รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๒

วันชัย แสงสุขเอี่ยม หารือเรื่องการขอความเห็นชอบจากสภาในการกู้เงิน 70,000 ล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยแสดงความคิดเห็นเรื่องการกู้เงินจากต่างประเทศและสนับสนุนการกู้เงินภายในประเทศเพื่อสนับสนุนฟุ้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกู้เงินของรัฐบาลและเสนอวิธีแก้ไขปัญหาการกู้เงินโดยไม่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศ

นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

เช่นเดียวกับ จีดีพี ของ ๑๔ ประเทศคู่ค้าสําคัญของไทย ซึ่งประเมินว่าจะติดลบประมาณ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์เช่นกัน ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลมีความประสงค์ที่จะขอความเห็น จากรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยเสนอกรอบการเจรจากู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในวงเงิน ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จากธนาคารโลกหรือว่าเวิล์ด แบงก์ (World Bank) แล้วก็จากธนาคาร พัฒนาเอเชียหรือว่า เอดีบี (ADB) และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ์น ไจก้า ท่านประธานครับ ตามมาตรา ๒๒ ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ป้ ๒๕๔๘ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้กระทําได้ เมื่อมีความจําเปึนต้องจ่ายเงิน นอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจําป้ และจะต้องใช้เงินตราต่างประเทศหรือ จําเปึนต้องกู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ โดยให้ กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินตราต่างประเทศได้ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของงบประมาณ รายจ่ายประจําป้และงบประมาณเพิ่มเติม

ท่านประธานครับ ในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ กระทรวงการคลังสามารถ กู้เงินจากต่างประเทศได้ในวงเงินไม่เกิน ๑๘๓,๕๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณประจําป้ ซึ่งในขณะนี้มีโครงการลงทุนของรัฐบาลที่ใช้เงินกู้จาก ต่างประเทศ และได้บรรจุไว้ในแผนบริหารหนี้สาธารณะประจําป้ ๒๕๕๒ แล้ว เปึนวงเงิน ๓๘,๐๖๓ ล้านบาท นั่นหมายความว่ามีวงเงินที่สามารถกู้ได้เพิ่มเติมอีกประมาณ ๑๔๕,๔๓๗ ล้านบาท หรือประมาณ ๔,๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนะครับ ซึ่งรัฐบาล ก็ขอความเห็นชอบกู้เพียง ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย สนับสนุนกรอบการเจรจากู้เงินของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าเรื่องการเจรจากรอบการกู้เงิน ดังกล่าวนี้มีต้นทุนการกู้เงินประมาณ ๒.๕๓-๓.๗๙ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ ระยะเวลากู้ ๗-๑๐ ป้ ซึ่งเปึนต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป เทียบกับกรณีที่รัฐบาลเลือกออกพันธบัตรรัฐบาลอายุ ๑๐ ป้ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยประมาณ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ ในขณะเดียวกันพันธบัตรรัฐบาลของ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอายุ ๑๐ ป้เหมือนกันก็มีอัตราดอกเบี้ยประมาณ ๒.๖-๒.๗ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ จะเห็นว่าการกู้เงินดังกล่าวเพื่อมาเปึนเงินทุนสํารองในการรองรับผลกระทบจากวิกฤติ เศรษฐกิจที่รุนแรงมาก และมีความไม่แน่นอน ผันผวนค่อนข้างสูงนะครับ ผมพิจารณาเห็นว่าเปึนการสํารองที่ดี แต่สิ่งสําคัญที่จะต้องพิจารณาให้ดี ขอฝาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็คือเงื่อนไขการกู้เงินที่เปึนประโยชน์ต่อรัฐบาลไทย เช่น คอมมิทเมนท์ ฟ้ (Commitment Fee) หรือว่าค่าธรรมเนียมในการตกลงกู้เงินและ การทําสัญญานะครับ อัตราดอกเบี้ยที่มีความเหมาะสมและก็ เกรท พีเรียด (Great Period) ก็คือระยะเวลาการปลอดชําระเงินต้นในช่วงป้แรก ๆ เช่น การไม่ต้องชําระคืน เงินต้นในระยะ ๒ ป้แรก เปึนต้นอย่างนี้นะครับ ๔. ก็คือค่าเบี้ยปรับผิดสัญญา หรือ เบี้ยปรับการผิดสัญญาบางประการ การผิดนัดชําระหนี้ เงื่อนไขการกู้เงินเปึนสิ่งที่สําคัญ มาก ซึ่งขอฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาในรายละเอียดนะครับ ท่านประธานครับ ผมมีความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า นอกจากการเจรจากู้เงินจากองค์กร ระหว่างประเทศแล้ว รัฐบาลควรมีนโยบายกู้เงินภายในประเทศด้วย เพื่อสนับสนุนฟุ๋นฟู เศรษฐกิจในประเทศอีกทางหนึ่งด้วยนะครับ ซึ่งการกู้เงินภายในประเทศไม่จําเปึนต้องขอ ความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วย ท่านก็จะสะดวกมากนะครับ เพราะว่าท่านสามารถกู้เงิน ภายในประเทศได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ ตามมาตรา ๒๑ ของ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ๒๕๔๘ และแก้ไขเพิ่มเติม ๒๕๕๑ บัญญัติว่า การกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ในป้งบประมาณหนึ่ง ให้กระทรวงการคลังกู้เปึนเงินบาทได้นะครับ ไม่เกินวงเงินร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณ รายจ่ายประจําป้และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม บวกกับร้อยละ ๘๐ ของงบประมาณ รายจ่ายที่ตั้งไว้นะครับ รวมเปึนวงเงินที่รัฐบาลสามารถกู้ภายในประเทศได้ถึง ๔๔๑,๒๘๐.๘ ล้านบาท แต่เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อจัดทํางบประมาณรายจ่าย แบบขาดดุลของป้งบประมาณ ๒๕๕๒ ไปแล้ว เปึนเงิน ๓๔๗,๐๖๐ ล้านบาท จึงทําให้ รัฐบาลยังคงสามารถกู้เงินภายในประเทศเพิ่มได้อีกถึงประมาณ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธาน รัฐบาลสามารถกู้เงินภายประเทศตามกรอบของกฎหมายได้อีกประมาณ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าการกู้เงินจากตลาดการเงิน ภายในประเทศมีข้อดีและก็เหมาะสมที่จะดําเนินการในสถานการณ์ปัจจุบันและ ในอนาคตข้างหน้าถ้ามีความจําเปึนนะครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า

๑. ไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

๒. ตามกฎหมายรัฐบาลยังมีวงเงินที่สามารถกู้ภายในประเทศได้ถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท

๓. การกระจายสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ส่งออก ผู้ประกอบการภาคการผลิตอื่น ๆ รวมถึงการค้ําประกันสินเชื่อผ่านสถาบัน การเงินของรัฐ ส่วนใหญ่เปึนความต้องการเงินกู้ในรูปของเงินบาท ไม่ใช่เงินตรา ต่างประเทศ นอกจากนั้นโครงการลงทุนภาครัฐบางส่วนก็สามารถใช้เงินกู้ภายในประเทศ ได้นะครับ

๔. ก็คือ รัฐบาลควรพิจารณาความเปึนไปได้ที่จะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้กู้โดยตรงกับสถาบันการเงินของรัฐเพื่อขยายสินเชื่อและให้บริการสินเชื่อ ซึ่งจะทําให้ รัฐบาลกู้เงินได้น้อยลง ท่านประธานครับ ถึงแม้ว่ากรณีที่รัฐบาลมีความจําเปึนจะต้องใช้ เงินตราต่างประเทศนะครับ รัฐบาลน่าจะพิจารณาความเปึนไปได้ในการที่จะใช้เงิน บางส่วนจากเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีทรัพย์สินต่างประเทศอยู่ถึง ๑๑๑,๓๖๔ ล้านเหรียญสหรัฐ อันนี้เปึนตัวเลข ณ วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๒ นี้เองครับ ถ้าหากนําไปใช้สัก ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ก็ไม่น่าจะทําให้เกิดความเสี่ยงอะไรนะครับ ด้วยเวลาที่จํากัดที่จริงผมจะกล่าวถึงเงินทุนสํารองระหว่างประเทศนะครับ ที่ประเทศไทย มีเงินทุนสํารองเปึนทรัพย์สินต่างประเทศถึง ๑๑๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญ