รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

ชนินทร์ รุ่งแสง หารือเรื่องนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดมลพิษและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสนใจแล้วก็จะขอพูดถึงเรื่องของนโยบาย ด้านสิ่งแวดล้อมคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพชีวิตของคนเมืองที่มีประชาชน อาศัยอยู่หนาแน่นและเรื่องของการบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติโลกร้อน ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อมเปึนปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ และสัมผัสได้ไม่แพ้ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจ เพียงแต่อาจจะแตกต่างกัน ปัญหาเศรษฐกิจ เปึนเรื่องของปัญหาปากท้อง ปัญหาการมีอยู่ มีกิน มีใช้ แต่ว่าปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม เปึนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตความเปึนอยู่ที่จะอยู่รอดในสังคมนี้ ท่ามกลาง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับผมได้อ่านและติดตามฟังนโยบายของรัฐบาล ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ใน ๓ ส่วน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เรื่องของนโยบายสังคมคุณภาพชีวิตและที่สําคัญก็คือนโยบายเร่งด่วนที่ จะทําในป้แรกเกี่ยวข้องกับการบรรเทาผลกระทบวิกฤติโลกร้อน ซึ่งผมเองไม่อยากจะใช้ คําพูดว่า ไม่ชัดเจนและไม่ครอบคลุม ผมอยากจะบอกว่าเปึนนโยบายที่มีมาตรฐานของ รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งผมไม่มั่นใจว่าหากปฏิบัติตามนี้แล้วจะสามารถแก้ไขปัญหานี้หรือเปล่า ผมเห็นนโยบายได้เน้นในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้เน้นให้ประชาชน มีจิตสํานึก แต่ผมอยากจะถามแทนประชาชนว่าแล้วรัฐบาลที่มีจิตสํานึกนั้นจะปฏิบัติ อย่างไร เพราะว่าผมไม่เห็นในเรื่องของความชัดเจนว่ารัฐบาลจะมีการปฏิบัติอย่างชัดเจน ในเรื่องของนโยบายเรื่องนี้ เพราะว่าได้เน้นในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้เน้น ในเรื่องของการปลุกจิตสํานึก ซึ่งผมเห็นด้วยที่จะเน้นในเรื่องนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าก่อนจะไปถึงจุดนั้นจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังและบทบาทนํา ในการแก้ไขปัญหาตรงนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างแรกเลยผมอยากจะให้รัฐบาล ได้ตั้งใจ เข้าใจ แล้วก็เห็นถึงความสําคัญของปัญหาอย่างแท้จริง เพราะว่าปัญหาเรื่องนี้ เปึนเรื่องใหญ่และมีมิติในการแก้ไขปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการกําจัด การบําบัด การควบคุมดูแลและที่สําคัญก็คือการลดต้นเหตุแห่งปัญหาก็คือเรื่องของ มลพิษ ซึ่งรายละเอียดการดูแล การจัดการสิ่งเหล่านี้ก็คงจะมีโอกาสในการพูดในโอกาส ต่อไป วันนี้ผมเองอยากจะพูดถึงภาพรวมในการจัดการของปัญหาว่าจริง ๆ แล้ว ผมไม่อยากจะเห็นรัฐบาลให้ความสําคัญกับเรื่องนี้โดยมอบให้เปึนนโยบายกับกระทรวงใด กระทรวงหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งเท่าที่ผมได้เห็นนโยบายมอบหมายกระทรวงที่รับผิดชอบ ก็มีอยู่ ๒ กระทรวง ไม่ว่าจะเปึนกระทรวงพลังงาน หรือว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจริง ๆ แล้วผมคิดว่าปัญหาตรงนี้เปึนปัญหาใหญ่ ทุกกระทรวงควรจะมีส่วนในการ รับผิดชอบและปฏิบัติ เพื่อที่จะให้การลดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนี้เปึนไปด้วย ความเรียบร้อย ผมอยากจะยกตัวอย่าง อย่างเช่นกระทรวงอุตสาหกรรมก็ควรจะมีบทบาท เช่นกัน ในการที่จะสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เปึนมิตรกับสิ่งแวดล้อม เปึนอุตสาหกรรมที่สามารถที่จะลดปัญหามลพิษได้ กระทรวงการคลังผมคิดว่าก็สําคัญ เพราะว่ามีเครื่องมือเรื่องของภาษีในการที่จะไปดูเรื่องของโครงสร้างภาษี ในการที่จะเปึน แรงจูงใจที่จะให้ธุรกิจที่ทําประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมหรือว่าธุรกิจใดที่เอื้อกับ หรือว่าไม่เปึน มิตรกับสิ่งแวดล้อมก็ต้องมีการลงโทษเช่นกัน ที่สําคัญที่สุดผมคิดว่ากระทรวงศึกษาธิการ รัฐบาลมีจุดมุ่งหมายที่จะปลูกจิตสํานึกให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นผมอยากเห็น กระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทสําคัญที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมถึงแม้ว่าจะมี การดําเนินการอยู่แล้วเท่าที่ผมทราบ แต่ว่าอยากจะเห็นการเอาจริงเอาจังจากรัฐบาล จริง ๆ ก็มีอีกหลายกระทรวงนะครับที่อยากจะเน้นที่จะต้องเข้าไปดูแล ที่จะต้องให้ นโยบายอย่างชัดเจนว่าจะต้องไปดูแลเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงสุดท้ายผมอยากจะพูดถึงเรื่องที่ต้อง บอกว่าไม่ค่อยมีความชัดเจน ก็คือเรื่องของการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่ ซึ่งถือ ว่ามีส่วนสําคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าเมืองใหญ่เปึนเมืองที่มีการผลิตมลพิษจํานวนมาก และมีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น แต่ว่ารัฐบาลก็ไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องของการที่จะจัดการ เรื่องของมลพิษตามเมืองใหญ่ ๆ ได้แต่พูดถึงเรื่องของการที่จะให้ประชาชนมามีส่วนร่วม มีการปลูกจิตสํานึกแล้วก็มีการปลูกป์า ปลูกต้นไม้ แต่ท่านลืมไปว่าในเมืองใหญ่นั้น มีข้อจํากัดในเรื่องของการที่จะปลูกป์า หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพราะฉะนั้นผมอยากจะเน้น ว่ารัฐบาลจะต้องคํานึงถึงเมืองใหญ่ แล้วก็ช่วยกับเมืองใหญ่ในการแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อมด้วย ผมอยากจะเน้นแล้วก็ยกตัวอย่างเรื่องของกรุงเทพมหานคร ก็ต้องชมว่า มีการกระตือรือร้นและเปึนรูปธรรม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานครนั้นมีมา อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ป้ ๒๕๔๗ มาถึงปัจจุบันนี้ ตัวเลขก็ขึ้นมาตลอดเวลานะครับ จากสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อคน จากป้ ๒๕๔๗ ก็มีถึง ๒.๙ ตารางเมตรต่อคน แต่ว่าปัจจุบันนี้มีถึง ๓.๓ ตารางเมตรต่อคน โดยเกณฑ์มาตรฐานนี่จะต้องมี ๔ ตารางเมตรต่อคน แต่อย่างไร ก็ตามผมคิดว่าการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เปึนไปตามมาตรฐานนั้นจะเพียงพอหรือเปล่ากับ คนเมือง ผมตอบได้ชัดเลยว่าคงไม่เพียงพอ เพราะว่าการเพิ่มพื้นที่สีเขียว หมายความว่า การเพิ่มพื้นที่ที่จะทําให้คุณภาพชีวิตของคนเมืองมีเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะว่าพื้นที่สีเขียว นั้นไม่ได้หมายถึงเปึนพื้นที่ที่มีที่โล่ง มีต้นไม้ แต่ว่าเปึนพื้นที่ที่ประชาชนสามารถที่จะ ใช้สอยพักผ่อน และที่สําคัญที่สุดเปึนจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตพอเพียง เพราะว่า ครอบครัวก็จะมีชีวิตที่ดี มีที่พักผ่อน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะใช้เวลาสั้น ๆ สรุปนิดหนึ่งว่า ในเมือง หน่วยงานราชการมีพื้นที่มากมาย ไม่ว่าจะเปึนใต้ทางด่วน ไม่ว่า จะเปึนที่ของการรถไฟ ที่ของกรมธนารักษ์ รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวคิด มุมมองจากการใช้ พื้นที่ในเชิงพาณิชย์ ประชาชนในเมืองไม่ว่าจะเปึนกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่ ๆ ไม่ต้องการความเจริญทางด้านวัตถุ ประชาชนในเมืองใหญ่ ๆ เขาต้องการคุณภาพชีวิต เพราะฉะนั้นได้โปรดเปลี่ยนแนวคิดมุมมองแล้วก็มาสนับสนุนนําพื้นที่ราชการต่าง ๆ เหล่านั้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาเปึนพื้นที่สีเขียวให้กับคนเมืองเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับ ประชาชน แน่นอนที่สุดครับผมอยากจะเห็นรัฐบาลชุดนี้กําหนดทิศทางในการพัฒนา ประเทศ โดยมีความสมดุลกันระหว่างการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ควบคู่กันไป ขอบคุณมากครับ