อนันต์ วรธิติพงศ์ หารือเรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยที่ลดลง โดยเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ และเร่งตั้งสํานักงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับงานธุรกรรมในอนาคต
ขอบคุณท่านประธาน ครับ ผม อนันต์ วรธิติพงศ์ นะครับ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ครับ ปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ ตามที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าวไปแล้ว ได้ฉุดรั้ง เศรษฐกิจของประเทศให้ตกต่ําลงแล้วก็ติดลบได้ ซึ่งทุกคนก็ทราบกันดีอยู่นะครับ แล้วก็ สมาชิกหลายท่านก็ได้ทําการเสนอแนะให้กับทางรัฐบาล เพื่อไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งผมก็หวังว่าคําเสนอแนะเหล่านั้นรัฐบาลจะรับไปพิจารณาแล้วก็ปรับปรุงแก้ไข แต่ท่านประธานครับ การปรับปรุงแก้ไขก็ต้องให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด ซึ่งผมก็คิดว่าน่าจะเปึนในรูปแบบนั้นได้ แต่ว่ามีวิธีการอีกด้านหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้พูดถึง และผมก็คิดว่าน่าจะนํามาเสนอในที่นี้ก็คือว่า ความสามารถในการเข้มแข็ง ความสามารถและความเข้มแข็งของประเทศในการแข่งขันกับต่างประเทศลดลงและ ต่ําลงทุกป้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถและการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ ท่านประธานครับ จากผลการวิจัยของ ไอดีเอ (IDA) เมื่อป้ ๒๕๕๐ ออกมาว่า ความสามารถในการเข้มแข็งของเราอยู่ในลําดับที่ ๓๓ ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ลําดับที่ ๒ ไต้หวัน ลําดับที่ ๑๘ มาเลเซียลําดับที่ ๒๓ ญี่ปุ์นลําดับที่ ๒๔ อินเดีย ๒๗ เกาหลีใต้ ๒๙ ไทย ๓๓ เวียดนาม ๔๗ ผมไม่อยากเห็นเวียดนามอีก ๓ ป้จะแซงเรา และผมมีความเชื่อว่า ถ้าเปึนอย่างนี้ต่อไปเวียดนามจะแซงเราแน่นอน เพราะขณะนี้ในระบบเทคโนโลยี สารสนเทศ เวียดนามวางระบบใหม่ทั้งหมด ได้อนุมัติให้มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ ๓ จี ไปแล้ว ๓ ระบบ ได้อนุมัติให้มีการสื่อสารบรอดแบนด์ (Broadband) ด้วยระบบไร้สายไปแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการอนุมัติใบอนุญาตเหล่านี้ออกไปเลยครับ นอกจากนั้น ถ้าเทียบดูในประเทศในโลกแล้ว แล้วในเอเชียอาคเนย์นี่นะครับ ปรากฏว่าเหลือไทยกับ พม่าเท่านั้นเองที่ยังไม่มีใบอนุญาต ๓ จี กับ ไวแมกซ์ (WiMAX) เราก็ทราบกันดีอยู่ นะครับว่าเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๕ ประเทศไทยเทียบเท่ากับประเทศญี่ปุ์นนะครับ ญี่ปุ์นมีอะไร ไทยมีอย่างนั้นเหมือนกัน แต่มาถึงวันนี้เราไล่ญี่ปุ์นไม่ทันแล้ว และเมื่อ ๒๐ กว่าป้ที่ผ่านมา เราเทียบเท่ากับเกาหลี กับไต้หวัน เพื่อจะแข่งขันกัน แต่ทุกวันนี้เกาหลีและไต้หวันแซงหน้า เราไปไกลแล้ว เราไม่เคยมองเวียดนาม ขณะนี้หลายคนก็พูดว่าเวียดนามกําลังไล่ตามเรา ขึ้นมา และผมเชื่อว่า ๓ ป้ เวียดนามจะแซงเราไปแน่นอน ถ้าเราไม่มีการปรับปรุง สิ่งเหล่านี้ ท่านประธานครับ ผมอยากให้รัฐบาลเข้าใจว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเปึน เครื่องมือในการพัฒนาประเทศ เปึนเครื่องมือในการบริหารจัดการ เปึนเครื่องมือในการ บริการประชาชน และเปึนเครื่องมือที่จะหาข้อมูลและข่าวสารมาเพื่อการแข่งขันกับนานา ประเทศได้ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการ เทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ หรือเรียกชื่อย่อว่า กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจาย เสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ท่านมีอํานาจในฐานะประธาน อันนี้ เพื่อที่จะเตรียมการและพัฒนาด้าน ไอซีที (ICT : Information Communications Technology) ของประเทศให้เข้มแข็ง และดําเนินการเพื่อต่อสู้กับต่างประเทศ เพื่อดึง การลงทุนเข้ามา เพื่อมีข้อมูลข่าวสารเพียงพอที่จะรวบรวมและแข่งขันกับต่างประเทศ เพื่อประมวลในการดําเนินการวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ แต่ท่านประธานครับ ทราบไหมครับ ว่าในขณะนี้แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉบับที่ ๒ ซึ่งระบุไว้ว่าเปึนป้ ๒๕๕๒ ถึงป้ ๒๕๕๔ ตอนนี้เดือนเมษายนแล้วนะครับ แผนแม่บทฉบับนี้ยังไม่ได้ถูกคลอดออกมาใช้เลย แผนฉบับนี้สําคัญอย่างไรครับ แผนฉบับนี้เปึนแผนที่ออกมาเปึนแผนของชาติ เปึนแผน เทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ เพื่อที่จะได้ให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เอาแผนนี้ไปวางแผนของกระทรวง ของทบวง กรม ในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศให้สอดคล้องกัน ให้ไปด้วยกัน ให้เปึนระบบเดียวกัน ถ้าไม่มีแผนอันนี้ออกมา กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็จะต่างคนต่างทําระบบเทคโนโลยี สารสนเทศของตนเองไป และเมื่อต่างคนต่างทําไปแล้วนี่นะครับ เกิดอะไรขึ้น เมื่อเราจะมี การประมวลข้อมูลเข้ามาหากันระหว่างกระทรวง จะมีการทําบริการออนไลน์ (Online) ให้กับประชาชนที่เรียกว่า อี เซอร์วิส (e-Service) ต่าง ๆ ข้ามกระทรวงแรงงานมา กระทรวงปกครอง ข้ามกระทรวงปกครองไปกระทรวงสาธารณสุข ข้ามกระทรวง สาธารณสุขไปกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะทําไม่ได้หรือทําได้ก็จะติดขัด เพราะต้องมา ปรับปรุงระบบใหม่ เพราะไม่มีการวางแผนไว้ก่อน เพราะฉะนั้นแผนเทคโนโลยีสารสนเทศ เปึนเรื่องสําคัญมาก และผมก็หวังว่าอยากจะให้ถือโอกาสนี้นะครับว่า รัฐบาล นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจที่ต่ําลง เนื่องจากปัญหาทางด้านการเมืองแล้วนี่ น่าจะ มองถึงเรื่องที่จะต้องรีบทําเร่งด่วนเพื่อพัฒนาประเทศ ให้ประเทศมีความสามารถในการ แข่งขันกับต่างประเทศได้ อย่ามัวแต่แก้ปัญหาอยู่อย่างนี้แล้วไม่ได้วางแผนในอนาคต ข้างหน้า เราก็จะแข่งขันไม่ได้ ฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศเรื่องที่ ๑ ก็คือ แผนต้อง ออกมานะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือ เร่งรัดการตั้งสํานักงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้อีก เช่นกันครับ ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทุกคนก็ยอมรับว่ามันเปึนทิศทางใหม่ เปึนทิศทางที่ จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต แต่ขณะนี้ท่านประธานทราบไหมครับ เรายังไม่มีสํานักงานที่เปึน ตัวตน ที่มีความสามารถ มีความเข้มแข็ง ที่จะมารองรับงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เลย