สุรเดช จิรัฐิติเจริญ หารือเรื่องการปฏิรูปด้านการค้า โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวให้เหมาะสมกับความอ่อนไหวของสินค้าไทย และการลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรการรูเข็ม และการค้าบริการ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาระดับความพร้อมของประเทศไทยในการแข่งขันในระดับโลก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสิทธิด้านทรัพย์สินทางปัญญาและสนับสนุนให้รัฐพิจารณาเรื่องการค้าและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ และเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งใจในการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมจะขออภิปรายในส่วนประเด็นของเรื่องกรอบการเจรจา การค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก และกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ภายใต้กรอบการเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม ซึ่งในวาระนี้เปึนวาระที่รัฐบาลเสนอ กรอบการพิจารณาเพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่ทางรัฐบาลจะไป ทําความตกลงกับประเทศต่าง ๆ ในวาระนี้มันมี ๒ เรื่อง ผมขอแยกในการอภิปราย
เรื่องแรก คือเรื่องกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก ซึ่งเดิมทีนั้นประเทศไทยเปึนสมาชิกความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า หรือแกตต์ (GATT) ตั้งแต่ป้ ๒๕๒๕ แล้วก็มีการเปลี่ยนเปึนดับเบิลยูทีโอ (WTO) เมื่อป้ ๒๕๓๘ แต่ปัจจุบันก็มีการเจรจาอยู่ตลอด ซึ่งปัจจุบันเปึนการเจรจารอบโดฮา (DOHA) ซึ่งมีการเจรจาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๔ ปัจจุบันก็ยังไม่สําเร็จ เนื่องจากว่ามีการคัดค้าน จากประเทศที่กําลังพัฒนา คือว่ามีการได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ดังนั้นเองจึงมี การต่อรองหรือว่าต่อรองทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กําลังพัฒนา ซึ่งมีประเด็นกรอบ ที่ทางรัฐบาลที่จะเสนอให้กับสภาแห่งนี้พิจารณา ซึ่งผมขออภิปรายกรอบในแต่ละประเด็น ที่จะพิจารณาในภายใต้โครงการการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอนะครับ
เรื่องที่สอง เรื่องการปฏิรูปด้านการค้าสินค้าการเกษตร ซึ่งทางกรอบที่ทาง รัฐบาลเสนอมายังรัฐสภาแห่งนี้บอกว่าเพื่อกําหนดให้มีมาตรการปัองกันพิเศษสําหรับ สินค้าเกษตรที่เหมาะสม เพราะว่าในการเจรจารอบพหุภาคี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ทั้งโลก หรือในส่วนที่เปึนสมาชิกดับเบิลยูทีโอมีผลถึงร้อยกว่าประเทศ ดังนั้นเองการเจรจาต้องดู อย่างรอบคอบ รอบด้านว่ามีผลกระทบเสียหายอย่างไร แล้วก็ให้มีการลดและอุดหนุน ภายในให้ลดลงมากที่สุดเท่าที่เปึนไปได้ และมุ่งให้มีการยกเลิกและอุดหนุนสินค้า การส่งออก อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ์นมีการอุดหนุนสินค้าเกษตรของเขาเปึนจํานวนมาก เช่น ข้าวของญี่ปุ์น หรือแม้กระทั่งประเทศฟ่ลิปป่นส์ที่ว่ามีกําแพงภาษีซึ่งเรามีอาฟตาจะมี ผลวันที่ ๑ มกราคม แต่ประเทศฟ่ลิปป่นส์เองก็ไม่ยอมลดอัตราภาษีซึ่งเปึนข้อตกลงที่เรา ได้ตกลงกันไว้ ดังนั้นเองกระผมเองในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็เปึนห่วงว่าการที่จะตกลง รอบพหุภาคีหรือดับเบิลยูทีโอนั้น เปึนข้อตกลงซึ่งตกลงทั่วโลก เราเองตกลงทวิภาคี ระหว่างคู่เจรจายังตกลงกันยากเลย แต่ถ้าเรามาตกลงกันในระดับพหุภาคีคือในรอบ ของดับเบิลยูทีโอ รอบโดฮา ในปัจจุบันนั้นมีความเปึนไปได้ขนาดไหน ก็คงอยากเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีหรือทางผู้เกี่ยวข้องให้พิจารณาอย่างรอบคอบ
เรื่องที่ ๒ กรอบการเจรจาในประเด็นที่ ๒ เรื่องการเป่ดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งบอกว่าให้มีระยะเวลาในการปรับตัวที่เหมาะสมแก่สินค้าที่มีความอ่อนไหวของไทย ไทยเราถ้าเป่ดเลยในรอบพหุภาคี ผมก็ยังห่วงใยว่าถ้าเป่ดนั้นประเทศที่มีอุตสาหกรรม ที่เข้มแข็งกว่า ถ้าเราเป่ดอย่างทันทีทันใดนั้นความพร้อมของสินค้าเราจะมีความพร้อม เพียงใด ขนาดไหน แล้วบอกว่าผลักดันให้มีการลดและเลิกอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ให้มากที่สุดที่เปึนไปได้ เช่น ตอนนี้รัฐบาลเองบอกว่ามีมาตรการรูเข็ม คือพยายามกีดกัน สินค้าต่าง ๆ หรือข้อห้ามต่าง ๆ ว่าห้ามนําเข้าหรือตั้งกําแพงภาษีซึ่งทํารายได้หรือมีมาตรการ อีกมากมาย ดังนั้นเองมาตรการรูเข็มที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทําอยู่เปึนไปได้แค่ไหน ถ้าว่าเราป่ด กีดกันมากการลักลอบ อย่างเช่น กระเทียม ในจังหวัดภาคเหนือเรามีการกีดกันต้องนําเข้า ต้องแจ้ง เขาเรียกว่ามาตรการรูเข็ม แต่พอ มีมาตรการรูเข็มนั้นก็มีการลักลอบซึ่งเราจะควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเองอยากจะให้ประเด็นนี้ การที่ว่าจะผลักดันให้มีการลดหรือภาษีที่ไม่ใช่ภาษีนั้นอยากให้ทางรัฐบาลพิจารณาตรงนี้ อย่างรอบคอบเช่นเดียวกัน
กรอบอันที่ ๓ เรื่องการค้า การบริการ บอกว่าให้มีเป่ดตลาดบนพื้นฐาน การเป่ดเสรีอย่างค่อยเปึนค่อยไป โดยคํานึงถึงระดับความพร้อมในการแข่งขันของ ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการนั้น อย่างเช่น สินค้าบริการหรือภาคบริการนั้นด้านการเงิน การธนาคาร ประกันภัย หรือการขนส่งประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีความพร้อม มีความเข้มแข็ง ถ้าเกิดเราเป่ดทางด้านบริการโดยที่ไม่ดูผลประโยชน์ หรือไม่ดูความพร้อมของประเทศเรา เราจะเสียเปรียบ เราจะโดนเทคโอเวอร์ (Takeover) จากเรื่องการเงินก็ดี โดนครอบกิจการ เรื่องประกันภัยก็ดีหรือทางด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ (Logistics) อย่างไรยังเปึนห่วง อยากให้ดูตรงนี้ด้วยว่าระดับความพัฒนาหรือความพร้อมของประเทศเราในการที่เราจะ ไปเจรจารอบพหุภาคีในระดับการค้าโลกนั้น เรามีความพร้อมขนาดไหน เพราะว่าค่อนข้าง ละเอียดอ่อนและความพร้อมหรือศักยภาพของแต่ละประเทศมีความที่แตกต่างกัน
ประเด็นถัดมา เรื่องของสิทธิด้านทรัพย์สินทางปัญญา สนับสนุนสิทธิด้าน ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับระดับการพัฒนาของประเทศที่กําลังพัฒนา อย่างที่ ผ่านมาเราเคยมีปัญหาเรื่อง แอลซี (L/C) ยา ก็ดี ประเทศที่มีความร่ํารวยมั่งคั่งและเกิดว่า เอาสิทธิประโยชน์ทางทรัพย์สินทางปัญญามาบังคับใช้กับประเทศที่ไม่มีความพร้อมนั้น เราจะเสียเปรียบ หรือซอฟต์แวร์ (Software) ทางด้านการศึกษา อีกหลายอย่างถ้าเราไปเป่ด ว่ามีผลบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด อย่างเมืองจีนสมัยก่อนเขาไม่ยอมรับฟังสิทธิ ทรัพย์สินทางปัญญาเพราะอะไรครับ เขาต้องการที่จะให้ประเทศเขาพร้อมก่อนถึงจะเป่ด การเจรจาหรือยอมรับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าเราเป่ดปัูบเราขนข้าวเปึนหลายลําเรือ เราซื้อซอฟต์แวร์ ซื้อลิขสิทธิ์เล็กน้อยก็ตามไม่ทัน ดังนั้นเองก็ฝากรัฐบาลในประเด็นเรื่อง ของทรัพย์สินทางปัญญาเช่นเดียวกัน
อีกเรื่องหนึ่ง การค้าและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเด็นนี้คือเปึนกรอบการเจรจา รอบโดฮาซึ่งกําลังเจรจาอยู่ เรื่องการค้าและสิ่งแวดล้อม บอกว่าสนับสนุนและอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม แต่ต้องไม่นํามาเปึนเหตุผลในการกีดกันทางการค้า เช่น อ้างว่ามีภาวะโลกร้อน ถ้าเกิดว่าการเจรจาก็ฝากทางท่านประธานไปยังฝ์ายบริหารว่า การที่เจรจารอบโดฮา ที่จะไปเจรจาในดับเบิลยูทีโอนั้น เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่าเอามากีดกัน คือเราช่วยสนับสนุน รณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมได้แต่อย่าเอามาเปึนกีดกันทางการค้า ตรงนี้ต้องขอฝากที่เปึน ข้อห่วงใยที่ทางรัฐสภาแห่งนี้ช่วยกันพิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านเช่นเดียวกัน
และประเด็นอื่น ๆ ไม่ควรจะนําเอาเรื่องต่าง ๆ มาเปึนข้ออ้างในการกีดกัน อย่างเช่นเรื่องสิทธิแรงงานก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี ทรัพย์สินทางปัญญาก็ดี ในการกีดกัน สินค้าเรา ซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยเจอนะครับ จับเต่าทะเลก็ดี ใช้แรงงานเด็กก็ดี และทําให้ ไม่ซื้อของกับเรา นี่คือข้ออ้างของประเทศที่จะมีอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาประการ ดังนั้นเอง ถ้าทางฝ์ายบริหารจะไปต่อรองหรือไปเจรจา ในกรอบการเจรจาเรื่อง ดับเบิลยูทีโอ ก็คงอยากจะฝากเรื่องนี้ด้วยว่าอย่าเอาเหตุผลซึ่งไม่ตรงประเด็นมาเปึนข้ออ้างในการกีดกัน ทางการค้า เพราะว่าเราต้องคํานึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเปึนสําคัญนะครับ นี่คือข้อสังเกตในเรื่องกรอบการเจรจาพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก
ส่วนกรอบต่อมานะครับ เรื่องกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี ของไทย ภายใต้การเจรจาอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่ม ตามที่ไทยกับผู้นําประเทศอื่น ๆ ได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียนว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ เออีซี (AEC) ซึ่งจะมีตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐ จะมีผลบังคับใช้ในป้ ๒๕๕๘ เปึน เออีซี หรือว่าเปึน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งรวมเปึนกลุ่มเดียวกัน มีพลังในการต่อรอง ในกลุ่มอาเซียน เพื่อจะไปต่อรองกับประเทศต่าง ๆ นอกกลุ่ม ซึ่งประเทศต่าง ๆ นอกกลุ่มนั้นมีอะไรบ้าง อย่างเช่น อาเซียน+๓ อาเซียนคือ ๑๐ ประเทศ +๓ คือ จีน เกาหลี ญี่ปุ์น หรือ+๖ คือเพิ่ม อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือแม้กระทั่งเราจะไปเจรจากับกลุ่มประเทศ จีทีซี (GTC) คือกลุ่มความร่วมมือกลุ่มอาหรับ หรือแม้กระทั่งอาเซียนจะไปบวกเมอร์โคซูร์ คือกลุ่มร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง อีกหลายกลุ่มการเจรจา ดังนั้นเองการที่ไทยจะไป เจรจาอะไรต่าง ๆ ในประเด็นเรื่องกรอบการเจรจาความตกลงการค้าของไทยภายใต้ กรอบอาเซียนกับประเทศนอกกลุ่มนั้น ซึ่งมีประเด็นอยู่มากมาย ซึ่งทางรัฐบาลเสนอยัง รัฐสภาแห่งนี้ มีทั้งหมด ๑๕ ประเด็นในกรอบการเจรจา ดังนั้นเองผมคงไม่พูดครบ ทุกประเด็นจะพูดบางประเด็นเท่านั้น
อย่างเช่นประเด็นแรกนะครับ เรื่องการนําเข้าสู่ตลาดทางการค้าสินค้า ซึ่งกรอบที่ทางรัฐบาลเสนอมาบอกว่าให้มีการลดหรือยกเลิกอากรศุลกากรและเงินอื่น ๆ ที่เรียกเก็บจากสินค้านําเข้า ต้องคํานึงถึงผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ตอนนี้ มีปัญหานะครับ อย่างที่กราบเรียนว่าอาฟตาเราจะมีผลบังคับใช้ คือเขตการค้า เสรีอาเซียน จะมีผลบังคับใช้วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ อีกเดือนกว่าเท่านั้น เราต้องลดภาษี เปึน ๐ แต่ต่างประเทศเองเขาไม่ลด อย่างเช่น ฟ่ลิปป่นส์จากอัตราภาษีที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ยังคงแค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ลดแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ยังคงถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ หรือประเทศ อินโดนีเซียจาก ๔๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเองประเทศต่างๆ เขายังรักษา ผลประโยชน์ประเทศเขา ในการที่เขามีสินค้าที่เขาอ่อนไหว แม้กระทั่งข้อตกลงที่ว่าอาฟตา ต้องมีผลบังคับใช้วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ แต่ประเทศต่าง ๆ เพื่อนบ้านของเรา ในอาเซียนของเรา ได้ข่าวมาว่าล่าสุดยังไม่ยอมลดอัตราภาษีนี้ ดังนั้นเองการที่เจรจา เราต้องดูผลประโยชน์ของประเทศชาติของเราด้วยว่าขนาดประเทศอื่นเขาก็ดูผลประโยชน์ ของเขาว่าถ้าเกิดเขาเสียเปรียบเขาไม่ยอม ดังนั้นเองควรจะมีการเจรจาหรือปรับปรุง แก้ไขเราหรือไม่ อย่างเช่น สินค้าข้าวเราซึ่งหลายคนก็วิตกกังวลว่าประเทศเพื่อนบ้าน ถ้ามีการลักลอบเข้ามาจะทําให้สินค้าเกษตรของเราราคาตกต่ํา หรือแม้กระทั่งอาจจะมี การนําสินค้าเกษตรประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลเอง ให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ นานา ดังนั้นเองผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่าให้ดูถึงการนําเข้าตลาดการค้าของสินค้าด้วย
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องการลดและเลิกมาตรการกีดกันและอุปสรรค ทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ที่เปึนอุปสรรคต่อการส่งออกให้มากที่สุดเท่าที่เปึนไปได้ เช่นเดียวกันตอนนี้เรามีปัญหากับประเทศจีน เราบอกว่าเราส่งผลไม้ เป่ดการค้าเสรี ไทย-จีน เราสามารถส่งผลไม้ไปประเทศจีน มีประชากรพันกว่าล้านคน สามารถส่งออกได้ ก็ผลิตไม่ทัน แต่จริง ๆ ทางปฏิบัติแล้ว เรามีมาตรการโดนกีดกัน อย่างประเทศจีนกีดกัน เรื่องการต้องมีไลเซนซ์ (License) ในการนําเข้า ต้องมีภาษีท้องถิ่น แล้วก็มีการตรวจจน ผลไม้เน่าแล้วก็ขายไม่ได้ ดังนั้นเองนั่นคือมาตรการ ซึ่งอยากนําเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่าช่วยดูประเด็นนี้ให้รอบคอบ หรือต้องต่อรองหรือมีการปรับปรุงแก้ไข ในข้อตกลงหรืออุปสรรคต่าง ๆ ทางการค้าด้วยนะครับ แล้วก็ถัดมาให้มีระยะเวลาในการ ปรับตัวที่เหมาะสมแก่สินค้าที่มีความอ่อนไหว เพื่อลดผลประทบจากภาษีเท่าที่จะเปึนไปได้ คือต้องมีการปรับตัวนะครับ อย่างที่กราบเรียนเช่นเดียวกันบอกว่าอาฟตา เรามีเซ็นข้อตกลงตั้งแต่ป้ ๒๕๓๕ มีผลบังคับใช้ในป้ ๒๕๕๓ ๑๗ ป้ ให้เวลาปรับตัวถึง ๑๗ ป้ แต่เราเองไม่เคยปรับตัว จนตอนนี้เหลืออีกเดือนกว่าแล้วจะมาเรียกร้องกันว่าจะมีการเตรียมความพร้อมปรับตัว อย่างไร ดังนั้นก็ขอฝากว่าถ้าเราทําข้อตกลงอะไรก็ตามอยากจะให้มีการประชาสัมพันธ์ หรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแจ้งประชาชน หรือแจ้งองค์กรต่าง ๆ ให้ปรับตัว เตรียมตัวว่าอีกกี่เดือน กี่ป้ เราจะมีความพร้อมอย่างไร ถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะเสียเปรียบต่อ คู่เจรจา หรือคู่แข่งขันต่อไป
ในประเด็นถัดมา เรื่องมาตรการปัองกันและมาตรการเยียวยาทางด้าน การค้า บอกว่าให้มีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดที่ได้จากผลกระทบอย่างร้ายแรง จากการทะลักของสินค้านําเข้า อย่างภาคเหนือเช่นเดียวกันปัญหาเรื่องการทุ่มตลาด หรือการนําเข้ากระเทียมทําให้สินค้าตกต่ํา หรือเครื่องใช้ไฟฟัาจากประเทศจีนที่นําเข้ามา ทําให้ผู้ประกอบการหรืออุตสาหกรรมในเมืองไทยนั้นอยู่ไม่ได้ เพราะว่ามันเกิดการทุ่มตลาด การทุ่มตลาดนี้มี ๒ แบบ ทุ่มโดยตรงที่ผ่านด่าน จริง ๆ ก็ไม่เท่าไร แต่มีการลักลอบนําเข้า เปึนจํานวนมากทําให้สินค้าทางการเกษตรก็ดี สินค้าอุตสาหกรรมก็ดีเราตกต่ํา ดังนั้น การที่เจรจาเองนั้นอยากจะให้พิจารณาอย่างรอบด้านเช่นเดียวกัน
อีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นกรอบการเจรจาเรื่องมาตรการสุขอนามัย บอกว่า ให้ลดอุปสรรคทางการค้าที่เกิดจากกฎ ระเบียบด้านมาตรการสุขอนามัยเท่าที่เปึนไปได้ ที่สอดคล้องตามความต้องการขององค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ อย่าใช้มาตรการ ที่สูงเกินไป ถ้าเรายอมรับมาตรการที่สูงเกินไป ประเทศที่พัฒนาแล้วอ้างความปลอดภัย อะไรต่าง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วมากีดกันสินค้าเรา ดังนั้นขอฝากว่าเราคงต้องไปกรอบสภา แห่งนี้เพื่อพิจารณาเปึนข้อสังเกต อยากให้ฝ์ายที่ไปเจรจาดู อย่าให้เอาข้ออ้างเรื่อง สุขอนามัยมาเปึนข้ออ้างในการกีดกันสินค้าของเราเช่นเดียวกันนะครับ และ
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องประเด็นกรอบเรื่องการค้าบริการ อย่างที่กราบเรียนบอกว่า ให้เป่ดเสรีภาคบริการอย่างค่อยเปึนค่อยไป อันนั้นก็เปึนห่วงเช่นเดียวกันนะครับ ประเทศเรามีความพร้อมอีกเหมือนกัน ถ้าเราเป่ดเสรีทันทีทันใดนั้น ความพร้อมเราจะมี การแทรกแซง แทรกแซงแล้วประเทศเราอย่างการขนส่ง การจัดการที่ไม่ดี ไม่พร้อม หรือการเงิน การประกันภัย ตอนนี้เราโดนเทคโอเวอร์ไป ส่วนใหญ่จะถูกครอบงําจาก ต่างชาติไปเกือบหมดแล้ว ที่ผ่านไปแล้วคงไม่ว่ากัน แต่ต่อไปคงไม่สายเกินไปในการเจรจา กับต่างประเทศ ในการเจรจากับคู่ค้าอยากจะให้คํานึงถึงความพร้อมภาคบริการของ ประเทศไทยว่ามีความพร้อมขนาดไหนนะครับ
และอีกเรื่องหนึ่ง ในประเด็นถัดมาเรื่องการลงทุน บอกว่าให้ความคุ้มครอง การลงทุนและนักลงทุนจากต่างประเทศตามเงื่อนไขและขอบเขตที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของไทยกําหนด เช่นเดียวกันปัญหาเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างกรณีของมาบตาพุด ต่างชาติก็งงเหมือนกันว่าตกลงเมืองไทยใช้มาตรการอะไร ดังนั้นเองความสับสนของเรานั้น ถ้าไม่ชัดเจนเราอย่าหวังเลยว่าเราจะไปเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทย ในเมื่อกฎหมายเราไม่ชัดเจน ดังนั้นกราบเรียนว่ากฎหมายอย่างเช่น มาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญเรื่องที่มีสั่งระงับชั่วคราวของมาบตาพุด อยากให้รัฐบาลนั้นออกกฎหมายลูก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่าอะไรที่ทําได้ หรือไม่ได้ขนาดไหน เพื่อความชัดเจน นักลงทุนเขาไม่กลัวหรอกครับ แต่ว่าให้ชัดเจนว่าอะไรทําได้ขนาดไหน เขาจะได้ศึกษา และจะได้เตรียมการลงทุนต่อไปในประเด็นกรอบนี้
และประเด็นถัดมา ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพย์สินทางปัญญา ว่าให้มีผลบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกับระดับในการพัฒนาเช่นเดียวกัน อย่างที่ กราบเรียนมาว่าคล้าย ๆ กับ ดับเบิลยูทีโอ อย่างเช่น แอลซี ยาก็ดี หรือว่าซอฟต์แวร์ การศึกษา หรือตําราเรียนก็ดี เรามีความพร้อมที่จะเป่ดรับ หรือจะบังคับใช้ในเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาขนาดไหนนะครับ
ถัดมาเรื่องการแข่งขันบอกว่ามีนโยบายการแข่งขันเสรีเปึนธรรมต่อ มาตรการกํากับดูแลการแข่งขันที่เหมาะสมภายใต้กฎหมายและระเบียบภายในประเทศ ของเราแต่ละฝ์าย อย่างเช่น ของเราประเด็นนี้ อย่างเช่น พ.ร.บ. ค้าปลีก ต่างชาติมาลงทุน ในธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจขนาดใหญ่ ร้านค้าโชห่วยเราล้มตายไปเปึนอันมาก กฎหมายเรา ออกเปึนร้อยเปึนพันฉบับได้ แต่กฎหมายพระราชบัญญัติประกอบเรื่องค้าปลีกทําไม ออกไม่ได้ เพราะว่าในทางสังคมนั้นต้องมีกติกา กติกามวยเล็ก มวยใหญ่ ประเทศเรา ประเทศกําลังพัฒนาก็ต้องมีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ต้องมีแฮนดิแคพ (Handicap) มีแต้มต่อ เช่นเดียวกันเมืองไทยเราต่างชาติมาลงทุนขนาดใหญ่ มีลงทุนเปึนเหมื่นเปึนแสนล้านบาท กับค้าปลีกในร้านตึกแถวห้อง ๒ ห้อง แต่เราไม่มีกติกา ดังนั้นเองผู้ประกอบการโชห่วยของ เราจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีกติกาควบคุมให้เปึนธรรมที่อยู่รวมกันในสังคม
และอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องประเด็นของกรอบการเจรจาในเรื่องของ สิ่งแวดล้อมก็ระบุว่าให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป่ดโอกาส ให้กําหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมในอนาคต ก็เช่นเดียวกันในกรอบนี้ เรื่องสิ่งแวดล้อมนี้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ระบุตามมาตรา ๖๗ บอกว่า ถ้ากระทบต่อ สิ่งแวดล้อมก็สามารถที่จะบรรเทาหรือมีมาตรการต่าง ๆ ได้ อันนี้ชัดเจน แต่อยากจะฝาก รัฐบาลเช่นเดียวกันว่า ขอให้ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและให้ออกกฎหมายลูก ประกอบตามมาตรา ๖๗ ให้ชัดเจนเสีย ชาวบ้านเขาอยู่ร่วมกันได้ นักลงทุนนี้อยู่ร่วมกันได้ นะครับ สังคมเราจะได้ไปร่วมกันได้ต่อไป ก็คงไม่ปฏิเสธนะครับ เราต้องการการลงทุน แต่เราคงไม่ปฏิเสธเหมือนกันว่าสิ่งแวดล้อมต้องอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นเองจะอยู่ร่วมกันได้ อย่างไรก็คือกติกา กติกานั้นก็คงฝากรัฐบาลนะครับ ทํากฎหมายหรือกติกาให้ชัดเจน นะครับถึงอยู่ร่วมกันได้
สุดท้ายนี้นะครับ ก็ขอสรุปว่ากรอบทั้ง ๒ กรอบที่ทางรัฐบาลเสนอทาง รัฐสภาเพื่อพิจารณาจะเปึนกรอบว่าด้วยกรอบความเจรจาการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การ การค้าโลกก็ดี หรือกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีของไทยภายใต้กรอบการเจรจา อาเซียนกับประเทศนอกกลุ่มก็ดี ทั้ง ๒ กรอบนี้ผมขออภิปรายสรุปเพิ่มเติมสักเล็กน้อยจาก ทั้ง ๒ กรอบว่า การเจรจาความตกลงทางการค้านั้นควรคํานึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของ ประเทศเปึนหลักนะครับ แต่ในแง่ที่ว่าผลประโยชน์ส่วนรวมนั้นเราคงต้องมองหลาย ๆ มิติ นะครับ มิติเรื่อง จีดีพี (GDP) เรื่องตัวเลข ได้เปรียบเกินดุลหรือขาดดุลส่วนหนึ่ง แล้วอาจจะต้องมองถึงประชาชนเปึนหลักด้วย เพราะบางอย่าง อย่างเช่น สินค้าเกษตร นะครับ ตัวเลขน้อยแต่ผลกระทบเยอะ ดังนั้นเองต้องดูถึงประชากรด้วยนะครับ และแม้กระทั่งความเท่าเทียมกันของสังคมว่ามีความเท่าเทียมกันขนาดไหน
แล้วก็ข้อที่ ๒ ควรมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความตกลงทางการค้า ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนะครับว่า การค้าต่อไปจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นต้องเตรียมความพร้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกหลายกรอบต่อไปนะครับ
แล้วอันที่ ๓ คือมีมาตรการรองรับและผลกระทบตามความเหมาะสม
และสุดท้ายอยากจะขอเสนอแนะเพิ่มเติมนะครับว่าอยากจะให้รัฐบาล ออกกฎหมายประกอบมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเรามีการประชุมสภาครั้งนี้ ถึง ๑๙ ประเด็น ก็เพราะความไม่ชัดเจน ดังนั้นถ้ามีความชัดเจนของกฎหมายก็สามารถ จะลดภาระของรัฐสภาแห่งนี้และความคล่องตัวของฝ์ายบริหารต่อไปครับ ขอบคุณครับ