รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะงานของกระทรวงสาธารณสุข และเรียกร้องการตอบสนองจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วรงค์ เดชกิจวิกรม เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มแรงจูงใจและขยายงานอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) และการเพิ่มค่าตอบแทน อสม. รายบุคคล นอกจากนี้ยังเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาบาลที่ขาดแคลนอย่างมาก และการเพิ่มแรงจูงใจให้กับบุคลากรสาธารณสุขระดับตําบล

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมมีประเด็นที่จะมาพูดคุยกับ ท่านประธานผ่านไปสู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การดูแลสุขภาพของประชาชน ท่านประธานทราบไหมครับว่า ตั้งแต่ผมฟังการอภิปราย ของเพื่อนสมาชิกมา ๒ วัน จะมีกระทรวงสาธารณสุขอยู่กระทรวงเดียวที่ผมเปึนห่วง มากที่สุดครับ จุดที่ผมเปึนห่วงเพราะว่าวิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีว่าการ ก่อนที่จะมี การอภิปรายในวันนี้ท่านได้แสดงวิสัยทัศน์ต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด จนทําให้ทีมสาธารณสุข ของพรรคประชาธิปัตย์นั้นสับสน ดังนั้นผมจะขออนุญาตครับ ขออนุญาตสรุปประเด็นสั้น ๆ ในฐานะว่างานของกระทรวงสาธารณสุขที่รัฐมนตรีว่าการควรจะทํานั้นมีอยู่ ๔ งานใหญ่ ๆ

งานที่ ๑ งานรักษาพยาบาล งานรักษาพยาบาลท่านรัฐมนตรีมีหน้าที่ ทําอย่างไรให้ประชาชนได้รับการรักษาที่สะดวก รวดเร็ว และได้รับยาที่มีคุณภาพมาตรฐาน

ข้อ ๒ งานส่งเสริมสุขภาพ รัฐมนตรีก็มีหน้าที่ในการทําอย่างไรให้ส่งเสริม สุขภาพให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรง

ข้อ ๓ งานปัองกันโรค ท่านก็มีหน้าที่ทําอย่างไรให้ประชาชนคนไทยทุกคน ไม่มีการติดเชื้อของโรคต่าง ๆ ที่มีการระบาด ตลอดจนโรคที่ไม่มีการติดต่อจากการติดเชื้อ และ

ข้อ ๔ งานฟุ๋นฟูสภาพหลังจากประชาชนเจ็บป์วยแล้ว ก็คือทําอย่างไร ให้สุขภาพแข็งแรง

นี่คือกรอบงานหลัก ๆ ถ้ารัฐมนตรีจับกรอบงานหลัก ๆ ๔ ข้อนี้ไม่ได้ ผมเชื่อว่าท่านจะไม่ออกทิศออกทางเท่าไร วันนี้ท่านไปซ้ายที ขวาที เมื่อวานตอนอ่านข่าว ก็ตกใจ แต่ไม่เปึนไรครับ เราเข้าสู่เนื้อหาของนโยบาย ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอก นโยบายในหัวข้อ ๒.๓.๑ เรื่องเพิ่มคุณภาพของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไม่มีอุปสรรค การเพิ่มคุณภาพและเข้าถึงบริการ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านสั้น ๆ ก็คงจะหมายถึงว่าทําอย่างไรให้ตรวจได้รวดเร็วภายใต้ ความพร้อมของบุคลากรและทําอย่างไรให้ได้รับยาดี มีมาตรฐานในทุก ๆ ชนิดของยา ผมจึงมีคําถามฝากไปยังรัฐมนตรีที่จะต้องมาตอบพวกเรา ๒ เรื่อง ๒ ข้อ ๒ ประเด็น ดังต่อไปนี้ครับ

ข้อ ๑ ท่านรัฐมนตรีมีแผนการ หรือโครงการ หรือมาตรการอย่างไรที่จะทําให้ ประชาชนเวลาเจ็บป์วยเข้าถึงระบบบริการ ภายใต้การตรวจของแพทย์ หรือทีมงานแพทย์ ด้วยความรวดเร็ว

ข้อ ๒ ท่านรัฐมนตรีมีมาตรการอย่างไรในการรองรับว่าหลังจากประชาชนนั้น ตรวจรักษาแล้ว หรือรับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วจะได้เข้าถึงยาที่มีมาตรฐาน รวมทั้ง ยามะเร็งด้วย สิ่งที่ผมจะต้องถามอย่างนี้เนื่องจากว่าผมไม่มั่นใจครับ ถ้าท่านรัฐมนตรี ยังคิดในกรอบเดิมและยังไม่เข้าใจงานสาธารณสุขท่านจะหลงทิศหลงทางครับ

ผมจะสรุปเปึนประเด็นปัญหาให้ฟังสั้น ๆ วันนี้กระทรวงสาธารณสุขนั้น มีปัญหาเรื่องบุคลากรเปึนอย่างยิ่งครับ ผมได้รับการประสานงานจากบุคลากรของ กระทรวงสาธารณสุขให้มาบอกกับรัฐมนตรี เหตุผลที่จะต้องบอกกับรัฐมนตรีในที่ประชุม แห่งนี้ เพราะว่าประชาชนทั้งประเทศฟังครับ เวลาประชาชนทั้งประเทศรับรู้แล้วจะได้รู้ว่า ถ้ารัฐมนตรีไม่แก้ไขปัญหานี้ ถือว่ารัฐมนตรีนั้นต้องรับผิดชอบ กลุ่มแรกที่ฝากผมมาคือ พยาบาล วันนี้พยาบาลตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศขาดแคลนอย่างมหาศาล เปึนการขาดแคลนที่แปลกประหลาดครับ เพราะว่าเราไม่ได้ขาดแคลนที่การผลิต วันนี้ หน่วยงานในการผลิตพยาบาลต่าง ๆ ผลิตพยาบาลออกมาได้เยอะ แต่การขาดแคลน พยาบาลนั้นเปึนการขาดแคลนที่กรอบอัตรากําลัง ซึ่งเปึนผลพวงจากการปฏิรูประบบ ราชการของรัฐบาลของพวกท่านที่ทํามาเมื่อประมาณ ๔–๕ ป้ที่ผ่านมา ท่านปฏิรูป ระบบราชการ แล้วท่านฟรีซ (Freeze) กรอบอัตรากําลังต่าง ๆ ไว้หมด รวมทั้งพยาบาลด้วย ไม่ให้มีการบรรจุ ผลพวงไม่ให้มีการบรรจุเท่ากับว่าวันนี้เขาเลือกเอาระหว่างว่าจะมาเปึน พนักงานของรัฐในโรงพยาบาลรัฐหรือไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน ดังนั้นพยาบาลจํานวน ไม่น้อย เขาบอกเขาไม่มาอยู่โรงพยาบาลรัฐ เขาอยู่โรงพยาบาลเอกชนเขาได้เงินหรือ ค่าตอบแทนมากกว่า ปรากฏว่าโรงพยาบาลรัฐขาดแคลนพยาบาล ผลของการขาดแคลน ฟังแล้วน่าอนาถใจครับ เขาบอกว่าคุณหมอลองคิดดูนะครับว่า พยาบาลอายุตั้ง ๕๐ กว่ายังต้องมาอยู่เวร ๘ ชั่วโมง เวรบ่าย เวรดึก หลายคนไม่เข้าใจเวรบ่าย เวรดึกคืออะไร เวรบ่ายคือ ๔ โมงเย็นถึงเที่ยงคืน เวรดึกคือเที่ยงคืนถึง ๘ โมงเช้าครับ เขาจึงฝากถามมาว่าแล้วจะทําให้เขาบริการประชาชน ให้มีคุณภาพได้อย่างไรครับ จึงฝากรัฐมนตรีประเด็นนี้เรื่องพยาบาล

เรื่องที่ ๒ ก็คือบุคลากรทางด้านสาธารณสุขระดับตําบล หรือหมออนามัย หรือสาธารณสุขระดับตําบล กลุ่มนี้นับว่าเปึนกลุ่มที่มีความสําคัญมากที่สุดในการดูแลสุขภาพ ของประชาชนทั้งประเทศ เพราะว่าเปึนโครงสร้างระดับล่างสุดของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะสัมผัสประชาชนในทุก ๆ ปัญหาและทุก ๆ งานใน ๔ งานที่ผมได้กล่าวเรียนไปแล้ว กลุ่มนี้นอกจากขาดแคลนกําลังคนแล้วยังขาดขวัญกําลังใจครับ ขณะนี้กําลังมีการปฏิรูป โครงสร้างแบ่งเปึน ๔ แท่ง เขาบอกว่าก่อนจะเข้าแท่งอย่างไรขอได้โปรดให้เขาได้มีโอกาส โดยเฉพาะหัวหน้า เมื่อไรเขาจะได้ซี ๗ ครับ ขณะที่หน่วยงานอื่น ๆ เขารอซี ๗ กันมา ตั้งนานแล้วครับ ดังนั้นจึงฝากรัฐมนตรีอีก ๑ งาน และ

กลุ่มที่ ๓ ที่เปึนกลุ่มสําคัญคือกลุ่มแพทย์ การขาดแคลนแพทย์นี่เกิดมา ตั้งนานแล้วนะครับ เกิดมาตั้งแต่สมัย ๒๐–๓๐ ป้ที่ผ่านมานั้นและวันนี้ก็ยังขาดแคลนอยู่ ผมจะบอกให้เลยว่าวันนี้กระทรวงสาธารณสุขยังเดินผิดทิศผิดทางอยู่ครับ ลองฟังแนวคิด ประชาธิปัตย์นะครับว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องแพทย์อย่างไร ผมจะสรุปให้ฟังเปึน ๒ กรณี เรื่องการขาดแคลนแพทย์ ปกติที่ผ่านมาเราผลิตแพทย์อยู่ ๒ อย่าง แพทย์ในระบบที่ ๑ ในสมัยก่อนที่เรียกว่าแพทย์ที่เกิดจากการเอนทรานซ์ ก็คือนักศึกษาที่จบ ม. ๖ สอบเข้า มหาวิทยาลัย หรือสมัยนี้เรียกว่า แอดมิชชัน และแพทย์ระบบที่ ๒ คือแพทย์ในโครงการ ผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทเพื่อไปรองรับประชาชนในชนบท แพทย์ในกลุ่มแรกนี่ผมไม่ติดใจ วันนี้ในระบบแอดมิชชันรับเด็ก ม. ๖ เก่ง ๆ อยากจะไปเรียนแพทย์ที่ไหนก็ไปเรียน ไม่เปึนไรครับ จบไปแล้วจะไปใช้ทุนที่ไหนก็ไม่เปึนไร แต่ท่านทราบไหมครับว่าช่วง ๒๐-๓๐ ป้ที่ผ่านมา ในโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบทปรากฏว่าแพทย์เหล่านี้อยู่ใน ชนบทน้อยมาก ซึ่งก็ไม่น่าจะต้องตําหนิ เพราะเด็กวัย ๑๗–๑๘ ป้ ที่เรียนหนังสือเก่ง ๆ ซึ่งบ้านอยู่ในชนบทเปึนเรื่องธรรมดาที่เขาจะกระตือรือร้นครับ ยังต้องการสร้างเนื้อ สร้างตัว จึงไม่แปลกที่เมื่อเขาใช้ทุนเสร็จแล้วเขาจําเปึนที่จะต้องเข้าไปอยู่ในเมือง หรือมาอยู่ในกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์มีข้อเสนอดังนี้ครับ โดยเฉพาะการผลิตแพทย์ เพื่อชาวชนบท ลองเปลี่ยนกรอบในการรับใหม่ครับ เป่ดโอกาสให้บุคลากรสาธารณสุข ก็คือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ไม่ว่าจะเปึนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับตําบล พยาบาล เทคนิคการแพทย์ หรือบุคลากรที่ทํางานในโครงสร้างสาธารณสุขที่อยู่ในระดับชุมชน หรือตําบล คนพวกนี้ทํางานมาไม่น้อยกว่าสัก ๗-๑๐ ป้ ถือว่ามีความผูกพันกับพื้นที่ มีความรักความผูกพันกับพื้นที่ มีวุฒิภาวะที่สูงพอสมควรสามารถสอบผ่านข้อเขียน ในกรอบที่กระทรวงหรือคณะแพทยศาสตร์กําหนด แล้วผมเชื่อว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถ ไปทํางานรับใช้ประชาชนในชนบทได้ โดยเรากําหนดเงื่อนไขว่าให้คนกลุ่มนี้จะต้องเปึน แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือหมอรักษาโรคทั่วไป และผมเชื่อว่าแนวทางนี้จะเปึนแนวทาง ในการกระจายแพทย์ไปสู่ชนบทได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผมถือว่าเปึนการสร้างขวัญ กําลังใจให้กับบุคลากรที่เสียสละมาไม่น้อยกว่า ๗ ถึง ๑๐ ป้ครับ ฝากรัฐมนตรีนะครับ เปึนโจทย์ เปึนการบ้านที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอไว้ให้ และอีกเรื่องหนึ่ง ในการเข้าถึงแพทย์ หรือเข้าถึงระบบบริการ วันนี้ประชาชน ท่านประธานทราบดีนะครับว่าประชาชนมีบัตร รักษาพยาบาล ๑ ใบ ไปได้แค่ ๒ ที่ครับ สถานที่ที่ ๑ ที่ไปได้ก็คือสถานีอนามัย และสถานที่ที่ ๒ คือโรงพยาบาล ไปอนามัยไม่ค่อยเจอหมอครับ เดี๋ยวรัฐมนตรีอาจจะ มาตอบผมพรุ่งนี้ก็ได้ว่าใน ๑ สัปดาห์หมุนเวียนหมอไป ๑ ครั้ง แต่ขอโทษทีครับท่านประธาน โครงการนี้ไม่จริงครับ เพราะว่าโรงพยาบาลเขาก็ขาดหมออยู่แล้ว เวลาผู้ใหญ่จี้ทีเขาหมุนไป ทีหนึ่งครับ แต่ถ้าไม่จี้ก็ไม่ไปครับ เพราะว่าผมยังคลุกคลีกับบุคลากรเหล่านี้อยู่ ดังนั้น เราเสนอวิธีคิดใหม่ให้เผื่อรัฐบาลจะเอาไปใช้ วันนี้ประชาชนที่เจ็บป์วยส่วนใหญ่ไปออกันที่ โรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่ หรือโรงพยาบาลจังหวัด ไปกันทีเสียเวลา ไม่น้อยกว่า ๒–๓ ชั่วโมง หรือครึ่งวัน โรคส่วนใหญ่ที่ไปรักษาส่วนใหญ่แล้วทฤษฎีบอกไว้ ชัดเจนว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์เปึนโรคพื้นฐานหรือโรคทั่วไป ท่านสมาชิกอาจจะไม่ทราบว่า โรคเหล่านี้คืออะไรครับ ก็คือปวดหัว ตัวร้อน เปึนหวัด ไอ มีน้ํามูก ท้องเสีย ความดัน เบาหวาน ถือว่าเปึนโรคพื้นฐานที่สามารถรักษาโดยแพทย์ขั้นพื้นฐานได้ เรามีคลินิกที่มี ศักยภาพกระจายอยู่เต็มไปหมดทั้งประเทศไทย เปึนไปได้ไหมที่ว่ารัฐบาลจะเป่ดโอกาส ให้คลินิกเหล่านี้มาจับมือกับรัฐบาลในการดูแลประชาชน เน้นไปที่โรคพื้นฐานครับ ประชาชนปวดหัว ตัวร้อน เปึนหวัดไม่ต้องไปโรงพยาบาล เข้าคลินิกครับ รัฐบาลดูแล ค่ารักษา และผมจะบอกให้นะครับว่าต้นทุนในการรักษาโรคพื้นฐานถูกมาก แค่ประมาณ ร้อยกว่าบาทเอง แต่ถ้ารัฐบาลดูแลเองต้นทุนในการรักษาโรคพื้นฐานจะตกประมาณ ๒๐๐ กว่าบาท ดังนั้นในระยะยาวแล้วในการดูแลประชาชนเหล่านี้รัฐบาลจะประหยัด ค่าใช้จ่ายเปึนอย่างยิ่ง จึงฝากกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปึนประเด็นที่ ๒ ว่า จะเอาคลินิกเข้ามาร่วมโครงการในการดูแลประชาชนไหม

และประเด็นใหญ่อีกประเด็นหนึ่งคือการเข้าถึงยา เรื่องนี้ต้องคุยกันอีก นิดหนึ่งครับ เพราะรัฐมนตรีก็จะพูดอยู่แล้วว่าเป่ดมาปุ็บทบทวนยาโดยไม่ทําอะไรครับ ผมอยากจะบอกกับรัฐมนตรี ถ้าถามผมจากใจแล้วผมเชื่อว่าวันที่รัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า จะทบทวนยา ท่านยังไม่รู้ว่าซีแอลยาคืออะไรครับ เพราะขนาดผมเปึนหมอ คลุกคลีกับ วงการนี้กว่าจะศึกษาเรื่องนี้อย่างเข้าใจใช้เวลาเปึนเดือน ซีแอลยานั้นเปึนหลักการพื้นฐาน ที่ให้ประชาชนเข้าถึงยา โดยเฉพาะโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เปึนหลักการขั้นพื้นฐานที่ให้ ประชาชนเข้าถึงยาโดยเฉพาะโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เปึนหลักการทางมนุษยธรรมครับ เพื่อผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการค้า แล้วก็หลักการนี้ไม่ขัดกับ กฎหมายระหว่างประเทศ แม้กระทั่ง พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ ยังกําหนดให้กระทรวง ทบวง กรม นั้นสามารถทําซีแอลยาได้ และท่านทราบไหมครับว่า กลุ่มประชาคมโรคเอดส์เขาได้ต่อสู้ซีแอลตั้งแต่ป้ ๒๕๔๒ ใช้เวลาประมาณ ๘ ป้ จนกระทั่ง ประสบผลสําเร็จ วันนี้รัฐมนตรีเป่ดมาปุ็บจะประกาศทบทวนซีแอลยา ๔ รายการ และผม จะบอกเลยครับ ผมเชื่อว่าวันนี้รัฐมนตรียังไม่รู้ว่ายาซีแอล ๔ รายการที่ท่านจะทบทวน มียารักษาโรคมะเร็งอะไรบ้าง ๑. รักษามะเร็งเต้านมครับ ท่านรู้ไหมครับว่ากลุ่มที่เสี่ยง เปึนมะเร็งเต้านมที่สุดคืออะไร คือกลุ่มแม่บ้านครับ ท่านไม่เห็นใจแม่บ้านหรือ ๒. มะเร็งเม็ดเลือดขาว กลุ่มคนที่เสี่ยงกับมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากที่สุดก็คือกลุ่มเด็กครับ ท่านไม่เห็นใจเด็กหรือ อันที่ ๓ คือกลุ่มรักษามะเร็งปอด และอันที่ ๔ ก็คือมะเร็ง กระเพาะอาหาร ซึ่ง ๒ กลุ่มนี้ก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มวัยกลางคนถึงผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงอยาก จะให้ท่านรัฐมนตรีใจเย็น ๆ ครับ ศึกษาปัญหาให้รอบคอบและสิ่งที่ผมกังวลใจและตกใจ นิดหนึ่ง เมื่อ ๒–๓ วันครับ ผมมีเพื่อนเปึนหมอทางด้านมะเร็งเขาโทรมาบอก เขาบอก เขาแปลกใจว่าบริษัทยาที่ท่านรัฐมนตรีกล่าวแล้วมีการพาดพิงถึงบอกว่าจะมีผลกระทบ ต่อการกีดกันทางการค้าจากอเมริกา ปรากฏว่าไม่ใช่ผลประโยชน์โดยตรงกับอเมริกา บริษัทยาที่เกี่ยวข้อง ๓ บริษัท ในยา ๔ ตัว ๑. โนวาติส ๒. โรช ๒ บริษัทนี้เปึนของ สวิตเซอร์แลนด์ และอีกบริษัทหนึ่งซาโนฟ้ืเปึนบริษัทของประเทศฝรั่งเศส หลายคน ก็แปลกใจว่าของยุโรปทําไมอเมริกาต้องมาเกี่ยวข้องตรงนี้ ท่านก็อาจจะตอบผมว่า เขาอาจจะมีการล็อบบี้ประเทศอเมริกาเพื่อให้กีดกันทางการค้าไทย ไม่เปึนไรครับ ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของท่านรองประธานกรรมการด้านกฎหมายและการค้า ระหว่างประเทศของสภาหอการค้าไทย นักธุรกิจให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ ๑๗ ที่ผ่านมา เขาบอกว่ารัฐบาลเกาไม่ถูกจุด รัฐบาลกําลังหลงทางครับ ปัญหาของซีแอลยาไม่ใช่เปึนปัญหาของการกีดกันทางการค้า ปัญหาของการกีดกัน ทางการค้าเปึนปัญหาเรื่องเทปผี ซีดี (CD) เถื่อน ดังนั้นอยากจะย้ําครับ ผมแปลกใจ กับท่าทีของรัฐมนตรีเปึนอย่างยิ่ง ยิ่งประกอบกับวันนี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ ๑๙ มาฟังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะมีผลเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และรัฐมนตรีจะต้อง ออกกฎกระทรวงครับ แต่ปรากฏว่าเจตนาของกฎหมายฉบับนี้ต้องการให้ประชาชนละ ลด เลิกการกินเหล้า แต่รัฐมนตรีบอกว่าการห้ามโฆษณาเหล้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า คนจะดื่มเหล้าน้อยลง งงไหมครับ แปลกไหมครับ เพราะก่อนหน้านี้มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การโฆษณาจะเปึนการยั่วให้มีการดื่มมากขึ้น และท่านก็ให้สัมภาษณ์ว่าถ้ายิ่งจํากัดเวลา การขายมันจะทําให้การขายเหล้าดีขึ้น แปลกนะครับ แล้วท่านก็บอกว่าธุรกิจเหล้า เปึนธุรกิจที่ยิ่งใหญ่เก็บภาษีได้มาก ผมดูหลาย ๆ เรื่องผมก็ยิ่งงงครับ ยิ่งดูหลาย ๆ เรื่อง ผมก็ยิ่งแปลก จนผมเกิดความคิดอยากจะฝากยาแก้เพี้ยนไปให้รัฐมนตรีกิน เพราะผม มีความรู้สึกไม่ธรรมดาจริง ๆ ในความคิดของท่านรัฐมนตรีท่านนี้ อยากจะฝากไปบอก รัฐมนตรีว่าจุดยืนของคนที่มาเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั้น จุดยืนที่สําคัญ ที่สุดต้องดูที่ประชาชนที่เปึนคนเจ็บไข้ได้ป์วยครับ และผมจะต้องบอกด้วยว่าตราบใด ที่ประเทศไทยยังใช้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เราจะต้องเผชิญปัญหาเรื่องยา ตลอดไป อยากจะฝากให้ท่านครับ เปึนไปได้ไหมว่าเสร็จสิ้นนี้แล้วท่านประชุมรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขอาเซียน ๑๐ ชาติเลย ลองคุยร่วมกันว่าเราจะทําวิสาหกิจยา ร่วมกันไหม ต่อรองกับประเทศมหาอํานาจนี้เปึนราย ๆ ร่วมกันไหม หรือถ้าจําเปึน จะต้องทําซีแอลก็จะต้องทําซีแอลร่วมกัน

และสุดท้ายท่านรัฐมนตรีครับ สุดท้ายคือเรื่อง อสม. ไม่พูดไม่ได้ เพราะว่า พรรคเปึนคนให้ผมอภิปรายเรื่อง อสม. เมื่อสมัยที่แล้ว ผม ส.ส. สมัยที่ ๒ ผมก็เปึน คนเรียกร้องค่าตอบแทน อสม. รายบุคคลให้กับ อสม. ทั้งประเทศ แล้วก็ดีใจด้วยว่า การหาเสียงครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ประกาศเปึนพรรคแรกว่าเราจะให้ค่าตอบแทน อสม. รายบุคคล แต่ขอโทษทีครับ วันนั้นพรรคประชาธิปัตย์ให้แค่ ๖๐๐ บาท หลังจากนั้น พรรคต่าง ๆ ประกาศเยอะแยะ แต่ไม่เปึนไรวันนี้เราไม่ได้เปึนรัฐบาล ผมก็เลยบอก อสม. ว่าไม่เปึนไรครับ เดี๋ยวผมจะทวงเงิน อสม. ให้ วันนี้ผมดูในข้อกําหนดที่เปึนนโยบาย ในหัวข้อ ๒.๓.๔ ที่บอกว่า จะเพิ่มแรงจูงใจและขยายงานอาสาสมัคร อสม. จึงฝาก กับรัฐมนตรี พรุ่งนี้ตอบครับว่าการเพิ่มแรงจูงใจท่านจะเพิ่มอย่างไร ท่านจะให้ค่าตอบแทน เปึนรายบุคคลหรือไม่ และให้ ให้คนละเท่าไร เวลาจะให้จะเริ่มตั้งแต่เมื่อไร เพราะฉะนั้น อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีในข้อประเด็นที่ผมได้กล่าวเรียนมาทั้งหมดครับ แล้วอยากจะย้ําว่า อันไหนที่คิดว่าเปึนประโยชน์ท่านไปทําเถอะ พวกเราจะให้กําลังใจ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าท่านผิดพลาดเราตรวจสอบท่านเต็มที่ ขอบคุณครับ