ไชยา พรหมา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสมานฉันท์ในชาติ และเรียกร้องการรับฟังความคิดเห็นสมาชิกรัฐสภาอย่างไม่มีอคติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าใจและแก้ไขปัญหาเพื่อสันติภาพและความสงบสุขในชาติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ผลกระทบต่อประเทศ การลงทุน และบริษัทการบินไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างนิติรัฐ นิติธรรม โดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านรัฐบาลที่มีความตั้งใจที่อยากจะเห็น ความสมานฉันท์เกิดขึ้นในชาติ แต่ถึงอย่างไรก็ตามก่อนที่กระผมจะแสดงความคิดเห็น ทางการเมือง อยากจะเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าความตั้งใจของรัฐบาลนั้นจะต้อง เปึนความตั้งใจที่อยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงธรรม และมีความตั้งใจที่จะรับฟัง ความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาด้วยความที่ไม่มีอคติ แต่ถ้าเกิดว่าการอภิปรายใน ๒ วันนี้ เปึนสิ่งที่รัฐบาลต้องการอยากที่จะให้อุณหภูมิทางการเมืองให้มีความอ่อนลงโดยปราศจาก ความจริงใจแล้ว การประชุม ๒ วันนี้ก็คงจะไร้ผลในการที่จะนําไปสู่การแก้ไขปัญหา
ท่านประธานที่เคารพครับ สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อช่วง สงกรานต์ที่ผ่านมา เราไม่คิดว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ซึ่งถือได้ว่าเรามีสถาบัน หลักอันที่สําคัญอยู่ ๓ สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ประเทศของเราเปึน เอกราช มีความยิ่งใหญ่ มีความเปึนป๊กแผ่น มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ไม่มีชาติใดใน โลกได้เทียบเท่ากับประเทศของเรา เรามีศาสนาคือศาสนาพุทธ ที่คนส่วนใหญ่ ของประเทศนี้ถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ นับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งเราถือว่าเปึนศาสนาที่มี ความสําคัญ ที่มีความสืบทอดกันมาถึงเวลา ๒,๕๐๐ กว่าป้ ถึงแม้นว่าประเทศของเราจะมี พี่น้องหลายคนที่นับถือต่างศาสนา เราก็ให้สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาด้วยความ เคารพ แล้วก็มีเจตนาในการที่จะสร้างความสงบสุขในชาติเช่นกัน เรามีสถาบัน พระมหากษัตริย์ที่ไม่มีประเทศใดในโลกที่สถาบันพระมหากษัตริย์จะคงอยู่ ถือว่าเปึนศูนย์ รวมน้ําใจของคนไทยเหมือนกับประเทศไทย ความเข้มแข็งของ ๓ สถาบันของไทยนี้ ได้นํามา สู่ความเปึนป๊กแผ่นไม่ว่าจะเรื่องของการเมือง ในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของสังคม แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เราไม่เชื่อว่าเหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ที่แล้วช่วงสงกรานต์นั้น จะ เปึนตราบาปของประเทศนี้ที่ให้สังคมโลกเขามองประเทศไทยในทางที่ดูถูกเหยียดหยาม ว่า เปึนประเทศที่มีความป์าเถื่อน มีความโหดร้าย ท่านประธานที่เคารพ ปัญหาทาง การเมือง ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองนั้นมันส่งผลกระทบไปสู่เรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของสังคม ในเรื่องของการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาของประเทศวันนี้ ได้ทําให้ส่งผลไปสู่ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เกิดการว่างงาน เกิดการเลิกจ้างงาน เกิดการ ไม่มีการลงทุน ไม่มีการท่องเที่ยว เพราะว่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองและ ปัญหาการเมืองนั้นดํารงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ถามว่ามูลเหตุของปัญหานั้นมันเกิดมา จากอะไร ถ้ามุมมองของรัฐบาลมีมุมมองที่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของพวกกระผมในฐานะที่เปึน ผู้แทนฝ์ายค้าน ถึงแม้ว่ามุมมองของพวกกระผมในฐานะที่เปึนสมาชิกของรัฐสภาแห่งนี้ มีความเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล รัฐบาลจะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นนําไปแก้ไข ปรับปรุงเพื่อให้เกิดสันติภาพความสงบสุขในชาตินั้น พวกผมก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ แต่ก่อนจะถึงปัญหาตรงนั้นครับท่านประธานครับ เรามามองว่าความแตกแยกทาง การเมือง การแตกแยกของคนในชาติที่แบ่งออกเปึนทั้งสีเหลือง สีแดง แล้ววันนี้จะขยาย ออกไปยังเสื้อสีอื่นนั้น มันมีมูลเหตุมาจากอะไร ก่อนที่เราจะพูดถึงผลเราต้องพูดถึงเหตุ ครับว่า เหตุของความขัดแย้งนี่เพื่อนสมาชิกหลายท่านในสภาแห่งนี้ แล้วก็เพื่อนสมาชิกใน ซีกฝ์ายค้านก็ได้นําเสนอแล้วว่า มูลเหตุส่วนหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ครับ นั่นก็คือมูลเหตุมา จากเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่เปึนซากเดนเผด็จการ ที่มีเจตนาในการเขียนรัฐธรรมนูญที่ บนพื้นฐานของความไม่เชื่อใจนักการเมือง ต้องการทําลายล้างนักการเมืองและทําลาย ล้างพรรคการเมืองบางพรรค พูดตรง ๆ ก็คือ ต้องการทําลายล้างพรรคการเมือง ไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และวันนี้มาเปึนพรรคเพื่อไทย ถ้าหากว่ามูลเหตุของ ปัญหาทางการเมืองที่ต้องการทําลายล้างทางการเมืองอย่างนี้แล้ว โดยมีการเลือกปฏิบัติ อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่ามีปัญหาในเรื่องของการปฏิบัติที่เปึน ๒ มาตรฐาน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากว่าปัญหาความขัดแย้งยังดํารงอยู่อย่างนี้ เราไม่สามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาได้ ถ้าหากว่าไม่เข้าใจถึงมูลเหตุของปัญหาแล้วตั้งใจที่จะแก้ เราต้อง ยอมรับครับว่าการชุมนุมของพี่น้องเสื้อแดงนั้นเปึนการชุมนุมการเมืองภาคประชาชน เช่นเดียวกันครับท่านประธานครับ พี่น้องที่ชุมนุมเสื้อเหลือง พันธมิตรก็บอกว่านี่คือ การเมืองใหม่ นี่คือการเมืองภาคประชาชนที่ต้องการมามีส่วนร่วมในการกําหนดทิศทาง ของประเทศ เพราะเห็นว่าในสมัยนั้นรัฐบาลตามความเชื่อของพี่น้องเสื้อสีเหลืองได้มองว่า รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เขามีความเห็นที่แตกต่าง ตรงกันข้ามของรัฐบาลในยุคนั้นครับ เขาก็ได้มาแสดงพลังในสิทธิบนพื้นฐานในการชุมนุม โดยสงบและปราศจากอาวุธ เฉกเช่นเดียวกันครับท่านประธานครับ คนเสื้อสีแดงที่เขามี ความเชื่อ มีความศรัทธา มีความห่วงใย มีความรัก มีความผูกพันกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่เขาเองได้ลงคะแนนสนับสนุนพรรคการเมืองพรรคนี้เพื่อให้ไปต่อสู้เอา งบประมาณบริหารประเทศ แล้วนําผลประโยชน์นั้นมาสู่เขานั้น เปึนสิทธิของเขาที่จะต้อง หวงแหน เปึนสิทธิของเขาที่จะต้องมีความห่วงใย เขาเองก็มีความรู้สึกว่าพรรคการเมือง และอดีตผู้นําของประเทศและอดีตนายกรัฐมนตรีของเขานั้นถูกกระทําในทางที่เลือก ปฏิบัติและไม่มีความเปึนธรรม เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ารัฐบาลเข้าใจว่าการชุมนุมของพี่น้อง เสื้อแดงก็ดี นั่นคือสีสันของประชาธิปไตย แต่ทําอย่างไรที่วันนี้เรามาคุยกันในเวทีรัฐสภา แห่งนี้ เพื่อต้องการให้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ในขณะที่ภาวะการเมืองเรายังแบ่งฝักแบ่งฝ์ายอยู่อย่างนี้ มันไม่ใช่ผลดีสําหรับประเทศนี้ และบ้านเมืองนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เรียนไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลว่า พวกผมเองเปึนสมาชิกรัฐสภา ถึงแม้ว่าจะเปึนสมาชิกพรรคฝ์ายค้านก็มีความปรารถนาดี กับบ้านเมืองนี้ที่อยากจะเห็นความสงบ และไม่อยากจะเห็นคนไทยไม่ว่าจะใส่เสื้อสีใด เมื่อเห็นหน้ากันแล้วจะต้องประหัตประหารเข่นฆ่ากันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่สวยงามและไม่ใช่สิ่งที่ พวกเราต้องการ เราก็อยากจะเห็นบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะของความสงบ เพื่อที่เราจะได้ เดินหน้าต่อไป ผมเองก็ไม่อยากจะเห็นบรรยากาศที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีใน รัฐบาลชุดนี้เดินทางไปตรวจราชการในต่างจังหวัดแล้วมีพี่น้องเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมขับไล่ ไม่ให้ท่านไปตรวจราชการ บรรยากาศอย่างนี้พวกผมก็ไม่ต้องการเช่นกัน เพราะพวกผมคิดว่าในวันหนึ่งที่พวกเราไปเปึนรัฐบาลเราก็ไม่อยากจะเจอปัญหาที่มีพี่น้อง ทําการต่อต้านรัฐบาลในขณะที่เราเปึนรัฐบาลเช่นกัน
ท่านประธานที่เคารพครับ มูลเหตุของความขัดแย้งหลายท่านได้พูดไปแล้ว มาจากมูลเหตุที่ไม่มีความเปึนธรรม ถูกเลือกปฏิบัติเปึน ๒ มาตรฐาน ในขณะที่พี่น้อง เสื้อเหลืองชุมนุมยึดทําเนียบรัฐบาล พี่น้องเสื้อเหลืองยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบิน ดอนเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ มาถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับคําตอบว่าการป่ดสนามบิน สุวรรณภูมิซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ต่อนักลงทุน ต่อนักท่องเที่ยวที่ต้องการอยากจะมาเที่ยวแล้วมาที่ประเทศไทย ความเสียหายที่เกิดขึ้นประเมินค่ามิได้ครับท่านประธานครับ ผลกระทบของการป่ด สนามบินส่งผลไปถึงผลประกอบการของบริษัทการบินไทย ที่มีผลประกอบการขาดทุนถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วบริษัทการบินไทย ก็เปึนบริษัทมหาชนที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้น เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าผลการขาดทุนนั้นพ้นความรับผิดชอบของรัฐบาล ไม่ได้ เพราะว่ากระทรวงการคลังถือหุ้น นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้นยากที่จะเยียวยาและ ประเมินค่าว่าความเสียหายนั้นจะเยียวยากันอย่างไร
ในทางตรงกันข้ามที่ผมบอกว่าเลือกปฏิบัติครับ นอกจากคนที่อยู่ใน กระบวนการป่ดสนามบิน ป่ดหน้า ป่ดตาอําพรางตัวเองแล้วขึ้นหอบังคับการบิน เพื่อต้องการไม่อยากจะให้มีการบินลงที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ภาพของการ เปรียบเสมือนโจรก่อการร้ายสากลในการยึดสนามบินนั้นภาพเหล่านี้ต่างชาติยังจําได้ครับ คนไทยยังจําได้ นี่คือความโหดร้าย นี่คือความป์าเถื่อนที่นานาอารยประเทศที่เขาต้องการ อยากจะแสดงออกทางการเมืองและเขาไม่ใช้วิธีนี้ละครับ แต่ในขณะเดียวกันบอกว่า การชุมนุมของพี่น้องเสื้อเหลืองที่อยู่ทําเนียบรัฐบาลก็ดีที่อยู่สนามบินสุวรรณภูมิก็ดี นี่เปึน การอารยะขัดขืนอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ สุดแท้แต่ว่าท่านจะสรรหาสิ่งที่มีเหตุผล ประกอบเหตุผลที่ท่านจะสนับสนุนอย่างนั้นหรือครับ ในขณะที่พี่น้องเสื้อแดงมาชุมนุมที่ ทําเนียบ ในขณะที่เสื้อแดงชุมนุมที่ต่างจังหวัดต่าง ๆ เขาก็แสดงออกในบนพื้นฐานของ สิทธิและเสรีภาพที่ได้รับจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือการแสดงออก การเมืองภาคประชาชนที่เขามีความหวงแหน ที่เขามีความรู้สึกว่าพรรคการเมืองที่เขา สนับสนุน คนของเขาถูกกระทําและก็เลือกปฏิบัติอย่างสิ้นเชิง หลายท่านพูดไปแล้วครับ ว่ากรณียุบพรรคนั้นผมจะไม่พูดซ้ํา เพราะฉะนั้นวันนี้ถึงบอกท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีครับว่า ถ้าหากว่าท่านจะให้ปัญหานี้ยุติท่านยอมรับความจริงครับว่า มูลเหตุของปัญหานั้นมาจากรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นี้เช่นกัน สัญญาณนี้มันส่งมาแต่ ตอนที่ลงประชามติรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ครับ ตอนนั้นพวกผมก็ถูกตราหน้าว่าเปึน คนขัดขวางรัฐธรรมนูญ พวกผมบอกว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ซึ่งมีพื้นฐาน การร่างรัฐธรรมนูญมาจากพื้นฐานเจตนาของการเกลียดชังนักการเมือง ต้องการทําลาย ล้างพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น ต้องการทําลายล้างอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น แล้วเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อต้องการอยากจะทําให้การเมืองอ่อนแอ เขียน รัฐธรรมนูญเพื่อมีความเกลียดชังการทํางานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่คือมูลเหตุ ที่พี่น้องประชาชนชาวอีสานและพี่น้องชาวภาคเหนือหลายจังหวัดโนโหวต (No Vote) ครับ ผมจําได้ว่าในตอนนั้นอยู่ในช่วงสมัยที่รัฐบาลมาจากการปฏิวัติถึงรัฐบาลจะใช้ อํานาจองคาพยพของรัฐบาลผ่านกลไกราชการในการสั่งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน บอกว่าต้องรับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง เกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาประชุมรับนโยบายมา กลับมาเขาก็ไปบอก ชาวบ้านบอกว่าไม่ต้องรับ แล้วก็อย่าไปดูถูกเขานะครับว่าที่เขาอยู่ในต่างจังหวัดที่เปึน ชาวไร่ ชาวนา เปึนคนระดับรากหญ้านั้นเขาไม่มีความรู้ เขารู้ครับว่านั่นคือรัฐธรรมนูญ เผด็จการ นี่คือต้นตอของปัญหาและก็ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบันนี้ มีการแบ่งฝักแบ่งฝ์าย มีการใส่เสื้อสีเหลือง ใส่เสื้อสีแดง และจะลามไปถึงใส่เสื้อสีน้ําเงินอีก ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลต้องสร้างนิติรัฐ นิติธรรม วันนี้ผมเห็นความตั้งใจของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ต้องการอยากจะเห็นบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้นั่นก็ คือว่า การที่รัฐบาลได้ตัดสินใจใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ถามว่าเปึน ความผิดของรัฐบาลหรือเปล่า รัฐบาลอาจจะมีเหตุผลครับที่มีความจําเปึนว่าในสถานการณ์ อย่างนั้นรัฐบาลต้องตัดสินใจในการใช้ พ.ร.ก. ในสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สนุทรเวช นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ใช้พระราชกําหนดเหมือนกันครับ แต่มันมี ข้อเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดครับว่าในขณะนั้นผู้ที่รับผิดชอบตาม พ.ร.ก. นั่นก็คือรัฐบาล ต้องการอยากจะให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่กองทัพกลับ วางเฉยครับ โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการความสูญเสียให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ผมยัง จําได้ครับท่านประธานครับ เหตุการณ์วันที่ ๗ ตุลาคม ป้ ๒๕๕๑ พวกกระผมและ ท่านประธานและท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ในสภาแห่งนี้ แล้วนอกสภามีพี่น้องเสื้อเหลือง มาชุมนุมที่หน้าสภาแล้วตะโกนบอกว่าฆ่ามัน ๆ ถ้าวันนั้นพวกผมไม่ป้นรั้วออกไป เพื่อนสมาชิกในสภาไม่ป้นรั้วหนีออกไป เราก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น วันนั้นรัฐบาล ตัดสินใจในการสลายการชุมนุมครับ เราเห็นใจว่าวันนั้นตํารวจเปึนจําเลยของสังคม ตํารวจเขาใช้วิธีการละมุนละม่อมมาโดยตลอด และประกาศมาโดยตลอดว่าการสลาย การชุมนุมนั้นเขาจะใช้วิธีการที่อาณาอารยประเทศในโลกนี้เขาทํากัน นั่นก็คือ ใช้รถดับเพลิงฉีดน้ํา เขาจะใช้โล่ เขาจะใช้กระบองแค่นั้นเอง ผมจําได้ว่าตอนนั้น ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือไปยังกรุงเทพมหานครเพื่อที่จะขอใช้ รถดับเพลิงเพื่อสลายการชุมนุม ปรากฏว่าไม่ได้รับความร่วมมือ อาจจะเปึนเพราะว่า ผู้ว่า กทม. ตอนนั้นเปึนคนของพรรคของท่านก็ได้ ไม่เปึนไรครับ ตํารวจก็ตัดสินใจในการ ที่จะสลายการชุมนุมถึงขั้นที่จะต้องตัดสินใจใช้แก๊สน้ําตาในการสลายการชุมนุมหน้าสภา ในวันที่ ๗ ตุลาคม สื่อสารมวลชน นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ ตลอดจนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ บางท่านได้มาพูดในที่ตรงนี้ละครับ แล้วก็ชี้หน้ารัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าหมด ความชอบธรรมในการปกครองประเทศและบริหารประเทศต่อไปแล้วเพราะมีการล้มตาย ของพี่น้องประชาชน ตอนนั้นยังมีข้อพิสูจน์อีกมากมายครับว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากใคร เกิดขึ้นจากการใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่หรือเกิดขึ้นจากตัวผู้ชุมนุมเอง วันนี้ จะต้องหาข้อเท็จจริงมาพิสูจน์ แต่ตอนนี้ตํารวจเขาเปึนจําเลยของสังคมไปแล้ว เปรียบเทียบกับเหตุการณ์วันที่ ๑๓ เมษายน ช่วงสงกรานต์นี้ครับ รัฐบาลตัดสินใจใช้ พ.ร.ก. สลายการชุมนุมของพี่น้องที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยใช้กําลังทหารติดอาวุธ ครบมือครับ ท่านประธานครับ ผมถามว่ารัฐบาลรู้หรือไม่ว่าการใช้อาวุธป๋นเอ็ม ๑๖ นั้นมัน สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเกิดปัญหา ที่อาจจะเกิดข้อผิดพลาดในการที่จะใช้อาวุธในการสลาย การชุมนุม แต่ผมเสียดายครับ เสียดายว่าทางรัฐบาลนั้นได้ด่วนตัดสินใจเกินไป รัฐบาล ออกทีวีรวมการเฉพาะกิจ แล้วสรุปว่าเหตุผลที่รัฐบาลตัดสินใจใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ก็เพราะว่าคนเสื้อแดงใช้วิธีการรุนแรงในการที่จะยิงอาวุธสงครามเข้าไปยังศาล รัฐธรรมนูญ นั่นคือจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นก็มีการเผารถเมล์ มีการเผาสถานที่ต่าง ๆ มากมาย ก่อการจลาจลในกรุงเทพมหานคร สรุปแล้วก็คือรัฐบาลนั้นโยนความผิดไปให้กับ คนเสื้อแดงทันที ท่านด่วนสรุปเกินไปครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน ยังไม่มีบทพิสูจน์อะไรเลยนะครับว่ามันเปึนการกระทําของคนเสื้อแดงจริงหรือเปล่า ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเลยว่า ถ้าหากว่าคนเสื้อแดงมีการกระทํา แบบนั้น กระทําผิดกฎหมาย ใช้ความรุนแรง ต้องการอยากจะมีการเผชิญหน้าและการ ปราบประชาชน - พวกกระผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาฝ์ายค้าน พวกผมก็ไม่เอาด้วยครับ ในการที่จะทําลาย บ้านเมืองโดยที่ไม่มองถึงความถูกต้องของบ้านเมือง เราก็ไม่เอาด้วยครับ เพราะฉะนั้นคน ที่ทําผิดกฎหมาย คนที่สร้างความเสียหาย รัฐบาลมีหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบ หาข้อเท็จจริงครับ ว่าวันนี้สิ่งที่ท่านออกทีวีรวมการเฉพาะกิจกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงสร้าง ความรุนแรงก่อนนี้มันมีข้อเท็จจริงคืออะไร และผมก็จะใช้สิทธิในฐานะที่เปึนพลเมืองไทย คนหนึ่งตั้งข้อสงสัยครับท่านประธานครับ ผมสงสัยว่ากลุ่มบุคคลที่ยั่วยุต้องการให้เกิด ความรุนแรงนั้น เปึนไปได้หรือไม่ว่ามาจากการชุมนุมที่พัทยา อาจจะมีกองกําลังติดอาวุธ ที่เพื่อนสมาชิกพรรคฝ์ายค้านพูดไปแล้วอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นี่เปึนกองกําลังเฉพาะ กิจในการสร้างปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น ถอดเสื้อสีน้ําเงินแล้วก็มาใส่เสื้อแดงแล้วก็ขับรถเมล์ มาจอด แล้วก็ยิงป๋นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือข้อสงสัยที่มีสิทธิที่จะสงสัยได้ แต่รัฐบาลมี หน้าที่หาข้อเท็จจริงครับ แล้วก็มาบอกกับพี่น้องประชาชนว่าสิ่งเหล่านี้ข้อเท็จจริงคืออะไร รัฐบาลต้องเข้าใจครับว่าการชุมนุมของประชาชนนั้นเปึนสิทธิเสรีภาพ การแสดงออกของ พี่น้องประชาชนเสื้อแดงก็ดี เสื้อเหลืองก็ดี หรือเสื้ออะไรก็ดี ถ้าปฏิบัติการอยู่ในกรอบ เพราะเขามีความเชื่อ มีความศรัทธาในความคิดทางการเมืองของเขาเอง เพราะการเมือง นั้นมันเสมือน ท่านประธานครับ การเมืองนั้นเขาเปรียบเทียบการเมืองนั้นเหมือนสงคราม ทําไมถึงเปรียบเทียบว่าการเมืองเหมือนสงครามครับ การเมืองนั้นเขาเปรียบเทียบว่า เหมือนสงคราม แต่เปึนสงครามที่ต่อสู้ในเรื่องอุดมการณ์ในเรื่องของนโยบาย แต่เปึน การเมืองที่ไม่หลั่งเลือดครับ การเมืองเปรียบเสมือนสงครามก็คือ สงครามในการต่อสู้ใน เรื่องของนโยบาย ช่วงชิงเพื่อให้ได้ชัยชนะมาเพื่อมาบริหารประเทศ แล้วเอาผลประโยชน์ นั้นไปสู่พี่น้องประชาชน เรียกว่าการเมืองที่ไม่มีการหลั่งเลือด เรียกว่าสงครามที่ไม่มีการ หลั่งเลือด แต่ความหมายของสงครามนั้นหมายถึง การเมืองที่เกิดความขัดแย้งในประเทศ นําไปสู่การหลั่งเลือดครับ นี่คือข้อแตกต่างเชิงสัญลักษณ์ว่าระหว่างการเมืองกับสงคราม นั้นต่างกันอย่างไร แต่น่าเสียดายครับ น่าเสียดายที่รัฐบาลได้ตัดสินใจใช้ พ.ร.ก. สลาย การชุมนุมแล้วเกิดมีความสูญเสียเกิดขึ้นเปรียบเสมือนรัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะทําให้ การเมืองกลายเปึนสงครามกลางเมืองครับ และสงครามนี้มันก็จะไม่ยุติ ตราบใดที่ ความยุติธรรม ความเปึนธรรม ความเสมอภาค และการปฏิบัติ ๒ มาตรฐานยังมี อยู่ในสังคมไทยนี้ สงครามกลางเมืองหรือสงครามประชาชนย่อมเกิดขึ้นครับ แต่ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านไม่ต้องเปึนห่วงว่า สงคราม ประชาชนที่มันจะเกิดนี่ประชาชนเขาไม่จับป๋นต่อสู้กับอํานาจรัฐละครับ แต่เขาจะ แสดงออกในท่าทางที่ต่อต้าน ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ให้การสนับสนุนและเกลียดชังรัฐบาล มากกว่า ถ้าตราบใดมูลเหตุของปัญหานี้ยังดํารงอยู่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้บอกว่า รัฐบาลของท่านมาด้วยวิถีทางที่ไม่ชอบ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดถึงเรื่องความไม่เปึน ธรรม เรื่องการเลือกปฏิบัติ นั่นคือมูลเหตุของปัญหาครับ เพราะฉะนั้น ความตั้งใจของรัฐบาลท่านจะต้องเข้าใจปัญหานี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสูญเสีย จากการใช้ พ.ร.ก. ในการปราบประชาชน ท่านประธานครับ เรียนไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ครับ กองกําลังทหารติดอาวุธนั้นยังไม่พอนะครับ ผมถามว่ารถถังยานเกราะนี่เปึน เครื่องมือหนึ่งในการปราบจลาจลที่นานาอารยประเทศในโลกนี้เขาทํากันหรือครับ ภาพของรถถังในการไล่บี้มอเตอร์ไซค์ ภาพรถถังในการไล่บี้รถแท็กซี่ ภาพรถถังในการไล่บี้ ฆ่าประชาชนมันไม่ได้ออกสื่อไทยครับ แต่มันออกสื่อทั่วโลกครับ แล้วก็หาได้ในเว็บไซต์ (Web site) ในปัจจุบันนี้ เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกของผมจะเอาภาพเหล่านั้นมาให้ท่านนายกรัฐมนตรีดู ผมถึงบอกว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจนําการเมืองสู่สงคราม เพราะท่านรู้ว่าการใช้กําลังทหารนั้นมันสุ่มเสี่ยง ต่อความสูญเสีย แล้ววันนี้มันก็เกิดขึ้นแล้วครับ แล้วเราก็มานั่งพิสูจน์กันบอกว่าเหยื่อที่ถูก ยิงนั้นมันถูกยิงจริงหรือเปล่า ถูกยิงมาจากไหน ถูกยิงมาจากลูกป๋นของราชการ ลูกป๋นของ ทหาร ลูกป๋นของตํารวจหรือเปล่า นั่นคือปลายเหตุครับ แต่ต้นเหตุก็คือการตัดสินใจ ที่ผิดพลาดต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมถึงบอกว่า ตราบใดที่ปัญหามันยังไม่แก้ ถึงท่านจะใช้พระราชกําหนด ท่านจะใช้กฎหมายบีบบังคับ ให้การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้นหมดไป ท่านใช้อํานาจในการป่ดสื่อทุกชนิด ไม่ว่าจะเปึน ดี สเตชั่น ไม่ว่าจะเปึนวิทยุชุมชน สิ่งเหล่านี้ในสังคมประชาธิปไตย เขาไม่ทําครับ ท่านประธานครับ การรับรู้ข่าวสารของประชาชนต้องให้ประชาชนมีสิทธิ เลือกในการที่จะรับรู้ข่าวสาร ทั้งฝ์ายรัฐบาลและฝ์ายที่ตรงกันข้ามกับรัฐบาล ในสมัย ที่รัฐบาลท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เปึนนายกรัฐมนตรี ผมจําได้ครับว่าถูก กล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณนั้นแทรกแซงสื่อ รัฐบาลทักษิณไม่ได้ป่ด เอเอสทีวี ไม่ได้ป่ดวิทยุ ชุมชนที่อาจจะเปึนกระบอกเสียงในการต่อต้านรัฐบาล แต่ในยุคนี้มันตรงกันข้ามครับ ประชาชนรับสื่อฝ์ายเดียว นั่นก็คือรับสื่อจากรัฐบาล ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ในสังคมประชาธิปไตยนั้นเปึนสังคมของความหลากหลาย ถ้าประชาชนถูกกดดันมากขึ้น มันจะนําไปสู่ของการต่อต้าน เปึนสงครามประชาชน ที่ผมบอกแล้วครับ ไม่ใช่ว่าเขาจับป๋น ต่อสู้กับอํานาจรัฐเหมือนสมัยในอดีต ไม่ใช่ครับ เขาจะแสดงออกในการอารยะขัดขืน ที่ไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน ไม่ต้อนรับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมก็ไม่อยากจะให้เกิดขึ้น ถ้าหากว่า วันหนึ่งพวกเราไปเปึนรัฐบาล เราได้รับการต่อต้านอย่างนั้น เราก็ไม่ปรารถนาครับ ถ้าท่าน เข้าใจปัญหาว่าถ้าท่านจะใช้กฎหมายบีบบังคับประชาชน บอกว่าวันนี้เหมือนกับ สถานการณ์มันหยุดยั้ง มันเบาลงแล้ว ไม่ใช่ ตราบใดที่รัฐบาลยกเลิกประกาศ พ.ร.ก. ผมเชื่อว่าการชุมนุมทางการเมืองยังจะเกิดขึ้นอีกต่อไป แล้วจะรุนแรงมากขึ้น ผมก็ ไม่อยากจะเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านในเมือง เพราะว่าวันนี้ประเทศเราได้รับความ เสียหายอย่างมากในเรื่องของการเมือง มันควรที่จะเดินต่อไปได้แล้ว และพวกเราเปึน หนึ่งในสมาชิกรัฐสภาก็มีความปรารถนาดีกับบ้านเมืองเช่นกันครับ ไม่ได้แตกต่างไปจาก ท่านประธานและรัฐบาล
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมสรุป รัฐบาลต้องตัดสินใจครับ ต้องตัดสินใจ ในการที่จะตัดสินใจทางการเมืองถึงความผิดพลาดในการประกาศใช้นโยบายนี้ ท่านจะ แสดงออกโดยวิธีใดก็สุดแท้แต่ แต่ผมสรุปว่าท่านต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียนี้ เรา ไม่สามารถที่จะให้อภัยและให้เวลากับรัฐบาลได้ต่อไป และผมฝากสุดท้ายว่าสิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องสร้างบรรทัดฐานในฐานะที่ท่านเปึนหัวหน้ารัฐบาล ไม่เฉพาะ รัฐบาล ไม่เฉพาะนักการเมือง ไม่เฉพาะพรรคฝ์ายค้านครับ องคาพยพในสังคมนี้ไม่ว่าจะ เปึน กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรม นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ ตลอดจน สื่อมวลชน ท่านจะต้องไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดความแบ่งแยกประชาชนในประเทศนี้ครับ นี่คือการแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้นผมหวังเปึนอย่างยิ่งว่า การนําเสนอปัญหาของพวกเรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาจะเปึนประโยชน์อย่างมาก ถ้าหากว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณา นําเอาความคิดเห็นของพวกเรา แล้วก็รับฟังด้วยความเที่ยงธรรมแบบไม่มีอคติ แล้วเราก็ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในสิ่งที่เปึนประโยชน์สําหรับชาติบ้านเมืองนี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ