า ยาเสพติด การปัองกันและปราบปรามการก่ออาชญากรรมอื่น ๆ ในพื้นที่ชายแดน ความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การส่งเสริมความปลอดภัยทางทะเล การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ด้านความมั่นคงของประเทศไทยกับหน่วยทหารและตํารวจของประเทศกัมพูชาในพื้นที่ ชายแดน
ด้านที่ ๓ ก็คือความร่วมมือด้านอื่น ๆ ก็ประกอบด้วยความร่วมมือด้านการค้า บริเวณชายแดน ความร่วมมือด้านการเกษตร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข ความร่วมมือ ด้านการท่องเที่ยว ความร่วมมือด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือด้านการพัฒนา คุณภาพชีวิต การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ความร่วมมือด้านการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งจะเห็นได้ว่าในกรอบที่ ๒ เปึนรายงานผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๖ เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลได้เสนอเข้ามาก็ถือว่าเปึนเรื่องที่รัฐสภา แห่งนี้เคยอนุมัติเห็นชอบในกรอบการเดินทางไปเจรจาครั้งที่ผ่านมานะครับ
ส่วนเรื่องที่ ๓ ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา สําหรับการอนุวัติการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี เจ้าพระยา และแม่โขง ซึ่งเรียกว่าแอคเมคส์ ซิงเกิล วีซ่า (ACMECS Single Visa) จากการที่ผมได้ศึกษาดูในเอกสารที่ทางรัฐบาลได้เสนอมา ก็ปรากฏว่าเปึนความร่วมมือในหลาย ๆ ด้านนะครับ เกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยวด้วย โดยเฉพาะในระหว่างคนไทยและคนกัมพูชาที่จะต้องข้ามไปมาหาสู่ทําธุรกิจซึ่งกันและกัน ทางด้านการค้านั้น ก็ปรากฏว่าในปัจจุบันนี้มีการทําได้อยู่ ๒ ทาง ก็คือทางที่ ๑ การจัดทํา บัตรผ่านแดน ช่องทางที่ ๒ คือการเดินทางเข้าประเทศโดยใช้พาสปอร์ต (Passport) แล้วก็ใช้วีซ่าซึ่งก็ทราบจากทางประเทศกัมพูชาว่าทางประเทศกัมพูชาไม่อยากให้คนไทย ทําวีซ่าเข้าประเทศกัมพูชา แต่ปรากฏว่าทางประเทศไทยของเรายังไม่ยอมเขาว่าอย่างนั้น สาเหตุที่ผมทราบอย่างนี้ก็เนื่องจากว่าผมนี่ในปัจจุบันได้เปึนกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภา ไทย-กัมพูชาอยู่ เพราะฉะนั้นก็เปึนเรื่องดีที่รัฐบาลได้เล็งเห็นความสําคัญของความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย ก็มีการเป่ดสัมพันธ์ทางการทูต และสิ่งที่สําคัญ ยิ่งกว่านั้นนะครับ ประเทศไทยไม่สามารถที่จะย้ายออกจากชายแดนประเทศกัมพูชาไปได้ อย่างไร ๆ ตลอดชีวิตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเลยไปถึงอนาคตก็จะต้องอยู่กันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลได้เสนอกรอบบันทึกความเห็นชอบการประชุมต่าง ๆ เข้ามา เพื่อให้ทางรัฐสภาทราบและให้ความเห็นชอบในกรอบต่าง ๆ นั้นเปึนการสมควรอย่างยิ่ง และเปึนการถูกต้องแล้ว แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องความเข้าใจผิดหรือว่าเข้าใจถูกต้องในเรื่อง ปราสาทพระวิหารก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องมีการตกลงกันโดยสันติวิธี ตกลงโดยการเจรจา ไม่ใช่ตกลงกันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะฉะนั้นผมก็เคยเปึนตํารวจตระเวนชายแดน เคยไปอยู่ชายแดนประเทศกัมพูชา ที่อําเภอบ้านกรวด อําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์นะครับ ผมรู้ดีว่าทางพี่น้องประชาชน ๒ ประเทศก็ไปมาหาสู่กันตามปกติ ทางด้านทหาร ทางด้านตํารวจ เขาก็ไม่อยากยิงกันหรอกครับ เพราะฉะนั้นการเจรจาดีที่สุด และการที่รัฐบาลได้เสนอ เรื่องทั้ง ๓ เรื่องเข้ามา ก็คือ ๑. บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ๓ ฉบับ เข้ามาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ๒. รายงานผลการประชุมคณะกรรมการ ชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๖ ๓. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา สําหรับการอนุมัติการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี เจ้าพระยา แม่โขงนี้