รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒

เสนาะ เทียนทอง หารือเรื่องวิกฤติของประเทศชาติบ้านเมือง และเรียกร้องให้ทุกคนตระหนักถึงมูลเหตุที่แท้จริงที่เกิดในบ้านในเมืองของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปฏิรูปการปกครองที่เกิดขึ้นในอดีต และเตือนสติคนไทยให้ระวังการก่อการร้ายในประเทศ

นายเสนาะ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเสนาะ เทียนทอง สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นนะครับ ก็ขอชื่นชมท่านนักประชาธิปไตยเด็กหนุ่มที่ได้มีโอกาสเข้ามาเปึนผู้นําประเทศในช่วงวิกฤติ สุด ๆ ของบ้านของเมืองในขณะนี้ ผมเองก็ได้เฝัาดู แล้วก็ฟังสถานการณ์บ้านเมืองมา โดยตลอด แล้วก็ได้ฟังสมาชิกผู้ทรงเกียรติของรัฐสภาแห่งนี้ได้พูดกันมาตั้งแต่เมื่อวาน หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เป่ดโอกาสให้เป่ดรัฐสภา ให้มีการประชุมปรึกษาหรือกัน เกี่ยวกับเรื่องวิกฤติของประเทศชาติบ้านเมือง ผมในฐานะที่เปึนผู้สูงในวัยวุฒิแล้วก็เปึน คนมีโอกาสคนหนึ่งที่เข้ามาทํางานให้กับประเทศชาติบ้านเมืองในนามของนักการเมือง ก่อนที่จะเข้ามาเล่นการเมืองนั้น ในช่วงที่ผมมาเล่นการเมืองนั้น ประเทศชาติก็อยู่ในวิกฤติ สุด ๆ เช่นเดียวกัน แต่วิกฤติสุด ๆ ที่ตอนที่ผมจะเข้ามาเล่นการเมืองนั้น มันเปึนวิกฤติ ที่ประเทศชาติจะต้องแบกรับภาระสําคัญอย่างยิ่งจากเหตุการณ์บ้านพี่เมืองน้องได้รบรา ฆ่าฟันกันเอง เช่น ประเทศกัมพูชา ถึงเกือบ ๒๐ กว่าป้ ทีแรกก็เขมร ๓ ฝ์าย แล้วก็มาเปึน ๔ ฝ์าย ๕ ฝ์าย ต่อไปก็ใครมีป๋น ใครมีอาวุธ ใครมีตั้งก๊วนตั้งแก๊งค์ได้ก็ตั้งเปึน ฝ์ายกันขึ้นมา แล้วก็รบราฆ่าฟันกัน ฆ่ากันเรียกว่าบัวเหนือน้ําแทบจะไม่มีเหลือ เพราะฉะนั้นผมในฐานะที่เปึนคนชายแดน และก็เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เหนื่อยที่สุดคนหนึ่งในบ้านในเมือง ต้องไปดูแลศูนย์อพยพคนไทยซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย กับการประกาศสงครามก็ไม่มี แต่ว่าเราจะต้องใช้พี่น้องทหารหาญถึง ๔ กองพลไปอยู่ที่ บ้านผม ตั้งแต่กองพล ๙ กองพลหลักก็กองพล ๒ แล้วก็กองพล ๑ อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะพูดวันนี้ ผมอยากจะพูดถึงมูลเหตุที่แท้จริงที่เกิดในบ้านในเมือง ของเรา มูลเหตุทุกสิ่งทุกอย่างนั้นผมก็มีส่วนในการที่สร้างขึ้นมา ผมบอกแล้วไงว่าผมเปึน คนมีโอกาส ผมเองนั้นได้มีโอกาสทั้งเปึนฝ์ายรัฐบาล ร่วมบริหารประเทศชาติบ้านเมืองมา กับผู้หลักผู้ใหญ่หลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคประชาธิปัตย์ ป้ ๒๕๑๙ ท่านหม่อมเสนีย์ ปราโมช เปึนหัวหน้าพรรค ๑๑๔ เสียง ผมเปึนรุ่นก่อตั้งพรรคชาติไทย ได้มา ๕๐-๖๐ เสียง เราร่วมรัฐบาลกัน แล้วก็ท่านต้องมายืนลาออกกลางสภาแห่งนี้ตรงที่ ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งนี่ ฝ์ายค้านอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องท่านถนอมบวชเณรเข้ามาเรียกว่า ทรราช ท่านก็นั่งฟังทนได้ แต่ภาพตรงนั้นยังติดตาผมอยู่ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านหม่อมเสนีย์ ปราโมช หิ้วกระเปิาเจมส์บอลยืนขึ้นลาออกกลางสภา เนื่องจากอะไร ครับ วีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งเปึนพรรคประชาธิปัตย์เองขึ้นมาอภิปราย ทั้ง ๆ ที่กําลังจะเลิกการ ประชุมกันอยู่แล้ว นี่เหตุการณ์วิกฤติ จนในที่สุดก็เกิด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็มีการปฏิรูปการ ปกครองแผ่นดิน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ผมอยากจะทบทวนมูลเหตุที่มาของวิกฤติ ขณะนี้ อันนี้เพียงแต่ว่าย้อนอดีตไปให้เห็น อยากจะให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ว่าเปึนเด็กรุ่น ใหม่ รุ่นลูก รุ่นหลานผมเข้ามานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ อาจจะยังไม่รู้อดีตว่าเปึนอย่างไร ผมอยากจะตัดตอนมา หลังจากบริหารประเทศชาติบ้านเมืองมาอย่างน้อยหลาย นายกรัฐมนตรีด้วยกันผม พร้อมกับ ท่านชวน หลีกภัย ท่านก็เปึนนักการเมืองอาวุโสกว่า ผม แต่เปึนรุ่นน้องในวัยวุฒิ และก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์อีกเยอะแยะ เราก็ อยู่กันแบบพี่แบบน้อง แบบสร้างสรรค์ มีอะไรก็พูดจากัน ไม่มีถึงกับเอาเปึนเอาตายกันถึง ปัจจุบันนี้ มันจะมีอะไรดลจิตดลใจ หรือว่าจะมีอะไรก็ไม่ทราบ ทําให้หลงใหลในอํานาจของตัวเอง แล้วก็ใช้อํานาจนั้นไปในทางที่จะไม่ค่อยโปร่งใส ไม่ถูกไม่ต้อง และในที่สุดมีผู้หลักผู้ใหญ่ ไปตักไปเตือนก็ไม่ฟังกัน นี่เหตุที่มา ถ้าจะพูดถึงทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเปึนนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่ผมขอระวางตัวเอง แต่ยังระวางความรับผิดชอบเท่านั้น ผมจะประกาศกับ สังคมนี้ ว่าเขาเปึนมาหมดแล้วอยู่กับท่านนายกรัฐมนตรีมาหลายคน ตั้งแต่ปิาเปรม เปึนนายกรัฐมนตรี ผมก็อยู่ในร่วมคณะรัฐมนตรีด้วย ผมไม่เคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีอะไรผมก็ไม่เคย และผมก็ไม่เคยถูกอภิปรายในเรื่องที่ว่าไป ทําผิดคิดชั่วกับบ้านกับเมืองในสภาแห่งนี้อีกด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้นี่ก็อยากจะเตือนสติ ทุกคนว่าคนที่ทําให้เจ็บปวดรวดร้าวที่สุดคนหนึ่งก็คือ ทักษิณ ชินวัตร ที่ผมเจ็บปวดนั้น ไม่ได้เจ็บปวดเรื่องอะไร เจ็บปวดเรื่องผิดสัญญากันว่าจะมาใช้หนี้แผ่นดินด้วยกัน คําว่า ใช้หนี้แผ่นดินนี่ แผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์นะครับ เรามีสถาบันสูงที่ทุกคนนั้นไม่ต้องพูดหรอกครับ ไม่ต้องมาขึ้นปัาย ไม่ต้องมาประกาศว่าจะปกปัองสถาบัน ผมคิดว่าทุกคนนั้นได้ถวาย แม้กระทั่งชีวิตให้กับชาติ ศาสนา ถึงแม้ว่าศาสนาไม่ได้ตราไว้ว่าศาสนาประจําประเทศไทย เปึนศาสนาพุทธแต่ก็เปึนที่ทราบกันอยู่ว่าศาสนาพุทธนั้นคือศาสนาประจําชาติไทย คน ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ก็คือศาสนาพุทธ เพราะพ่อหลวงของเราก็ถือเปึพุทธมามะกะ ไปบวชไปเรียนมา แต่สําคัญที่สุดก็คือเราเปึนคนไทยร่วมกัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราพร้อมที่จะพลีชีพให้ได้ในทุกกรณี ใครจะมาลบหลู่ดูถูกไม่ได้ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดมาทั้งหมด นั้นที่เรามาพูดกัน ๒ วันที่นี่ ทีแรกท่านนายกรัฐมนตรีก็เป่ดโอกาสให้มาพูดมาคุยกันผม ก็นึกว่าเออจะเปึนบันไดขั้นสําคัญในการที่จะมาสู่หันหน้าเข้ามาหากัน มาปรึกษาหารือกัน ว่าวิกฤติของบ้านของเมืองขณะนี้ตกต่ําสุด ๆ ตั้งแต่ผมรู้ความมา และสิ่งที่สําคัญที่สุดนี่ ประชาธิปไตยประเทศไทยนี้อายุแก่กว่าผม ๒ ป้เท่านั้นเอง เมื่อป้ ๒๔๗๕ ผมเกิด ป้ ๒๕๗๗ นะครับ อายุของประชาธิปไตยก็ ๗๗ ป้ ตอนนี้ผมก็ ๗๕ ป้ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน นี้เอง เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะทบทวนว่าทุกอย่างมูลเหตุนี่ คือการได้มาซึ่งอํานาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอย่างที่เรานั่งกันอยู่ในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้แหละ แล้วก็พูดกันอะไรกัน ผมคิดว่าเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีเขา เป่ดโอกาสให้พูดมาคุยกัน ผมก็นึกว่า เออ น่าจะหันหน้าเข้ามาหากัน แต่กลับกลายเปึนว่า เอาน้ํามันมาราดกัน เอาไฟมาจุดให้มันลุกขึ้นมาอีก แค่นั้นยังไม่พอ มีทั้งแก๊สทั้งอะไรไม่รู้ เต็มสภาไปหมดเลย ต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ที่สุดที่ศักดิ์สิทธิ์ อย่าลืมนะครับ เหตุการณ์ที่มานั้นเกิดขึ้นจากอะไร รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็เปึนรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เราได้รัฐบาลที่อยู่ครบเทอมมา เลือกตั้งวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ แล้วก็มาอีกครั้งหนึ่ง มาเลือกตั้งกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ เราก็ได้พรรคการเมืองที่เข้มแข็ง คือพรรคไทย รักไทยอีกเช่นกัน จากที่พรรคไทยรักไทยได้อํานาจป้ ๒๕๔๔ ก็มีการยุบพรรคการเมือง หลายพรรคเข้ามารวมกับพรรคไทยรักไทย หลังจากนั้นเมื่ออยู่ครบเทอมก็มีการเลือกตั้ง ป้ ๒๕๔๘ ทีนี้ไม่ต้องพึ่งพรรคไหนละ คือพรรคไทยรักไทยพรรคเดียวเลย ๓๗๗ คน รวมทั้ง ผมด้วย มานั่งอยู่ในนี้ จากประธานที่ปรึกษาพรรค จากประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จากวิปรัฐบาลหลังจากเลือกตั้งเมื่อกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ผมไม่ได้รับตําแหน่งอะไรเลย ท่านประธานที่เคารพครับ ทุกอย่างไปทบทวนดูได้ว่าผมเปึนวิปรัฐบาลเหมือนกับเปึน ผู้จัดการรัฐบาลที่ผลักดันคนชื่อ ทักษิณ ขึ้นมา ไม่ใช่ผมไปแต่งตั้งนะ ใครไปแต่งตั้งให้คน เปึนนายกรัฐมนตรีไม่ได้หรอกครับ นอกจากว่าถือว่าเปึนกําลังหลักคนหนึ่งเปึนผู้หลัก ผู้ใหญ่คนหนึ่ง แต่ว่าการใช้อํานาจต่าง ๆ ก็เปึนที่รู้กันครับ ไม่อยากจะไปตอกย้ํา จนใน ที่สุด ผมเองก็เคยยืนพูดในสภาหลังจากที่ไปเตือนอะไรกันไม่ฟัง ไม่ฟัง และขอยืนยันต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสภาแห่งนี้นะครับว่า ผมไม่ได้เคย ที่ผมอภิปรายในสภาเรื่องทักษิณวันนั้น ผมไม่เคยที่ว่าไปแบบมืออะไรไม่ได้กับทักษิณ แม้แต่พูดถึงว่าตําแหน่งหน้าที่หรือว่า ทรัพย์สินเงินทอง นายเสนาะ เทียนทอง ไม่เคยได้รับอะไรจากทักษิณแม้แต่สลึงเดียว ขอพูดต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ เพราะฉะนั้นนี่นะครับ สมาชิกผู้ทรงเกียรติที่อยู่ใน พรรคไทยรักไทย แล้วก็มาพรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทยขณะนี้ ยืนยันได้ นะครับว่า เพราะทุกคนนั้นส่วนใหญ่ก็อยู่ในแวดวงเดียวกัน ทักษิณรู้จักใคร แต่ผมนั้นถือ ว่าเปึนนักการเมืองคนหนึ่งที่คร่ําหวอด ไปได้ทุกภาค ทางใต้นี่ถ้ารู้ว่าผมไปนี่มารับกันเต็ม เลยนะครับ แม้กระทั่งปัจจุบัน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอร้อง ว่า ในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเปึนคนหนุ่ม และเปึนอนาคตของการเมืองไทย ผมเอง นั้นก็ถือว่าบั้นปลายของชีวิตแล้ว จะอยู่กับลูกกับหลานกับพี่กับน้องอีกกี่วันก็แล้วแต่ลิขิต แต่วันนี้นะครับ ความจริงไม่อยากจะพูดเลย ที่มาของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องไปไตร่ตรองดูให้ดีด้วยว่าท่านมาแบบไหน ท่านเปึนนัก ประชาธิปไตย การที่จะไปหักดิบมานั้น ไม่มีอะไรจีรังผมจะบอกให้ สิ่งที่ผมเตือนไว้ กี่นายกรัฐมนตรีแล้ว แล้วเดี๋ยวนี้นะครับ กรรมมันไม่ใช่แปลว่าชาติหน้าถึงจะได้เห็น ไม่ใช่ เดี๋ยวนี้ถ้ากรรมมันถ้าดัดจริตหน่อย เขาเรียกว่า กรรมมันออนไลน์ (Online) เห็นทันตา มันมีอันเปึนไปนะครับผมบอกให้ เราต้องยอมรับความจริงกัน ผมจะบอกแล้วว่าผมจะพูด ความจริงไม่ใช่ความจริงวันนี้ เปึนความจริงเมื่ออดีต และมันทําให้วิกฤติของบ้าน ของเมืองได้เกิดขึ้น ความจริงวันนี้เปึนความจริงเมื่ออดีต และมันทําให้วิกฤติของบ้านของเมืองได้เกิดขึ้น ท่านทักษิณ ชินวัตร เอาแค่ว่า ส.ส. บุรีรัมย์ ก็ถือว่ารุ่นลูกรุ่นหลานได้อภิปรายไป อย่าลืม ว่าก็อยู่ในพรรคเดียวกันมา แล้วก็มาฟังท่าน ส.ว. บุรีรัมย์ เห็นไหมครับ มันต่างกัน การพูด การจา การให้เหตุให้ผลมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนุ่มก็ใช้อารมณ์เปรี้ยง ๆ ไป เรียกว่า คนหนุ่ม ไม่ได้ใส่เหตุใส่ผล แต่ผมขอชื่นชมท่าน ส.ว. จากบุรีรัมย์ ได้พูดด้วย เหตุผล แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ไม่มีอะไรหรอกครับที่ไปเขียนไว้แล้วมันจะสมบูรณ์ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ เหตุการณ์ทุกอย่างผมคิดว่าท่านประธานอยู่ในแวดวง ที่มีความรับผิดชอบอย่างสูงในหน้าที่ของท่าน แล้วท่านก็มีโอกาสเข้ามาเปึนประธาน วุฒิสภาอันทรงเกียรติ ผมคิดว่าท่านก็เปึนบุคลากรที่สําคัญที่เปึนทั้งอาวุโสในทุกด้าน ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ และหน้าที่ในการที่รับผิดชอบ ผมคิดว่าเราต้องยอมรับกันว่า ท่านเคยเห็นไหม เราไปเขียนรัฐธรรมนูญกันไว้ อะไรกันไว้ ให้สิทธิของคน สิทธิต้องมี ขอบเขต แต่บ้านเมืองของเราสิทธิมันไร้พรมแดนไปแล้ว ไร้ขอบเขต กฎหมายความมั่นคง นะครับรุนแรงมาก เรามาใช้กันตั้งเรื่องของคอมมิวนิสต์เรื่องอะไรต่าง ๆ เรากล่าวหากัน จนเด็กจนเล็กหนีเข้าพงเข้าป์ากัน แล้วเราก็มาออกกฎหมายนิรโทษกรรมกันให้หันกลับมา พัฒนาประเทศไทยด้วยกัน ท่านประธานครับ แต่เหตุการณ์ที่มันเกิดนี่มันเกิดเพราะอะไร ครับ แต่ก่อนนั้นใครจะมาตั้งกลุ่ม หรือว่าสื่อก็ดี จะไปเขียนแล้วก็ไปยุยงส่งเสริมให้เกิด ความแตกแยกในสังคมไทยหรือคนในบ้านในเมืองไม่ได้ครับ กฎหมายเอากันตายเลย ไม่ได้ แต่นี่นะครับท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ต้องยอมรับว่าท่านได้ขึ้นมาเปึนนายกรัฐมนตรี ก็เพราะเรื่องสิทธิของการให้เกินขอบเขตของบ้านของเมืองนั่นเอง ผมเคยไปขึ้นเวทีกับ พันธมิตร แต่ว่าพันธมิตรตอนนั้นก็มีเหตุมีผล ผมเปึนผู้ใหญ่สุด ๆ ของพรรคไทยรักไทย แต่ว่าผมเคยขึ้นเวทีโดยที่ไม่ได้คาดคิดด้วยซ้ําไป แล้วก็พูดในสภาแห่งนี้ ชี้ผิดชี้ถูก แล้วใน ที่สุดก็ถึงกับนายกรัฐมนตรี ๓๗๗ เสียง ผมบอกว่า ไม่ใช่ว่า ๓๗๗ เสียง พรรคเดียวจะทํา อะไรได้ทุกอย่างนะ ลองไปถอดเทปเถอะครับผมพูดเอาไว้ ไม่ใช่นะ ถ้าทุกอย่างทําอะไรมันไม่ถูกต้อง มันจะมีอันเปึนนะแล้วจะเห็นกันนะ ผลที่สุดก็โกรธ แล้วก็ไปยุบสภา ลูกหลานก็ไม่ได้ลง เนื่องจากล็อกเงื่อนเวลาไว้ ต้องสังกัดพรรค ๙๐ วัน อะไรต่าง ๆ ยุบสภาป้ ๒๕๔๙ ผมยังจําวันที่ได้เลย โน้ตเอาไว้นะครับ แล้วก็ให้มี การเลือกตั้ง วันไหนหรือครับวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ วันเกิดผมวันที่ ๑ ให้มีการเลือกตั้ง วันที่ ๒ เมษายน ผลสุดท้ายพี่น้องชาวบ้านจะเลี้ยงกันก็เลี้ยงไม่ได้ ผมก็ต้องทําบุญ ตอนเช้า ท่านประธานครับนักข่าวก็ไปถามบอกว่า ทําไมเขาถึงจะประกาศเลือกตั้งกันด่วน อย่างนี้ล่ะ ให้มีการเลือกตั้ง ๓๐ กว่าวันเท่านั้นเอง ผลที่สุดผมก็ทําบุญและนักข่าวไปถาม แล้วเปึนอย่างไร ผมบอกว่าผมคงไม่ได้ลงหรอกเพราะว่าสังกัดพรรคไหนก็ไม่ทันแล้ว ๙๐ วัน รวมทั้งลูกหลานด้วย แต่ผมบอกว่าอย่างไร บอกว่าถ้าทําอย่างนี้อย่างไรก็ชนะ นะครับ ทําให้พรรคประชาธิปัตย์ก็ดี พรรคชาติไทยก็ดี อะไรก็ดี ผลที่สุดก็อะเกน (Again) นะครับ ไม่ลงสมัครกันอะไรกัน ก็มีการเลือกตั้งกัน ผมบอกแล้วบอกว่า ชนะศึก แต่แพ้สงครามนะ คําว่า ชนะศึกแพ้สงคราม นี่แหละครับ คนรุ่นใหม่ ๆ ไม่ค่อยได้ยิน ได้ยินแล้วก็ยังงงว่า เอ๊ะ มันเปึนอย่างไร ก็เหมือนกันแหละครับ ก็ไปบีบคั้นเอา เอากําลังไป ยึดบ้านยึดเมืองเขาไปอะไรเขา นี่เขาเรียกว่า ชนะศึก แต่ในที่สุดนะครับ ความไม่ชอบธรรม ความอะไรมันจะแพ้สงคราม ก็หมายความว่า ในที่สุดก็ปกครองกันไม่ได้ ในที่สุดก็แพ้ มันก็จะมาเข้าข่ายท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่รักนะครับว่าท่านไปไตร่ตรองดูให้ดีนะครับ ท่านเมื่อสักครู่นี้ ท่าน ส.ส. บุรีรัมย์บอก ผมไม่ใช่งูเห่า อยู่พรรคเดียวกันนะ ท่านดูสิ ท่านลองไล่ดูท่านนายกรัฐมนตรีครับ เลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม สู้กัน ๒ พรรคก็ว่าได้ เรียกว่า เอากันเปึนเอากันตายเลยว่าอย่างนั้นเถอะ คนอื่นอาจจะไม่รู้หรอก รู้ก็เยอะไม่รู้ ก็เยอะ แต่ผมนี่รู้ดี เพราะว่าอยู่ในท่ามกลาง อยู่ตรงกลาง แล้วก็ถือว่าเปึนพรรคการเมือง พรรคหนึ่ง ในที่สุดนะครับผลการเลือกตั้งออกมา พรรคที่เราไปบอกเขาไม่ดีแล้วจน ถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็ได้เสียงข้างมาก ต่ํากว่ากึ่งหนึ่งแค่ ๗ เสียง เท่านั้นเอง ผมไม่เคยพูดเรียกว่า จะไปหักหลังใคร ก็ขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้เกียรติ โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ ไปถึงบ้านก็คุยกันในฐานะน้องนุ่ง พี่น้องกัน แต่ว่าในเมื่อเลือกตั้งเข้ามา แล้วก็ปฏิวัติรัฐประหารได้รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ รัฐประหารก็ทําให้บ้านเมืองวุ่นวาย ตกต่ําสุด ๆ เหมือนกันแล้วก็ไปออกรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวขึ้นมาป้ ๒๕๔๙ แล้วก็มาอัดไว้ในป้ ๒๕๕๐ อีก ทั้งดุ้นเลย ทั้งดุ้น ท่านบอกว่า จะแก้รัฐธรรมนูญ มันก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ เพราะฉะนั้นเอาความจริงมาพูดกัน ผมชอบพูดความจริง แล้วในที่สุดก็ทําสารพัดอย่าง จนทําให้เกิดการใช้อํานาจของสถาบันหลัก ๆ ของบ้านของเมืองพังพินาศหมด ไม่ต้องมา อําพรางกัน พูดกันตรง ๆ บ้านเมืองของเราไม่ใช่คนโง่ สังคมโลกเขาก็มองเห็น เพราะฉะนั้นผมก็ไม่อยากจะไปตอกย้ํา ไม่อยากจะเห็นภาพอะไรต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติเอาออกมา ไม่จบหรอกครับ ท่านสมาชิกลูกหลานมาจากจังหวัดบุรีรัมย์พูดไป เมื่อสักครู่นี้ผมก็เสียใจ บอก ไม่ใช่งูเห่า ถ้าใครเสนอสมัคร สุนทรเวช ก็ไปแล้ว สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ไปแล้ว ทําไมในพรรคไทยรักไทยถึงไม่เสนอเฉลิม อยู่บํารุง ล่ะ นั่นพูดแดกดัน กัน เราก็รู้อยู่แล้วนะครับว่ากลุ่มลูกหลานนี่ก็ลูกหลานผมทั้งนั้นแหละ เคยอยู่ด้วยกันมา ที่แตกแยกออกไปก็เพราะว่าพรรคไทยรักไทย พอสมัครไป ท่านสมชายไป แล้วปล่อยข่าว บอกว่าจะเสนอเฉลิม พวกนี้ต้องไปให้ข้อสัมภาษณ์ ก็เพราะว่าจะเสนอเฉลิมใช่ไหมถึงต้อง มาเสนออภิสิทธิ์ เพราะฉะนั้นพูดอะไรในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้นะครับ ต้องพูดให้มีเหตุ มีผล เอาเรื่องจริง ๆ มาพูดกัน แต่วันนี้ผมไม่อยากจะตอกย้ําในเรื่องที่มันจะเลวร้ายไปกว่า นี้นะครับ อยากจะกราบวิงวอน กราบเท้าทุกคนครับ ไม่ว่าจะเปึนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในห้องแห่งนี้ที่อาสาทําหน้าที่ให้กับบ้านกับเมืองมาด้วยกันคิดกันเสียใหม่ ท่าน นายกรัฐมนตรีก็ทบทวนกันต่อไปว่า การที่หักดิบได้มาซึ่งอํานาจนั้นไม่มีอะไรที่จะจีรัง ผมเรียนตรง ๆ ผมเปึนห่วงเปึนใย และที่พูดกันมา ๒ วันถึงวันนี้นะครับ ถ้าหากว่า ไม่หาทางหันหน้าเข้ามาหากันอย่าไปหวังเลยครับว่าความสงบสุขกับบ้านกับเมืองนั้น จะคงอยู่ได้ มันร้าวลึกตั้งแต่ผมรู้ความ ผมเกิดทันสงครามอินโดจีนนะครับ ผมเกิดทัน สงครามโลกครั้งที่ ๒ บ้านผมมีศูนย์อพยพเขมร ๖-๗ ศูนย์ มีศูนย์อพยพคนไทยซึ่งผม จะต้องไปรับผิดชอบร่วมกับพี่น้องทหารหาญกับข้าราชการ เพราะเปึนคนที่จะต้องดูแล ตรงนั้น มีศูนย์อพยพญวน เวียดนาม เดี๋ยวนี้ก็ออกลูกแผ่หลานกันเต็มอยู่ที่บ้าน เราอยากจะเห็นประเทศไทยแบบมีเขมรแดง เขมรขาวหรือครับ เราอยากจะเห็นลาวขาว ลาวแดงหรือครับ เราอยากจะเห็นเวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้หรือ ครับ เราอยากจะเห็นเหมือนกับพี่น้องทางพม่าหรือครับ ผมคิดว่าทุกคนไม่พึงปรารถนา อยากจะเห็น แต่ถ้าหากไม่หันหน้าเข้ามาหากันอย่างแท้จริงนะครับ ผมพูดอะไรไว้ไม่มีผิด ก็แล้วกันผมบอก เดี๋ยวจะหาว่าเปึนผู้เฒ่าเกิดนานเฉย ๆ อย่าให้เขาประณามคนผู้เฒ่า อย่างพวกเรานะครับท่านประธานที่เคารพ เราไม่ใช่เกิดนานเฉย ๆ นะครับ เราเกิดมา อย่างรับผิดชอบในเมื่อมีโอกาสแล้วก็เขาขีดลิขิตมา เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะขอพูดในฐานะ หลายอย่าง ในฐานะที่เปึนคนมีโอกาสทําหน้าที่ให้กับบ้านกับเมืองมาอย่างน้อยก็เปึน ผู้แทนราษฎรมา ๑๐ กว่าสมัย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เปึนเสนาบดีมาก็มากมาย แล้วก็มีฉายาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขอกราบวิงวอน นะครับ เลิกพูดกันสักทีเถอะครับ เลิกเอานี่ครับ ผมพูดกับสื่อมวลชลไป อะไรไป วันนี้ ออกมาก็รู้สึกว่าเข้าท่าเข้าทาง หยุดทําลายประเทศไทยได้แล้วนะครับ หยุดเถอะครับ การได้อํานาจมาท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะพูดไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็พูดถึง ส.ส. จากจังหวัดบุรีรัมย์ว่าถ้าเสนอเฉลิม ผมจะยกมือให้ ทําไมไม่เอาคน ในพรรคไทยรักไทย แล้วไปเสนอเอาใครมา ผมเสนอประชา พรหมนอก วันนั้นนะครับ ผมขอเรียนตรง ๆ ว่า ผมบอกแล้วผมไม่ได้ตั้งรัฐบาลแข่งกับท่านอภิสิทธิ์นะ ผมพูดกับ พรรคใหญ่เขา ไม่ใช่พูดกับทักษิณนะครับ พูดกับวิทยา พูดกับหลาย ๆ คนมาประชุมกัน มาทานข้าวกันที่บ้าน บอกให้ลูกให้หลานโว๊ย เอาอย่างนี้โว๊ย เพราะฉะนั้นทุกคนก็บอกเอา มอบอํานาจเต็มให้ปิาเลย เดี๋ยวผมจะพูดไปเคลียร์กันเอง หาทางออกให้ประเทศไทย หน่อยสิ นี่เรื่องที่มานะครับ เรื่องจริง ๆ เปึนอย่างนี้ หลังจากนั้นมาเราก็เคลียร์กันถึงญาติ พี่น้องของคุณทักษิณเขา เขาก็ โอ.เค. บอกเอา คือตอนนั้นมันมีวิกฤติ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ต้องยอมรับว่าทางเสื้อเหลือง ทั้งไปยึดสนามบินทั้งอะไรต่าง ๆ บ้านเมืองไม่ต้องไปพูด กันหรอกครับ ผมก็ไม่อยากไปตอกย้ํา แล้วก็การตัดสินใจอะไรต่าง ๆ นะครับ โดยเฉพาะ ตั้ง คตส. ไป อะไรไป ผมก็ไม่อยากจะไปตอกย้ําว่ามันผิดทั้งนั้นละครับ อย่าง คตส. ในนั้น อย่างน้อยที่สุดก็มีคนรุ่นน้อง ๆ ผม อาจจะเปึนรุ่นราวคราวเดียวกัน อ่อนกว่าผมนิดหน่อย เปึนฝ์ายตุลาการเก่าแก่มา ก็ยังไม่ได้ลาออกจากหน้าที่อะไร เพราะฉะนั้นเปึน คตส. ก็เหมือนกับว่าไปทําสํานวนเอง ไปจับเองอะไรเอง แล้วก็ตัดสินเองที่ไหนมีครับ ไม่มี อย่างน้อยก็ ๓ คน ๔ คน ตั้งองค์กรอิสระไปอะไรไป มันมีเจตนา จะฆ่าหนูตัวเดียว จับหนู ตัวเดียว เผาบ้านเผาเมืองกันขนาดนี้ ผมไม่เห็นด้วย มีวิธีอื่นกันเยอะแยะทําไมถึงไม่ทํา ครับ ทําไมงี่เง่ากันอย่างนี้ ทําไมจะต้องมาเผาไร่ เผานาเพื่อจะจับหนูตัวเดียวนั้นหรือครับ เผาบ้านเผาช่องหนูมากัดกางเกงขาด กัดกระโปรงขาด กันยกทรงขาดสักตัวหนึ่ง เผาบ้าน เผาเมืองกันเลย มันไม่ถูกนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเถอะครับ พูดกันอย่างนี้ไม่จบ ท่านประธานที่เคารพ ที่ผมฟังมา ๒ วันนี่นะครับ มีแต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีครับถ้าหากไม่ หันหน้าเข้ามาจริง ๆ นะครับ ไม่มาคุยกันครับ ท่านจะเปึนนายกรัฐมนตรีที่จะต้องจารึก เอาไว้ว่า ท่านจะทําให้บ้านเมืองนี้ลุกเปึนไฟ จะหาจุดจบไม่ได้ในทางที่ถูกที่ต้อง ฟังผมนะ ผมไม่ใช่หมอดู แต่ผมพูดเอาไว้ วันนั้นผมเสนอ ประชา พรหมนอก ผมไม่ได้แข่งกับท่าน นะครับ ผมหาทางออกให้กับประเทศชาติบ้านเมือง และหลังจากนั้นมา ประชา พรหมนอก จะไม่มาวันนั้น ผมอาศัยเปึนเหมือนกับพี่ ตั้งเขาเปึนอธิบดีกรมตํารวจมากับมือ รู้จักกันมาตั้งแต่เขาเปึนผู้กํากับนะครับ บอก เฮ้ย ชา อั๊วก็รู้ว่าลื้อแพ้ แต่ลื้อแพ้เพื่อประเทศชาติสักครั้งไม่ได้หรือวะ ประชาก็ลูกผู้ชายนะครับมา วันนั้นผมบอกเลย ผมไม่รู้หรือว่าคืนนั้นทั้งคืนทําอะไรกันบ้าง มีการทําอะไรกันบ้างในการ โหวตวันนั้น เพราะฉะนั้นอะไรก็แล้วแต่ ขอพูดอย่างสร้างสรรค์ ขอพูดอย่างผู้อาวุโส ขอพูด อย่างผู้เฒ่านะครับ ที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตลอดชีวิตมา ร่วมกับผู้หลักผู้ใหญ่ หัวหลักหัวตอใหญ่ ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ก็คุยกันหลายคนนะครับคุยกันอยู่ ว่าเปึน ห่วงเปึนใยบ้านเมืองจะทําอย่างไรกันดี ผมคิดว่าหันหน้ากลับมาเถอะครับหันหน้ากลับมา หากันรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีอะไรให้ปฏิรูปอีกแล้ว ประเทศไทยปฏิรูปกันมาไม่รู้จะปฏิรูปกันอย่างไรแล้วนะครับ ปฏิรูปตัวเองคนที่รับอาสา เข้ามาในสภาแห่งนี้ก็ดี หรืออยู่นอกสภาก็ดี เปึนนักการเมือง เปึนข้าราชการ เปึนอะไร ต่าง ๆ อาสานะครับ คนกินเงินเดือนนี่ถือว่าอาสา ถ้าโบราณเขาบอกว่าเลี้ยงช้างให้กิน ขี้ช้าง แต่เด็กรุ่นใหม่เอาหูทวนลมเถอะครับ แม้กระทั่งคนรุ่นเก่าถ้าไม่เอามาขยายผลก็ไม่รู้ ว่าเรียนช้างกินขี้ช้างหมายความว่าอย่างไร เลี้ยงช้างถ้าช้างเปรียบเหมือนประเทศชาติ บ้านเมือง โบราณเขาบอกว่าเลี้ยงช้างให้กินขี้ช้าง ถ้ายศน้อยหน่อยซีน้อยหน่อยก็กินขี้ช้าง น้อยหน่อย ถ้ามียศมาก ๆ มีซีมาก ๆ ก็กินขี้ช้างคําใหญ่หน่อย แต่ถ้าช้างจะมีขี้ให้กิน ต้อง เลี้ยงช้างให้มันอ้วนมันพีนะครับ ถ้าไม่เลี้ยงช้างให้อ้วนให้พีนี่ไม่มีขี้ให้กินหรอก แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ความคิดแตกแยกกัน ถ้าความคิดแตกแยกในเรื่องสร้างสรรค์รับรอง ว่ามันไม่นั่นหรอก จะสร้างสรรค์บ้านเมืองนี้จะสร้างอย่างนี้ อย่างนี้ไม่ดีนะควรจะเติมอย่าง นี้มันก็อยู่ในแนวเดียวกัน แต่เดี๋ยวนี้นะครับความคิดมันแตกแยกกัน เพราะผลประโยชน์ ส่วนตัวกันทั้งนั้น ไม่ได้คํานึงถึงว่าถ้าทําอย่างนี้บ้านเมืองจะเสียหายอย่างไร อย่างเช่น เลือกตั้งเข้ามา แล้วก็มาแย่งชิงอํานาจกันอย่างนี้ เขาเรียกว่าหักดิบเอาอํานาจที่หักดิบมา ไม่จีรังหรอกครับ และโดยเฉพาะวิกฤติตอนนี้ด้วย ผมคิดว่าไม่มีทางจะจบได้ท่าน นายกรัฐมนตรีท่านอย่าไปฟังใครเลย ท่านจะเปึนอนาคตของชาติ ผมอาจจะมองอะไรที่ ไกลนะครับแล้วก็แม่นเสียด้วยจากประสบการณ์ ไม่ใช่เปึนคนแก่เกิดนานเฉย ๆ นะครับ และผมรู้คนด้วยรู้คนข้าง ๆ ท่านทั้งหมดนิสัยเปึนอย่างไร อะไรเปึนอย่างไรผมรู้หมด เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมจะพูดหรือไม่พูดเท่านั้นเอง แต่วันนี้อยากจะให้ท่านลองไปทบทวนดู หันหน้าเข้ามาแล้วให้ท่านเปึนเจ้าภาพสรรหาคนเปึนนายกรัฐมนตรีเข้ามาปรองดอง เอาบ้านเอาเมืองไว้นะครับ ตอนนี้มีหน้าที่ทุกคนเอาประเทศชาติบ้านเมืองไว้เอาสถาบันไว้ เทิดทูน อย่าไปคิดนะครับ อย่างเช่นไปร้องเพลงเอาประเทศไทยของเราคืนมา เอาประเทศไทย ของเราคืนมา ใครมายึดประเทศไทยครับ ผมอยากจะถามว่าใครมายึดประเทศไทย ก็พวกเราต่างหากล่ะบอกปกปัองสถาบัน ใครละครับไปทําอะไรสถาบัน ก็พวกเรากันเองทั้งนั้นไปดึงลงมา แล้วก็ไปอ้างนั่นอ้างนี่ ถ้าอ้างไปทําในสิ่งที่ดีมันก็ไม่เปึนไร นี่กลับไปเอาอ้างพ่ออ้างแม่แล้วก็ไปทําผิดบ้าน ผิดเมือง ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูด สองคําก็กฎหมาย สามคําก็กฎหมาย แต่ท่านต้องย้อนอดีต ก่อนที่ท่านจะขึ้นมานั่งตรงนี้ ท่านขึ้นมาเพราะคนทําผิดกฎหมายใช่ไหม ท่านต้องไป ทบทวนตรงนี้ด้วยนะครับ ผมก็ไม่มีอะไรที่จะมากกว่านี้ ก็อยากจะให้ท่านทุกคนไป ทบทวนกันดูและหันหน้าเข้ามาหากันครับ เลิกพูดกันเสียที อ้ายอย่างนี้ไม่จบครับ พูดแล้ว ไม่จบ เอาสิ่งที่จบดีกว่าหันหน้าเข้ามาหากัน รัฐธรรมนูญนะครับ ปฏิรูปการเมืองเลิกพูด กัน เราเอาสภาแห่งนี้เท่านั้นเปึนที่จะต้องแก้วิกฤติให้กับบ้านกับเมือง รัฐธรรมนูญที่ดี ๆ มีตั้งหลายฉบับ อย่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ผมไม่ใช่ว่าค้านไม่รับนะครับ แต่ค้านไว้ว่า ให้อํานาจที่ไปเขียนอะไร ๆ ไว้ ให้กับอํานาจคนไว้มากเกินไปก็เอามาแก้เสียอะไรเสีย ป้ ๒๕๔๐ ผมว่าเราไม่ต้องไปแก้รัฐธรรมนูญอะไรเลย เพียงแต่ว่ามติของรัฐสภาแห่งนี้บอก ว่าให้งดใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เสีย เอารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาใช้ แล้วก็เขียน บทเฉพาะกาลห้อยท้ายไว้เลย การกระทําใด ๆ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน นั่นก็ถือว่าให้เลิก แล้วต่อกัน ไปตั้งองค์กรอิสระอะไรต่าง ๆ ที่ไปทําผิดบ้าง ถูกบ้างอะไรก็ไม่เอากันมานับ ๑ กันใหม่นะครับ ผมคิดว่าใครจะมาคิดล้มล้างสถาบันแค่คิดก็บรรลัยแล้ว ใครจะมาคิด ล้มล้างประเทศชาติบ้านเมืองในทางไม่ถูกไม่ต้อง แค่คิดก็บรรลัยแล้ว ผมบอกให้แค่นั้น นะครับ แค่คิดก็บรรลัยแล้ว ก็ขอฝากท่านนายกรัฐมนตรีเปึนคนหนุ่มซึ่งเปึนอนาคตของ ประเทศชาติไว้ในโอกาสนี้ แล้วก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ขอบคุณมากครับ