รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒

ทวีศักดิ์ ทิพย์บรรจง หารือเรื่องความขัดแย้งในสังคมไทย โดยกล่าวถึงสาเหตุสามประการของความขัดแย้ง รวมถึงการแตกต่างของการเมืองไทย และเรียกร้องแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ ทวีศักดิ์ ทิพย์บรรจง ยังหารือเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายนั้น และเรียกร้องการความโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาล

นายทวีศักดิ์ ทิพย์บรรจง สมาชิกวุฒิสภา บุรีรัมย์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทวีศักดิ์ ทิพย์บรรจง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนว่าต้องขอชมเชยรัฐบาลที่ได้มีจิตใจ กว้างขวาง แล้วก็ใช้ช่องทางที่รัฐธรรมนูญได้กําหนดเอาไว้ในการรับฟังความคิดเห็นของ สมาชิกรัฐสภา เพื่อที่จะประกอบการบริหารราชการที่ถูกต้องต่อไป แต่อย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ชั่วระยะเวลาประมาณเท่าที่ผ่านมาตั้งแต่เมื่อวานนี้จนกระทั่ง ถึงตอนนี้ บางคนยังสับสนว่า รัฐบาลจะฟังสภา หรือว่าจะให้สภาฟังรัฐบาล เพราะทุกอย่าง มันสับสนกันไปหมด ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของเหตุการณ์ร้าย ๆ ต่าง ๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเปึนที่พัทยาก็ดี ไม่ว่าจะเปึนที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็ดี ท่านสมาชิกได้ กรุณาอภิปรายโดยละเอียดแล้ว แล้วก็คงจะต้องคิดกันต่อไปว่าเราจะทําอย่างไร อย่างไร ก็ตาม กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่าความขัดแย้งทั้งหมด ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมด นั้น มันเกิดจากปรากฏการณ์อันเกิดจากการแตกแยกของสังคมไทย ซึ่งในขณะนี้ได้ ปรากฏกันกว้างขวาง แล้วก็มีความรุนแรงมากขึ้นโดยลําดับ จะถามว่าสาเหตุหรือสมมุติฐานที่เกิดความขัดแย้งที่ว่านั้นเกิดจากเหตุใด ผมอยากจะขอ กราบเรียนว่าเราอาจจะประมวลได้ ๓ สาเหตุด้วยกัน

อันแรกก็คือ ความแตกต่างกันในทางการเมือง ซึ่งมีรัฐธรรมนูญเปึนตัวตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับผมต้องขอกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับนั้นมีทั้งจุดเด่น จุดด้อยอยู่ในตัว การที่จะใช้รัฐธรรมนูญให้เกิดประโยชน์ได้แค่ไหนเพียงไรนั้นขึ้นอยู่กับ ผู้ปฏิบัติเปึนสําคัญ ก็มีความตั้งใจจริง ทํางานเพื่อประเทศชาติมากน้อยแค่ไหนเพียงไร โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้น ต้องขอกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดเด่นอยู่ ค่อนข้างมากในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ซึ่งได้กําหนดรัฐปัองกัน ระวัง รักษาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างกว้างขวาง ซึ่งตรงนี้เปึนจุดเด่นของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีข้อด้อยเช่นเดียวกัน จาก บทบัญญัติในหลาย ๆ มาตราทําให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้ได้บั่นทอนความเข้มแข็งของ รัฐบาล ได้บั่นทอนความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ซึ่งตรงนี้เปึนที่รับรู้กันทั่วไป นอกจากนั้นข้อกําหนดบางข้อก็เปึนที่กังขาว่าได้กําหนดขึ้นเพื่อที่จะสกัดกั้นบุคคลไหน แค่ไหน เพียงไร หรือไม่ อย่างเช่นในเรื่องของบทบัญญัติที่บอกว่าผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองจะเปึนของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์หรือคมนาคมมิได้ ซึ่งทั้งนี้รวมถึงคู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาด้วย ตรงนี้ดูเหมือนจะไม่เปึนธรรม มาตรา ๑๙๐ ก็เปึนจุดอ่อนในเรื่อง ของการทําหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ซึ่งจะต้องจัดให้รับฟังความคิดเห็น จะต้องเสนอ ขอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา นอกจากนั้นจะต้องชี้แจงต่อสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ด้วย ซึ่งทําให้เกิดความล่าช้าในหลายเรื่องหลายราว มาตรานี้ถ้าหากว่าเราจะแก้ไขด้วย การกําหนดให้ชัดเจนลงไปว่าสัญญาประเภทไหนที่จะต้องผ่านสภา มันก็จะเกิดความ คล่องตัวมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ครับก็คือตัวอย่างที่เห็นว่าในรัฐธรรมนูญในฉบับเดียวกันนั้น ก็มีทั้งจุดแข็งและจุดที่จะต้องมีการปรับปรุง สมมุติฐานข้อที่ ๒ ในเรื่องที่ทําให้เกิดความ แตกแยกในสังคม ก็คือเรื่องของสิ่งที่เราเรียกว่าการบังคับใช้กฎหมายซึ่งมีความแตกต่าง กันในหลาย ๆ กลุ่มคน ซึ่งบางท่านอาจจะเรียกว่า ๒ มาตรฐาน ซึ่งผมจะไม่ขอเรียนก้าว ล่วงเข้าไป เนื่องจากว่าได้มีสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปโดยละเอียดแล้ว

สาเหตุแห่งการแตกแยกของสังคมประการที่ ๓ เปึนเรื่องของความรักและ ความชัง ท่านประธานที่เคารพครับ เดิมทีนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ นั้นมีความ คล้ายคลึงกัน เมื่อเวลาจัดตั้งรัฐบาลแล้วจะเอานโยบายมาใส่เข้ามาเปึนแผนปฏิบัติหรือไม่ ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่หลังจากที่ได้มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งจะออกชื่อ ก็ได้ คือพรรคไทยรักไทย ได้กําหนดนโยบายขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเปึนนโยบาย ๓๐ บาท รักษาทุกโรคก็ดี เอสเอ็มแอล (SML : Small Medium Large) กองทุนหมู่บ้านและชุมชน โครงการงานโอท็อป (OTOP : One Tampon One Product) การพักชําระหนี้ รวมทั้ง การปราบปรามยาเสพติด ปรากฏว่าสามารถที่จะทําได้ตามที่ได้กําหนดเปึนนโยบายของ พรรค มันทําให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจของพี่น้องประชาชน และมีความผูกพัน มีความ ศรัทธาในหัวหน้าพรรค และสิ่งเหล่านี้ก็เปึนที่มาของความรักและความศรัทธา และบุคคล นี้ก็เปึนกลุ่มหนึ่งที่มีความคิดว่าหัวหน้าพรรคของเขาซึ่งถูกกระทํารับประหารเมื่อป้ ๒๕๔๙ นั้นไม่ได้รับความเปึนธรรม นี่ก็คือกลุ่มหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ อีกกลุ่มหนึ่งได้มองท่านหัวหน้าพรรคพรรคนี้ว่าได้มี ผลประโยชน์ทับซ้อนกันมาก มีการกระทําที่เปึนการขัดกันแห่งผลประโยชน์มากมาย เหลือเกิน ซึ่งเปึนเรื่องที่รับไม่ได้ เปึนเรื่องที่น่ารังเกียจ และเปึนเรื่องที่น่าชิงชัง นี่ก็คืออีก กลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นบ้านเมืองของเราจึงแบ่งออกเปึนกลุ่ม ๆ และก็มีความเห็นที่ตรงกัน ข้ามกัน แต่ละกลุ่มก็เปึนแต่ละสี ในขณะนี้เรามี ๒ สี ๓ สี แล้วเราไม่ทราบว่าจะมีสีอีกกี่สี นี่คือเรื่องที่มีความสําคัญนะครับ เพราะว่าถ้าหากว่ามีมากสีเท่าไร ก็คงจะเกิดความ หายนะไปมากขึ้นเท่านั้น ทั้ง ๓ สาเหตุนี้เราจะทําอย่างไรครับ ทั้ง ๓ สาเหตุนี้ถามว่า รัฐบาลทราบไหม รัฐบาลทราบดีครับ เพราะในการแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น รัฐบาล ได้บอกว่ารัฐบาลนั้นเข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่สังคมไทยมีความขัดแย้งและมีความ แตกแยก รวมทั้งมีปัญหาเศรษฐกิจด้วย เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะสร้างความปรองดอง สมานฉันท์บนพื้นฐานของความถูกต้อง และเรื่องของความสมานฉันท์นั้นเปึนกิจกรรม แรก ๆ กิจกรรมต้น ๆ ที่รัฐบาลจะต้องทํา แต่ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้ทํา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขณะนี้รัฐบาลกําลังจะเริ่มมีการสอบถามพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะต้องการอะไร จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจะมีกฎหมายใด ผมเองค่อนข้างจะตกใจนะครับ เพราะว่าท่าน ใช้ระยะเวลาประมาณ ๒ สัปดาห์เท่านั้นเอง การที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการที่จะ พิจารณากฎหมายสําคัญ ๆ นั้น คงจะต้องให้เวลา และจะต้องมีความครอบคลุมในหลาย ๆ มิติ จะต้องรับทราบความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะสมาชิกสภาเท่านั้น เพราะฉะนั้นกระผมอยากจะขอเรียนว่ารัฐบาลจะต้องใช้ความรอบคอบ เพราะถ้าเกิด ความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่งจะเปึนความขัดแย้งที่รุนแรง หรือจะเปึนความขัดแย้งที่ทําให้เกิด ความล่มสลายของประเทศชาติ

ประการที่ ๒ ในเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมายนั้น กระผมคิดว่ารัฐบาล สามารถที่จะทําได้แล้ว และค่อนข้างจะสบายใจตรงที่ได้ทราบว่ารัฐบาลก็มีความประสงค์ เช่นเดียวกันที่จะใช้กฎหมายเปึนเครื่องมือ เปึนกลไกที่สําคัญในการที่จะสร้างความเสมอ ภาคให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งตรงนี้ผมขอสนับสนุนเปึนอย่างมาก

ประการต่อไป เนื่องจากว่าตลอดระยะเวลาที่รับฟังสภาในครั้งนี้ ได้เห็น ความแตกต่างของการนําเสนอข้อมูลของฝ์ายรัฐบาลและอีกฝ์ายหนึ่งอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคนในสภาเองก็ดี พี่น้องประชาชนที่อยู่ที่บ้านก็ดี กําลังมีความสับสน ว่า ข้อมูลของใครจะเปึนข้อมูลที่ถูกต้อง ผมคิดว่าเปึนหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดตั้ง คณะกรรมการเพื่อจะสอบสวนทวนความ แล้วก็แถลงออกมาอย่างชัดเจน สุดท้ายก็คือ รัฐบาลจะต้องแสวงหาแนวร่วม แนวร่วมเพื่อที่จะสร้างความสมานฉันท์ สร้างความ ปรองดอง เริ่มตั้งแต่ในรัฐบาลนั่นละครับ รัฐบาลจะต้องไม่ใช้แง่มุม จะต้องไม่ใช้ความ ได้เปรียบกับพรรคร่วมรัฐบาล ผมได้เห็นการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมที่ได้ผ่านสภาไป แล้ว ในบางกระทรวงที่มีพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ได้งบประมาณน้อยเหลือเกิน อย่างกระทรวง การท่องเที่ยวซึ่งมีภารกิจมากมายที่จะต้องฟุ๋นฟูการท่องเที่ยว แต่ได้รับการจัดสรรเพียง เล็กน้อยเท่านั้น กระทรวงอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าขอให้รัฐบาลได้มีใจ กว้าง แล้วก็สร้างแนวร่วมให้มาก ทั้งหมดนี้ก็จะทําให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นั้นลุล่วงไป ด้วยดี ขอขอบคุณครับ