รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ชี้แจงแนวทางของรัฐบาลเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน โดยเน้นย้ำบทบาทสื่อในการสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างสมดุลและเป็นธรรม และเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าในแนวทางนโยบายดังกล่าว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาของที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึง กราบเรียนแนวทางของรัฐบาลในการดําเนินการในเรื่องในส่วนที่ผมรับผิดชอบ ก็คือเรื่อง ของสื่อสารมวลชนของรัฐ และบทบาทของสื่อสารมวลชนในช่วงสภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ ของบ้านเมืองในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ต้องถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกว่า ความจริงเมื่อวานนี้ก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้มีการอภิปรายถึง สื่อสารมวลชนในหลากหลายประเด็นด้วยกัน ไม่ว่าจะเปึนทางฝ์ายสมาชิกวุฒิสภา ประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่าน ส.ว. สุมล ซึ่งได้พูดถึงเรื่องสื่อของรัฐว่าควรจะเสนอข่าวสาร ข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วให้ประชาชนตัดสินใจ ซึ่งท่านมองว่าที่ผ่านมานั้นรัฐบาลไม่ได้ทํา หรือทําช้าเกินไปจนทําให้ประชาชนไม่ได้รับข่าวสารมาตัดสินใจ ท่านยังได้เสนอแนะอีกว่า ในช่วงสถานการณ์ที่วิกฤตินั้นต้องเพิ่มพื้นที่ข่าวให้มากขึ้น ให้รวดเร็ว แต่ที่ผ่านมายังมี รายการบันเทิงสนุกสนานอยู่ในขณะที่สถานการณ์เปึนเช่นนี้ ท่านสมาชิกจากฝ์ายค้าน ประทานโทษเอ่ยนาม ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิม ก็มีการพูดถึงว่า รัฐออกข่าวด้านเดียวบ้าง รัฐบาลไม่เปึนกลางบ้าง แล้วก็มีการทวงถึงรายการของฝ์ายค้าน บ้าง รวมทั้งเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน และเมื่อสักครู่นี้ที่นั่งลงไปซึ่งได้อภิปรายในทํานอง ว่ามีการควบคุมสื่อสารมวลชน มีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องด้านข่าวสารมามีการควบคุม สั่งการ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า บทบาทของสื่อสารมวลชนนั้นเปึน บทบาทที่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรองรับเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เรื่องสิทธิเสรีภาพใน การเสนอข่าวสารโดยปราศจากการแทรกแซง ไม่ว่าจากฝ์ายเอกชนหรือฝ์ายรัฐก็ตาม ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญนั้นก็มีเจตนารมณ์ชัดเจนที่ประสงค์จะให้สื่อสารมวลชนได้ทําหน้าที่ใน การสะท้อนสาระหรือข้อเท็จจริงทั้งหลายสู่สังคมอย่างสมดุล รอบด้าน และเปึนธรรม รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ได้มีนโยบายชัดเจนว่า เราต้องการให้สื่อโปร่งใส สมดุล และมีความ รับผิดชอบในขณะเดียวกัน เราทราบดีว่าปัญหาเรื่องสื่อตลอดระยะเวลาหลายป้ที่ผ่านมา อาจจะร่วมเกือบ ๆ สิบป้นั้น สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยและพวกเราในสภาพูดถึงกันอยู่ตลอดคือ การแทรกแซง แทรกซึม และแทรกซื้อสื่อสารมวลชน จนทําให้บทบาทของสื่อสารมวลชน นั้นหลายคนก็อึดอัด และมีการให้ข้อมูลข่าวสารที่เปึนไปในลักษณะที่ไม่สมดุล ไม่รอบ ด้าน ก็เลยทําให้เกิดความเข้าใจในทางเดียว ต้องยอมรับเช่นเดียวกันครับว่าในช่วง สถานการณ์การต่อสู้การเมืองที่เข้มข้น ๗-๘ ป้ที่ผ่านมา เกิดสื่อสารมวลชนอย่างใหม่ที่ ขึ้นมารับใช้แนวคิดในทางการเมือง แนวทางใดแนวทางหนึ่ง โดยอาศัยช่องว่างของ กฎหมาย ไม่ว่าจะเปึนสถานีโทรทัศน์ที่เปึนโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม หรือไม่ว่าจะเปึนสถานี วิทยุที่เรียกว่า วิทยุชุมชน ซึ่งต่อมาก็มีการบิดเบือนบทบาทหน้าที่ของสถานีชุมชนจาก คอมมูนิตี้ เรดิโอ (Community radio) ไปสู่วิทยุชุมชนที่รับใช้การเมืองอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลชุดนี้เข้ามาในรอบระยะเวลา ๓ เดือนแรกก่อนเกิดเหตุการณ์นั้น เราได้ตระหนัก ครับว่าบทบาทสื่อสารมวลชนนั้นจําเปึนอย่างยิ่งครับ ที่จะต้องให้ความเปึนกลาง สมดุล รอบด้าน และมีเสรีภาพในการนําเสนอ แต่ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องส่งเสริมให้มีการสร้าง พื้นที่สื่อที่ดีครับ ก็คือเปึนพื้นที่สื่อซึ่งสามารถนําเสนอสิ่งที่เปึนสารประโยชน์ในการ สร้างสรรค์สังคมได้ ยอมรับครับว่าบทบาทของสื่อสารมวลชนที่มีบทบาทมากในประเทศ คือโทรทัศน์นั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เปึนพื้นที่ในช่วงเวลาสําคัญที่คนดูมากยังเปึนพื้นที่ที่มี เรื่องบันเทิงมากอยู่ แต่จะเห็นว่าฝ์ายของรัฐเองก็พยายามผลักดันให้มีพื้นที่ที่เปึนสื่อเพื่อ สาระมากขึ้น มีการปรับผังรายการต่าง ๆ เกิดขึ้น แต่ไม่ง่ายครับ ผลตกค้างจากการ แทรกแซงสื่อ ๗-๘ ป้ที่ผ่านมาก็ส่งผลให้มีสื่อ ซึ่งคนในวงการสื่อก็กังวลที่เรียกว่า สื่อเทียม อันนี้เปึนข้อกังวลที่พวกเราเองในฝ์ายรัฐบาลก็ต้องดําเนินการด้วยความระมัดระวัง อย่างยิ่ง แต่เหตุการณ์มันมาถึงเร็วกว่าที่คิดครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าในช่วง ก่อนวันสงกรานต์ประมาณ ๑๐ วัน คือช่วงวันที่ ๓ เมษายน ฝ์ายรัฐบาลก็มีการประเมิน แล้วว่าสถานการณ์การชุมนุมมีแนวโน้มที่มีการชักนําให้นําไปสู่ความรุนแรง ปัญหาที่เรา กังวลก็คือว่าพี่น้องประชาชนซึ่งไม่ได้อยู่สังกัดฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งซึ่งอยู่ตรงกลาง แล้วเชื่อว่า เปึนคนส่วนใหญ่ของประเทศเขาต้องการความสงบ ความเรียบร้อย เขาไม่อยากให้มีการ ชุมนุมหรือเกิดความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นในประเทศ เขาต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาวิกฤติ เศรษฐกิจของประเทศ แต่แน่นอนถ้าการชุมนุมถูกปลุกปัืนยุยงนําไปสู่ความรุนแรงนั้น ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน แนวทางของรัฐบาลในขณะนั้นจึง มีการประชุมกันและตกลงให้ฝ์ายสื่อสารมวลชนต้องไปดูว่าจะมีสถานีวิทยุโทรทัศน์หรือ พื้นที่สื่อใดที่ถ้าหากเกิดวิกฤติขึ้นในบ้านเมืองแล้ว ต้องเปึนพื้นที่บริการข้อมูลข่าวสาร ให้กับประชาชน ช่วงวันที่ ๖ วันที่ ๗ เมษายนก็มีการประชุม ผมเองก็มีการเรียกประชุมทางฝ์ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเปึนทางกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีทั้ง วิทยุ มีทั้งโทรทัศน์ เชิญทางฝ์ายของช่อง ๕ ซึ่งมีวิทยุโทรทัศน์ของทหารเข้ามา ฝ์ายตํารวจ เข้ามา และฝ์ายองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย มีการประสานไปยังหน่วยงานอื่น ซึ่งเปึนสื่อสารมวลชนอื่นว่า ถ้ามีภาวะวิกฤติใด ๆ ขึ้นมาในบ้านเมือง แล้วก็คาดการณ์ว่า จะรุนแรงนั้น จะมีพื้นที่ใดที่บริการข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน เพราะช่วงนั้นจะเปึนช่วง เทศกาล และที่สําคัญถ้าสถานการณ์ถูกยกระดับขึ้นเปึนการก่อการจลาจลแล้ว ผลเสีย จะเลวร้ายสุดคาดคิด เปึนเรื่องที่ดีครับ สื่อทุกสื่อให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง เขาเป่ดพื้นที่ให้ ในการที่เปึนสถานีบริการข่าวสารให้กับประชาชน ท่านจะเห็นว่าทันทีที่กลุ่มผู้ชุมนุม ยกระดับการชุมนุมขึ้นมา เปึนการออกไปป่ดถนนรอบกรุงเทพมหานคร ทุกช่องพร้อมใจ กันรายงานครับว่า ตรงไหนที่มีเหตุไม่สามารถทําให้การจราจรเดินอย่างคล่องตัวได้ กองการตํารวจจราจร หรือ บก. ๐๒ ทําหน้าที่เหล่านั้นอย่างเต็มที่ รถดาวเทียมของทุกช่อง อยู่ที่นั่นครับ มีการรายงานในลักษณะที่ให้คนได้รู้ตลอดเวลาว่า ขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมป่ด ถนนที่ไหน เกิดเหตุอะไร ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางใดบ้าง ผมถามว่านี่ควรจะเปึนบทบาทสื่อ ในภาวะวิกฤติหรือไม่ ในส่วนของรัฐเราคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องทําครับ เกิดเหตุที่พัทยา สื่อที่ติดตามมาเขาประสบพบเห็นด้วยตาตนเองเขาก็รายงานตามที่เขาเห็นครับ คนที่เขาดู อยู่เขาก็ประเมินและตัดสินใจได้ว่าสิ่งนั้นมันควรทําหรือไม่ควรทําอย่างไร เราไม่ต้องไป บังคับครับว่าท่านต้องเสนอข่าวที่พัทยา หรืออยากเสนอข่าวตรงนั้นตรงนี้ โดยรัฐธรรมนูญ มันทําไม่ได้ ผมตระหนักเรื่องนี้ดี และผมต้องเรียนท่านประธานครับว่า บทบาทของคน ที่มาทํางานด้านนี้มีแรงกดดันสูงมาก ผมก็ถูกแรงกดดันจากทุกทาง แต่จุดยืนที่ผมและ รัฐบาลต้องตัดสินใจคือต้องยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเปึนหลัก เราจะเอาความเห็นคนใดคนหนึ่ง ฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งทั้งหมดไม่ได้ครับ ประสบการณ์เรื่องสื่อ ข้างเดียวมันสอนว่ามันนําไปสู่ความเข้าใจผิด ทัศนคติ และความรุนแรงได้ ท่านจะเห็น ครับว่าพอเกิดเหตุรุนแรงขึ้น การล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา ไม่แค่สื่อไทยนะครับ สื่อทั่วโลกรายงานพร้อมกันครับ พวกเราที่เดินทางไปต่างประเทศในช่วงเวลานั้น หอบหนังสือพิมพ์กลับมาให้ผมดูหลายฉบับครับ ในทุกประเทศขึ้นหน้า ๑ ครับ เพราะการ ล้มการประชุมอาเซียนเปึนเรื่องใหญ่ ประเด็นก็คือสื่อของรัฐจะต้องทําหน้าที่ ๑. บอกเล่า คนไทยว่าข้อเท็จจริงมันคืออะไร เราก็บอกกับคนไทยตรงไปตรงมาครับ วันนั้นเราก็ทํา หน้าที่ขอความร่วมมือสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานอาเซียน ชี้แจงกับคนไทยและสื่อต่างชาติ ผ่านทางทีวีซึ่งเปึนเครือข่ายทุกช่อง รวมทั้งสถานีวิทยุให้ ความร่วมมือ รวมถึงวิทยุชุมชนอีก ๑,๐๐๐ กว่าคลื่น ทั้งในเครือข่ายความมั่นคงและของ กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเรามีการพูดคุยกับเขาก่อนแล้ว ว่าเชื่อมเข้ามาเปึนเครือข่ายการ สื่อสารในภาวะวิกฤติ คนไทยถึงได้รู้ว่าอาเซียนจะต้องล้มเลิกไป บัดนี้ผู้นําต่างประเทศ เดินทางกลับแล้ว มีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้าง เราไม่ได้ทําแค่นั้นท่านประธานครับ เราทํา ข่าวสารส่งถึงต่างประเทศในสถานีโทรทัศน์และสถานีเครือข่ายใหญ่ ๆ ทั่วทั้งประเทศว่า ข้อเท็จจริงของไทยนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และสื่อให้เขารู้ว่าผู้นําต่างชาติที่มาเข้าใจ สถานการณ์ในไทย และบัดนี้เราพยายามคลี่คลายสถานการณ์นั้นแล้ว ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานเรื่องนี้ เพราะว่าไม่อย่างนั้นก็จะมีข้อกล่าวหาว่า เราป่ดบังข้อมูลข่าวสารหรือ ให้ข้อมูลข่าวสารด้านเดียว แต่เราต้องสื่อกับคนทั้งโลก รุ่งขึ้นครับ หลังจากเหตุการณ์ถูก ยกระดับให้รุนแรงมากขึ้น มาสู่การจลาจลทั้งเมือง สถานีโทรทัศน์ วิทยุ และสื่ออื่น รวมถึง สื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ด้วย ก็รายงานข้อเท็จจริงตรงกันหมด ว่ามีการป่ดถนนกี่สาย มีความเดือดร้อนเกิดขึ้นอย่างไร รัฐไม่เคยต้องไปชี้นิ้วสั่งการใครทั้งสิ้น แต่ข้อเท็จจริง มันฟัองอยู่ เพราะสื่อสารมวลชนทํางานด้วยความโปร่งใสที่รัฐบาลเป่ดโอกาสให้เขาทํา ถ้าท่านจําได้ครับ เหตุการณ์จบลง มีเดีย มอนิเตอร์ (Media monitor) ของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยวิพากษ์วิจารณ์ว่าทุกช่องนั้นรายงานข่าวสารได้รวดเร็วตรงต่อเวลา ทันสถานการณ์ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือ การวิเคราะห์ที่ลุ่มลึก ต้องยอมรับว่าสิ่งนี้ ขาดหายไปจริงครับในสังคมไทย เราขาดผู้สื่อข่าวหรือคนทําหน้าที่ที่วิเคราะห์ทุกอย่าง อย่างลุ่มลึก เพราะความกดดันทางด้านการเมืองในหลายป้ที่ผ่านมาถูกบังคับ แม้กระทั่งสื่อว่าคุณก็ ต้องเลือกข้าง แต่ผมรู้ว่าสื่อเลือกข้างไม่ได้ สื่อก็ต้องเลือกข้างที่อยู่กับผลประโยชน์ของ ประชาชน แต่การวิเคราะห์ที่ลุ่มลึกเปึนการเรียกร้องของฝ์ายวิชาการ ซึ่งต่อไปสิ่งนี้ต้อง เกิดขึ้นและสื่อของรัฐต้องนําทางก่อน ผมยอมรับครับว่ามีการพูดคุยกับหลายฝ์ายจริง ในเรื่องของสื่อ และผมก็เรียกร้องให้เขาเพิ่มพื้นที่สาระให้มากขึ้น พื้นที่วิเคราะห์ที่ลุ่มลึก และให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เราต้องทําครับ ในขณะเดียวกันท่านก็ คงจะจําได้ท่านประธานครับว่า ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ก็มีข่าวสารจากต่างประเทศ อดีตผู้นําของประเทศไทย อดีตนายกรัฐมนตรีก็มีการสื่อสารผ่านเครือข่ายใหญ่ ๆ ของสื่อ ของโลก และมีการให้ข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในประเทศไทย ถามว่าใครเสียหาย ครับ ไม่ใช่รัฐบาลเสียหาย แต่ประเทศเสียหายครับ หน้าที่รัฐบาลคือการรักษาความ ถูกต้อง ภาพพจน์ที่ดีของประเทศไทย และข้อเท็จจริงให้ชาวโลกได้รับรู้ ท่านจะเห็นท่าน นายกรัฐมนตรีออกรายการ ซีเอ็นเอ็น หรือ บีบีซี โดยทันทีทันใด วันรุ่งขึ้นก็มีอัลจาซีรา จริง ๆ แล้วทุกหน่วยที่มาช่วยกัน แม้กระทั่งนักวิชาการก็ช่วยกัน ผลิตข่าวออกในหลาย ภาษาครับ ส่งไปยังต่างประเทศทั่วโลก เราทราบว่าจะมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่น ขยายข่าวว่ามีคนตาย ภาพนายไสว ทองอ้ม ที่มีการพูดถึงว่าถูกยิงที่ไหล่ซ้ายนั้น ถูกนําเสนอผ่าน ซีเอ็นเอ็น เราจึงต้องใช้ทีวีพูลหรือทีวีของรัฐออกชี้แจงโดยทันทีว่า ข้อเท็จจริงมันเปึนอย่างไร เราไม่มีเปัาหมายที่ต้องการไปทําลายใครหรอกครับ แต่สิ่งที่ ต้องเกิดขึ้นในโลกนี้คือสื่อต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในประเทศนี้ เพื่อให้เขารู้ว่า ภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นคนไทยรับรู้เท่ากันกับเขา นี่คือภาวะที่เราทําในภาวะ วิกฤติครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อความสบายใจของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และเพื่อนสมาชิกว่า รัฐบาลนี้ไม่มีการแทรกแซงสื่อสารมวลชน แต่เราจําเปึนต้องขอความ ร่วมมือจากเขาให้เพิ่มพื้นที่ที่เปึนสาระมากขึ้น ไม่ใช่แค่ช่วงวิกฤติเท่านั้นแต่หลังจากนี้ ต่อไปด้วยครับ จําเปึนต้องมีพื้นที่แลกเปลี่ยนเชิงปัญญาให้เกิดขึ้น เพราะต้องให้คนได้ ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน ที่รอบด้าน ผมเรียนท่านประธานสั้น ๆ อย่างนี้ครับว่า ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งวันนี้มีบทความที่พูดถึงช่วงสถานการณ์เกิดเหตุที่ กระทรวงมหาดไทย หลังจากรถท่านนายกรัฐมนตรีถูกทุบ รถท่านเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ผมไม่ต้องการฟุ๋นฝอยหาตะเข็บ แต่ผมจะพูดประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากสื่อ ว่ามันสําคัญเพียงใดครับว่า เขาบอกว่าเขาดูสถานีเคเบิลทีวีช่องหนึ่งซึ่งถ่ายทอดการ ชุมนุม มีภาพผู้ชุมนุมที่กลับจากกระทรวงมหาดไทยถือป๋นกระบอกหนึ่งขึ้นบนเวที แล้วบอกว่า มีการใช้ป๋นกระบอกนี้ยิงคนที่กระทรวงมหาดไทย คอลัมนิสต์ท่านนี้ดูอยู่แล้ว ตกใจเพราะดูอยู่ช่องเดียวคิดว่าจริงครับ หลังจากนั้นก็มาเป่ดทีวีช่องอื่นดู ปรากฏว่า เหตุการณ์ไม่ได้เปึนไปอย่างที่เคเบิลทีวีช่องนั้นพูดถึง ซึ่งถ้าพูดกันให้ตรงก็คือสถานี โทรทัศน์ ดีสเตชั่น ประสบการณ์นี้ผมก็ไม่อยากที่จะไปฟุ๋นฝอยหาตะเข็บ แต่จะชี้ให้เห็นว่า การนําเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่รอบด้าน คนได้รับด้านเดียวไม่รอบด้านปัญหาก็เกิดขึ้นได้ ผมถามว่าเปึนคนเดียวหรือเปล่าที่ทราบอย่างนั้น ไม่ใช่หรอกครับ มีอีกจํานวนมาก ที่บริโภคสื่อทางเดียวเหมือนกัน หน้าที่ของเราก็คือการสื่อในภาวะวิกฤติต้องสื่อข้อมูล ข่าวสารอย่างรอบด้าน ทันท่วงที และให้คนได้รับข้อมูลให้เขาตัดสินใจอย่างเพียงพอ

ผมเรียนท่านประธานเปึนประเด็นสุดท้ายครับว่า ประสบการณ์ของการ สื่อสารภาวะวิกฤติในครั้งนี้ก็ทําให้มองเห็นครับว่า บทบาทสื่อสารมวลชนนั้นสําคัญ อย่างยิ่งต่อทิศทางสถานการณ์หรือการตัดสินใจของคนภายในประเทศ ประสบการณ์ ครั้งนี้บอกเราว่าเราจําเปึนต้องมีสื่อที่สมดุล ที่รอบด้าน เราจําเปึนจะต้องดูแลเรื่องสื่อทาง เดียวที่ปล่อยให้มีความคิดเห็นในทางเดียว แต่จะมีกติกาอย่างไรที่ทําให้เกิดการกํากับ ดูแลที่เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ และเอื้ออํานวยให้สื่อเหล่านั้นได้ทํางานอย่างสมดุล รอบด้านรัฐบาลจะต้องเดินหน้าในแนวทางนโยบายนี้ และต้องขอความร่วมมือจากทุก ฝ์ายในการช่วย ผมทราบดีครับ จะต้องมีคนซักถามเรื่องการป่ด ดีสเตชั่น ก็ดี วิทยุชุมชน บางคลื่นก็ดี ก็จะรอว่าถ้ามีคนอภิปรายประเด็นนี้จะได้ตอบในรายละเอียดประเด็นที่เกิดขึ้น ในข้อเท็จจริงต่อไป แต่กราบเรียนเบื้องต้นให้เข้าใจทิศทางของการสื่อสารของรัฐในภาวะ วิกฤติที่เกิดขึ้น และบทบาทแนวทางที่เราต้องทําต่อไป ซึ่งก็คงจะมีหลายอย่างที่ต้อง ทําครับ ขอบพระคุณครับ